background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ประวัติศาสตร์ ‘มินต์ช็อก’ จากเครื่องดื่มโดนบูลลี สู่เมนูที่จะยึดครองโลก

ประวัติศาสตร์ ‘มินต์ช็อก’ จากเครื่องดื่มโดนบูลลี สู่เมนูที่จะยึดครองโลก

ทำความรู้จัก “มินต์ช็อก” หรือ “มินต์ช็อกโกแลต” ที่กำลังเป็นกระแสในไทย จากเครื่องดื่มในยุกวิกตอเรีย สู่ไอศกรีมในงานแต่ง “เจ้าหญิงแอนน์” และกลายเป็นเมนูที่จะยึดครองโลกในวันนี้ แม้จะคนบางส่วนจะบอกว่ารสชาติจะเหมือน “ยาสีฟัน” ก็ตาม

ตอนนี้คงไม่เครื่องดื่มไหนมาแรงไปกว่า “มินต์ช็อกโกแลต” หรือที่คนไทยเรียกย่อ ๆ ว่า “มินต์ช็อก” อีกแล้ว โดยกระแสความแรงนี้มาจาก “อุ๊งอิ๊ง - แพทองธาร ชินวัตร” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ที่ชอบดื่มช็อกโกแลตมินต์เย็นจนกลายเป็นเครื่องดื่มประจำตัว ทำให้ชาวโซเชียลหลายคนแห่ตามไปลองลิ้มรสของเครื่องดื่มนี้ จนกลายเป็นกระแส “มินต์ช็อกฟีเวอร์” 

แม้ว่าก่อนหน้านี้ทวิตเตี้ยนไทยต่างเคยออกโรงปกป้องมินต์ช็อกโกแลตมาอยู่เรื่อย ๆ เพราะคนมักบูลลีมินต์ช็อกว่ามีรสชาติเหมือนยาสีฟัน ซึ่งก็ยากที่จะเถียงเนื่องจากมินต์ถูกใช้เป็นส่วนประกอบของยาสีฟันมาตั้งแต่ในช่วงปลายทศวรรษ 1800 

คาทาลีนา ลี ผู้อำนวยการระดับโลกของ Colgate เปิดเผยว่า “คนชอบมินต์มากกว่าส่วนผสมอื่น ๆ ในยาสีฟันเพราะสารเมนทอลในมินต์ช่วยหลอกสมองทำให้คนเรารู้สึกว่ามีน้ำแข็งอยู่ในปาก เป็นรสชาติที่ทำให้รู้สึกสดชื่นและสะอาดไปพร้อมกัน”

 

  • มินต์ช็อกมาจากไหน

ช็อกโกแลตมินต์” รสชาติที่เรารู้จักกันดี มีปรากฏมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 16 นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาวยุโรปเป็นผู้ริเริ่มนำเอาช็อกโกแลตมาผสมกับมินต์หลังจากที่ชาวยุโรปเริ่มบุกล่าอาณานิคมในทวีปอเมริกาใต้ 

เดิมทีแล้ว ช็อกโกแลตเป็นเครื่องดื่มแบบร้อนที่ดื่มกันอย่างแพร่หลายมาตั้งแต่สมัยอารยธรรมชาวมายันและชาวแอซเท็ก ชาวเผ่าดั้งเดิมของในทวีปอเมริกาใต้ แต่ด้วยเมล็ดโกโก้มีสีเข้มและรสขม ทำให้ชาวยุโรปที่เข้าไปสำรวจทวีปนำส่วนผสมอื่น ๆ ใส่ลงในเครื่องดื่ม เพื่อทำให้ช็อกโกแลตมีรสชาติหวานขึ้น โดยมักจะใส่สมุนไพรและเครื่องเทศที่หาได้ง่ายในพื้นที่ เช่น อบเชย หรือ มินต์ เพื่อเพิ่มรสชาติ จนเกิดเป็น “ช็อกโกแลตมินต์” ขึ้นมา

ต่อมา ในยุควิกตอเรีย ความนิยมของช็อกโกแลตมินต์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ร้านขนมเริ่มผลิตขนมช็อกโกแลตรสมินต์ขึ้น จนกระทั่งปี 1940 บริษัทขนมอเมริกันได้คิดค้นขนม York Peppermint Pattie ขนมทรงกลมเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลตสอดใส่ครีมรสเปปเปอร์มินต์ ไม่นานหลังจากนั้น ช็อกโกแลตรสมินต์ก็กลายเป็นขนมที่ชาวอเมริกันโปรดปราน

ในปี 1973 มินต์ช็อกถูกยกระดับขึ้นอีกครั้งเมื่อ มาริลีน ริกเก็ตต์ นักเรียนทำอาหารจากอังกฤษลงแข่งขันทำของหวานสำหรับงานพิธีเสกสมรสของ “เจ้าหญิงแอนน์” ด้วยเมนู “ไอศกรีมมินต์ช็อกโกแลตชิป” ในชื่อว่า “มินต์รอยัล” (Mint Royal) แล้วก็ชนะ จนได้เสิร์ฟในงานแต่งงานครั้งนั้น กลายเป็นที่พูดถึงและตามหาเมนูนี้ จนมีคนนำไปทำขายทั่วโลก จนกลายเป็นอีกหนึ่งในรสชาติไอศกรีมที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกด้วย

ผลจากความนิยม สมาคมผู้ค้าขนมลูกกวาดแห่งชาติของสหรัฐ ได้กำหนดให้วันที่ 19 ก.พ. ของทุกปี เป็นวันช็อกโกแลตมินต์แห่งชาติ (National Chocolate Mint Day) โดยเฉลิมฉลองด้วยการลองขนมที่มีรสช็อกโกแลตมินต์ หรือเพิ่มมินต์ในเครื่องดื่ม

 

  • รสชาติที่ไม่ชอบก็เกลียดไปเลย

จากผลสำรวจของ Yougov บริษัทสำรวจข้อมูลการตลาด เมื่อปี 2021 พบว่าชาวอเมริกัน 39% ชื่นชอบไอศกรีมรสชาติมินต์ช็อกโกแลตชิป รั้งอันดับ 5 ของรสชาติไอศกรีมที่ชาวอเมริกันชอบมากที่สุด โดยส่วนใหญ่ของผู้ที่หลงใหลในมินต์ช็อกนี้จะเป็นผู้หญิงผิวขาววัยกลางคนมีรายได้มากกว่า 80,000 ดอลลาร์

สอดคล้องกับ ผลการสำรวจของสมาคมผลิตภัณฑ์อาหารจากนมนานาชาติ หรือ IDFA ร่วมกับ Research America พบว่า มินต์ช็อกชิป ติด 1 ใน 5 อันดับแรกรสชาติที่ผู้ผลิตแปรรูปไอศกรีมรายใหญ่ระดับประเทศและระดับภูมิภาค จนไปถึงร้านขายไอศกรีมขนาดเล็ก ๆ ในสหรัฐผลิตมากที่สุด 

แต่ที่น่าแปลกคือ จากการสำรวจข้างต้นกลับพบว่า มินต์ช็อกโกแลตชิปกลับไม่กลับไม่ติด 1 ใน 5 อันดับรสชาติที่ขายดีที่สุดในสหรัฐ แสดงให้เห็นว่า มีคนเข้าไม่ถึงความอร่อยของมินต์ช็อกอยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งเหตุผลหลัก ๆ เลย คือ รสชาติเหมือนกับกินยาสีฟัน และเห็นว่าทั้ง 2 ส่วนผสมไม่เข้ากัน ไม่ควรมาอยู่ด้วยกัน

แม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ขยันออกผลิตภัณฑ์ขนมใหม่ ๆ ที่มีรสชาติมินต์ช็อกโกแลตก็ตาม เช่น บิสกิตแท่ง, ขนมรูปปลา หรือ ไทยากิ, โมจิ หรือขนาดเนยก็ยังมีรสมินต์ช็อกมาแล้ว แต่ผลสำรวจของ สมาคมศึกษารสชาติและกลิ่นแห่งญี่ปุ่น กลับพบว่า มีคนไม่ชอบมินต์ช็อกโกแลตสูงถึง 48.5% ขณะที่คนที่ชอบมีเพียง 36% ส่วนที่เหลือ 15.5% ระบุว่าเฉย ๆ ไม่ได้ชอบแต่ก็ไม่เกลียด

โคกิ มิซูโนะ ผู้ทำการสำรวจในครั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่าคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ไม่ชอบรสชาติของช็อกโกแลตมินต์นั้นมาจาก วัฒนธรรมอาหารของญี่ปุ่นส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติที่เข้มข้น อย่างเช่น ทาโกะยากิและโอโคโนมิยากิที่มีซอสรสหวานราดอยู่ด้านบน ซึ่งเป็นรสชาติที่จะอบอวลติดอยู่ในปากเป็นเวลานาน ต่างจากมินต์ช็อกที่มีรสชาติไม่แรงและนุ่มนวลกว่า แถมรสชาติยังจากหายไปอย่างรวดเร็วอีก จึงทำให้ชาวญี่ปุ่นไม่ค่อยอินกับมินต์ช็อกมากนัก

ประวัติศาสตร์ ‘มินต์ช็อก’ จากเครื่องดื่มโดนบูลลี สู่เมนูที่จะยึดครองโลก

  • มินต์ช็อกคิดจะครองโลก

แม้ว่าไทยจะกำลังอินกับเครื่องดื่มมินต์ช็อก แต่ก็ต้องหลีกทางให้กับเกาหลีใต้ ประเทศที่มีผู้คนคลั่งไคล้มินต์ช็อกอย่างหนัก ถึงขั้นเกิดคำศัพท์ใหม่ “Minchodan” (มินโชดัน / 민초단) ย่อมาจาก "민초코가 세상을 지배한다" แปลว่า “มินต์ช็อกโกแลตครองโลก” ขึ้นมา แถมยังมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกมาเอาใจสาวกมินต์ช็อกอย่างต่อเนื่อง ทั้งขนมต่าง ๆ ที่หลายแบรนด์พาเหรดกันออกมาไม่หยุด ไปจนถึง โซจู เครื่องดื่มประจำชาติของเกาหลีใต้ ซึ่งขายดีสุด ๆ 3 สัปดาห์ขายไปได้เกิน 1 ล้านขวด ลามไปถึงแยมมินต์ช็อก ยาสีฟันรสมินต์ช็อก 

รวมถึงวงการอาหารก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน กระโดดเข้าร่วมวงการมินต์ช็อกกับเขาด้วย สร้างสรรค์เมนูมินต์ช็อกเลิฟเวอร์ได้ลองเลือกซื้อมากมาย (ซึ่งบางอย่างก็อาจแปลกจนไม่กล้ากิน) 

มีทั้ง รามยอนรสช็อกโกแลตมินต์ ทงคัตสึรสช็อกโกแลตมินต์ ไข่ม้วนรสช็อกโกแลตมินต์ ไก่ทอดรสช็อกโกแลตมินต์ มินต์ช็อกเบอร์เกอร์ ขณะที่ KFC ก็มีซอสดิปรสมินต์ช็อกไว้ให้จิ้มกับไก่ทอดอีกด้วย ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าเมนูมินต์ช็อกจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน 

ประวัติศาสตร์ ‘มินต์ช็อก’ จากเครื่องดื่มโดนบูลลี สู่เมนูที่จะยึดครองโลก

ที่มา: DeseretHotel ChocolatReader's DigestSora News24The Kraze MagThe Wall Street Journal