วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

‘AI’ เริ่มแย่งงาน ‘ก๊อปปี้ไรเตอร์’ สวนความเชื่อ ‘สายครีเอทีฟ’ ไม่มีวันตกงาน

‘AI’ เริ่มแย่งงาน ‘ก๊อปปี้ไรเตอร์’ สวนความเชื่อ ‘สายครีเอทีฟ’ ไม่มีวันตกงาน

“สายครีเอทีฟ” สะเทือน! “ก๊อปปี้ไรเตอร์” เริ่มตกงาน หลังบริษัท “ลดต้นทุน” ด้วยการใช้ “AI” เข้ามาทำงานแทน สวนแนวคิด มีทักษะ “ความคิดสร้างสรรค์” ไม่มีวัน “ตกงาน” 

ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญและซีอีโอจากหลายบริษัทต่างเห็นตรงกันว่าหนึ่งในสายงานที่จะไม่โดน “AI” (เอไอ) หรือ ปัญญาประดิษฐ์ แย่งงาน คือ งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ แถมซีอีโอหลายคนยังพูดด้วยซ้ำว่า “ความคิดสร้างสรรค์” จะเป็นสกิลที่ให้คุณค่าและสร้างรายได้มากที่สุด แต่ความคิดนี้อาจถูกท้าทายหลังจาก มีรายงานว่า งานหลายตำแหน่งที่จำเป็นต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ โดน “ChatGPT” แย่งงานไปเรียบร้อยแล้ว

จากข้อมูลของ Gartner บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีของอเมริกา พบว่า 65% ของแบรนด์และเอเยนซีระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญที่สุดในปี 2023 นอกจากนี้ยังคาดว่า 10% ของข้อมูลทั้งหมดที่ผลิตขึ้นในปี 2025 จะถูกผลิตขึ้นโดยปัญญาประดิษฐ์

ยิ่งไปกว่านั้น 30% ของคำโฆษณาในแคมเปญการตลาดจากแบรนด์ใหญ่ ๆ ของโลกก็จะถูกสร้างขึ้นโดย AI อีกด้วย 

แน่นอนว่า นี่ถือเป็นสัญญาณอันตรายสำหรับอาชีพ “ก๊อปปี้ไรเตอร์” (Copywriter) ที่จะเป็นอาชีพแรก ๆ ในสายครีเอทีฟที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงตกงาน และหลายคนก็ตกงานแล้ว จากการมาของโปรแกรม AI 

  • “ก๊อปปี้ไรเตอร์” ตกงานเพราะ “AI”

เดิมที โอลิเวีย ลิปกิน เป็นก๊อปปี้ไรเตอร์เพียงคนเดียวในบริษัท แต่ในช่วงแรกที่ ChatGPT เริ่มเป็นที่รู้จัก เธอก็ยังไม่คิดอะไรมากหรือมองว่าจะเกี่ยวอะไรกับตัวเอง จนกระทั่งเริ่มมีการพูดถึงวิธีใช้แชทบอทในที่ทำงานของเธอ ซึ่งเป็นบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี แล้วเธอก็ทำงานเป็นนักเขียนเพียงคนเดียวของบริษัท

จากนั้นลางร้ายก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น โดยในทุกครั้งที่เจ้านายสั่งงานเธอผ่านโปรแกรมส่งข้อความ Slack ก็จะจั่วหัวจดหมายโดยระบุชื่อผู้รับว่า  "Olivia/ChatGPT" ซึ่งหมายถึงลิปกินและแชทบอทสามารถทำงานแทนกันได้ หลังจากนั้นไม่นาน เธอเริ่มสังเกตว่า เธอได้รับงานน้อยลงเรื่อย ๆ 

จนกระทั่งเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา ลิปกินถูกเชิญให้ออกจากงานโดยไม่แจ้งเหตุผล แต่ภายหลังเธอก็รู้จากหัวหน้างานว่า ChatGPT ได้เข้ามาทำงานแทนเธอ เพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่าค่าจ้างของเธอ

“เวลาที่ที่มีคนพูดถึง ChatGPT ฉันรู้สึกไม่ปลอดภัยและกังวลว่ามันจะมาแทนที่ฉัน ตอนนี้ฉันมีหลักฐานยืนยันแล้วว่าเป็นความจริง ฉันพูดได้เต็มปากแล้วว่าตอนนี้ฉันตกงานเพราะ AI” ลิปกิน ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Washington Post

ในปัจจุบัน ลิปกินหันหลังให้กับวงการครีเอทีฟ และผันตัวไปเป็นคนพาสุนัขเดินเล่น

  • AI คุกคามงานสร้างสรรค์

ลิปกินไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ตกงานเพราะ AI จากข้อมูลของ Challenger, Grey & Christmas บริษัทจัดหางาน ประเมินว่าในเดือนพ.ค. ที่ผ่านมางานเกือบ 4,000 ตำแหน่งที่ถูก AI เข้ามาแทนที่ แม้ว่า พนักงานหลายคนจะได้ฝึกสกิล “วิศวกรชุดคำสั่ง” หรือ “Prompt Engineer” (อาชีพที่ต้องสื่อสารหรือป้อนคำสั่งให้ AI ทำตามที่ต้องการ) เพื่อสามารถใช้ AI โดยเฉพาะกับบรรดาโปรแกรมแชทบอตเป็นเครื่องมือในการทำงาน แต่ดูเหมือนจะสายเกินไปเสียแล้ว

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาคุณภาพของ AI เชิงสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการใช้อัลกอริธึมที่ซับซ้อน รวบรวมคำและรูปภาพหลายพันล้านคำจากอินเทอร์เน็ต เพื่อสร้างข้อความ รูปภาพ และเสียง จนเกิดเป็นแชตบอทที่พูดคุยกับมนุษย์ได้อย่างลื่นไหล สามารถเขียนเพลง (ล่าสุดเพิ่งมีข่าวเพลงสุดท้ายของเดอะบีทเทิลส์ทำสำเร็จแล้วโดยใช้เอไอช่วย) และสร้างรหัสคอมพิวเตอร์ได้ด้วย รวมไปถึงโปรแกรมสร้างรูปภาพต่าง ๆ แถมยังเปิดให้คนทั่วไปได้ใช้ฟรี จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทำให้คนส่วนใหญ่นำโปรแกรมเหล่านี้มาช่วยในการทำงาน

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะยืนยันว่าในตอนนี้ AI ขั้นสูงยังสู้ทักษะการเขียนของมนุษย์ไม่ได้ เพราะขาดสไตล์การเขียนที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้คำที่ไม่หลากหลาย และส่งคำตอบที่ไร้สาระ ไม่เกี่ยวข้อง คำไม่ได้สวยเท่ามนุษย์ แต่หลาย ๆ บริษัทยอมใช้เพื่อลดต้นทุน แม้จะได้คุณภาพที่ลดลงก็ตาม 

คราวนี้ AI กลายเป็นภัยคุกคามกับกลุ่มอาชีพที่มีรายได้สูงสุดจากการใช้ความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด ซึ่งต้องการทักษะเฉพาะและความเชี่ยวชาญมากที่สุด

ในเดือนมีนาคม Goldman Sachs วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของโลก ทำนายว่า 18% ของตำแหน่งงานทั่วโลกอาจถูก AI แย่งงาน ซึ่งส่วนใหญ่งานออฟฟิศ (White Collar) มีโอกาสเสี่ยงโดนแย่งงานมากกว่างานใช้แรงงาน เช่น งานก่อสร้าง งานบำรุงรักษา เพราะ AI ไม่สามารถออกไปทำงานที่ใช้พละกำลังได้

 

  • ศักยภาพของ AI ยังสู่ทักษะมนุษย์ไม่ได้

ขณะที่ อีธาน มอลลิก รองศาสตราจารย์จากคณะบริหารธุรกิจแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กล่าวว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่า AI จะส่งผลกระทบต่อพนักงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ทั้งหมด มอลลิกตั้งข้อสังเกตว่างานที่มีความซับซ้อนน้อย เช่น การเขียนคำโฆษณา การแปลเอกสารและการถอดความ และผู้ช่วยทนาย มีความเสี่ยงที่จะโดน AI แทนที่ เนื่องจากเป็นสิ่งที่แชตบอทสามารถทำแทนได้

แตกต่างจากงานที่มีความซับซ้อนและใช้ความคิดสร้างสรรค์สูง เช่น การตีความทางกฎหมาย การเขียนเชิงสร้างสรรค์ หรืองานศิลปะ เป็นงานที่ AI ยังไม่สามารถทดแทนได้ เนื่องจากมนุษย์ยังคงมีประสิทธิภาพเหนือกว่า

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า AI จะสามารถทำงานแทนมนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ หลายบริษัทที่ใช้แชตบอทเข้าแทนที่แรงงาน กำลังประสบปัญหาอย่างหนัก เมื่อเว็บไซต์ข่าวเทคโนโลยี CNET ใช้ปัญญาประดิษฐ์เขียนบทความ แต่กลับกลายเป็นว่าบทความนั้นมีข้อผิดพลาดเต็มไปหมด ทำให้ต้องเสียเวลาแก้ไขนานกว่าเดิมและเป็นการทำงานซ้ำซ้อน

ขณะที่สมาคมโรคการกินผิดปกติแห่งชาติของสหรัฐ ต้องรีบระงับการใช้แชตบอทที่ทำหน้าแทนพนักงานคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจาก AI ให้คำแนะนำไม่ละเอียดอ่อนและเป็นอันตรายต่อผู้ติดต่อสอบถาม

ซาราห์ ที โรเบิร์ตส์ รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานดิจิทัล จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแองเจลิส กล่าวว่า หน่วยงานต่าง ๆ “เร่งรีบ” นำ AI เข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์มากเกินไป เพราะสามารถสร้างข้อผิดพลาดราคาแพงให้แก่องค์กรได้ แชทบอทใช้การคาดคะเนคำตอบที่เป็นไปได้ในทางสถิติมากที่สุด และตัดทอนเนื้อหาบางส่วนออกไป ทั้งที่ส่วนนั้นอาจจะสำคัญมากที่สุดก็ได้ 

ตอนนี้หลายบริษัทอยู่ในจุดที่ต้องเลือกว่าต้องการ “คุณภาพ” หรือ “ลดต้นทุน” มากกว่ากัน แต่ก็ต้องพร้อมยอมรับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการนำ AI มาใช้งานให้ได้ด้วยเช่นกัน


ที่มา: FuturismSocial SamosaThe GuardianWashington Post