เมื่อชีวิตไม่ได้มีแค่ “รัก” และ “เกลียด” อัปเดต 12 รูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ รับ “วันวาเลนไทน์” ที่นิยมใช้ในหมู่ “ชาวเจน Z” ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เช็คดูว่าคุณกำลังอยู่ในความสัมพันธ์แบบใด
หากพูดถึง “รูปแบบความสัมพันธ์” ถ้าเป็นในอดีต ก็มีอยู่เพียงแค่ไม่กี่อย่างที่พอจะนึกออก ถ้าไม่ใช่เพื่อน ก็เป็น “คนคุย” เมื่อพัฒนาไปอีกก็กลายเป็น “คนรัก” และหากทั้งคู่ตกลงปลงใจเป็นคู่ครองกัน กลายเป็น “คู่ชีวิต” กันในที่สุด แต่เมื่อโซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนมากขึ้น ทำให้ในปัจจุบันมีรูปแบบความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นมากมาย
การอธิบายความสัมพันธ์ในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้คนเริ่มหันมาใช้ “แอปพลิเคชันหาคู่” ทำให้พฤติกรรมและภาษาของเราในการระบุความสัมพันธ์เปลี่ยนไปรวมถึงเกิด “ทางเลือก” มากมาย
กรุงเทพธุรกิจ ได้รวบรวมคำนิยามของความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่หลายในหมู่ชาวเจน Z ในปัจจุบัน ผ่านการให้ความหมายของ นาตาลี โจนส์ นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์และการหลงตัวเอง และ ชาน บูแดรม ผู้เชี่ยวชาญด้านเพศและความสัมพันธ์ของแอปหาคู่ Bumble ซึ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times
“เมื่อคุณมีคนให้เลือกมากมาย คุณสามารถทำอะไรก็ได้ คุณสามารถซ่อนตัวตนที่แท้จริงของคุณผ่านการหาคู่ออนไลน์ คุณสามารถหลอกคนนั้น คุณโทรหาคนนี้ได้ พฤติกรรมและตัวเลือกมากมายเหล่านี้ จึงเป็นที่มาของรูปแบบความสัมพันธ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ” โจนส์กล่าว
สำหรับความสัมพันธ์ในยุคปัจจุบันที่โจนส์ และ บูแดรมได้หยิบยกมานั้นมีด้วยกัน 12 รูปแบบความสัมพันธ์ ดังนี้
1. Breadcrumbing - หว่านเสน่ห์ไปเรื่อย ไม่จริงจังกับใคร
หลายคนที่เล่นแอปหาคู่ อาจไม่ได้ต้องการจะเริ่มต้นความสัมพันธ์กับใคร แต่เล่นเพราะแค่อยาก “เช็กเรตติ้ง” ด้วยการหว่านเสน่ห์ไปเรื่อย เต๊าะคนนั้น จีบคนนี้ หยอกคนโน้น ไม่ได้หวังจะจริงจัง ซึ่งเปรียบได้กับ การโปรยขนมปังลงพื้น แบบที่ “ฮันเซลและเกรเทล” โรยไว้ตามทางเพื่อหวังใช้เดินตามทางกลับบ้านจากการถูกทิ้งในป่า แต่แตกต่างที่เหล่า “Breadcrumbing” โปรยเสน่ห์ไปทั่ว เพื่อให้คนมาสนใจเท่านั้นเอง
2. Cobwebbing - ทิ้งของคนเก่าและพร้อมมูฟออน
“Cobwebbing” หมายถึง คนที่พร้อมจะเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่ พร้อมจะ “มูฟออน” พวกเขาจึงทำการลบล้างความทรงจำทั้งหมดที่มีกับคนเก่าทิ้งให้หมด ไม่ว่าจะเป็น ของขวัญที่เคยได้มา รูปภาพแสนหวานในโทรศัพท์ ข้อความซึ้ง ๆ เพื่อไม่ให้กลับไปคิดถึงเรื่องราวเก่า ๆ หรือ หวังให้ “ถ่านไฟเก่า” ปะทุอีกครั้ง โดยการทิ้งของและความทรงจำเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถก้าวไปข้างหน้าได้อย่างรู้สึกมีพลัง มั่นใจ และเปิดรับคนใหม่ได้ง่ายขึ้น
3. Cuffing - คนที่จริงจังกับความสัมพันธ์
หลายคนอาจจะคุ้นหูกับคำว่า “Cuffing Season” ที่แปลว่าฤดูหาคู่ ซึ่งหมายถึงช่วงฤดูหนาวที่มนุษย์เกิดความเหงาและต้องการหาใครสักคนมาอยู่ด้วย และเมื่อนำคำว่า “Cuffing” ออกมาใช้เดี่ยว ๆ โดยไม่อิงกับฤดู สามารถใช้ได้ตลอดทั้งปี จึงหมายถึง คนที่จริงจังในความสัมพันธ์ ผูกติดกับใครคนใดคนหนึ่ง เหมือนกับ “ถูกใส่กุญแจมือ” ซึ่งเป็นความหมายเดิมของ Cuffing นั่นเอง
4. Cyberflashing - ส่งภาพโป๊ โดยไม่ได้ขอ
ในยุคปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า การส่งภาพลับของตัวเองให้กับคนที่เราคุยด้วยอาจไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าทั้งคู่ต่างยินยอมพร้อมใจ แต่ถ้าเป็นการส่งภาพไปให้คนอื่นที่ไม่ได้ร้องขอ ไม่ว่าจะส่งทางข้อความส่วนตัวก็ดี หรือจะทาง Airdrop ก็ดี แน่นอนว่า นี่ถือเป็นเรื่องกระอักกระอ่วน และสร้างความไม่พอใจไม่น้อยเลยทีเดียว
ทั้งนี้ ในบางพื้นที่เริ่มมีการออกกฎหมายเอาผิดกับการกระทำนี้โดยตรงแล้ว อย่างเช่นแคลิฟอร์เนียและเท็กซัส ที่ออกกฎหมายเมื่อปีที่แล้ว ให้เหยื่อได้รับความช่วยเหลือทางกฎหมาย และเป็นจุดจบของพวกขี้โชว์ไปโดยปริยาย
5. Cookie-jarring - มีตัวจริงอยู่แล้ว แต่คบเผื่อเลือก
เมื่อเรายังไม่ได้คบกับใครเป็นจริงเป็นจัง เรายังมีสิทธิ์คุยกับใครหลายคนพร้อมกัน เพื่อหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ตามสัญชาตญาณของมนุษย์ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่ ถ้าคุณมี “ตัวจริง” อยู่แล้ว ยังไปจีบคนอื่นไว้เพื่อเอาไว้เป็น “ตัวสำรอง” เผื่อโดนเทจากเบอร์ 1 ก็ยังมี “ของตาย” ไว้ปลอบใจ ซึ่งเปรียบเทียบเหล่าของตายที่ยังมีลมหายใจเป็น “Cookie-jarring” คุกกี้ที่นอนรออยู่ในโหล รอคนมาหยิบกินยามหิว
6. Ghosting - อยู่ดี ๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ
คงจะไม่มีคำนิยามใดเหมาะสมกับ “Ghosting” ไปกว่า “อยู่ดี ๆ ก็หาย ไลน์ไม่ตอบ” ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ยังคุยกันอยู่ดี ๆ แต่บทจะเทก็เทกันดื้อ ๆ ทำให้หลายคนโดนทิ้งท้ายบทสนทนาไว้ที่ “ไปกินข้าวก่อนนะ” หรือ “ไปอาบน้ำก่อนนะ” ไม่มีการบอกกันดี ๆ ว่าไม่อยากคุยด้วยแล้ว คนรอก็ได้แต่คิดว่าไปกินข้าวถึงไหน อาบน้ำนานจัง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เป็นการลดทอนความเป็นมนุษย์อย่างมาก อาจทำให้ผู้คนตั้งคำถามถึงคุณค่าในตนเองและคุณค่าของตนเองในฐานะมนุษย์ พร้อมสร้างบาดแผลภายในใจให้อีกด้วย
7. Love Bombing - รักเกินรักมักทำลาย
“คลั่งรัก” เป็นอาการตกหลุมรักจนหัวปักหัวปำ ซึ่งฟังดูเป็นคำที่น่ารัก และใคร ๆ ก็อยากมีบ้าง แต่ถ้าหากคลั่งรักมากเกินไปอาจจะผันเปลี่ยนไปเป็น “รักเกินรักมักทำลาย” หรือ “ระเบิดแห่งรัก” (Love Bombing) ซึ่งเป็นการพยายามควบคุมอีกฝ่ายให้เป็นในทิศทางที่ต้องการ ทั้งไม่ให้ไปเจอครอบครัวและเพื่อนฝูง, คุมความประพฤติ, รุกล้ำพื้นที่ส่วนตัว ฯลฯ เหมือนตกอยู่ในฐานะ “นักโทษ” ไม่ใช่ “คนรัก”
8. Orbiting - เลิกไปแล้ว แต่ยังตามส่องโซเชียล
หลายครั้งที่เมื่อเลิกกันไปแล้ว แต่ยังทำใจไม่ได้ เรามักจะแอบไปส่องโซเชียลมีเดียของเหล่าบรรดาแฟนเก่า หรือ คนเคยคุย เพื่อติดตามดูว่าชีวิตที่ไม่มีเรานั้นเขาสบายดีหรือไม่ บางทีเผลอมือลั่นไปกดไลก์จนเขาบล็อกเรา แต่ยังไม่ลดความพยายามยืมแอคเคาท์ของเพื่อนไปตามสืบ
นอกจากนี้ยังรวมไปถึงคนที่ตามไปกดไลก์รัว ๆ หรือตามคอมเมนต์ทุกรูป เพื่อจะได้คิดว่าเขาสนใจ และกลับมาคุยกันเหมือนเดิม แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เป็นเพียงแค่ “ดาวบริวาร” ที่โคจรอยู่รอบตัวเขาอยู่ห่าง ๆ เท่านั้นเอง
9. Rizz - ใช้หน้าตาหว่านเสน่ห์ให้คนตกหลุมรัก
“Rizz” เป็นคำศัพท์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในชาวเจน Z ที่ใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok โดยคำนี้นั้นย่อมาจากคำว่า Charisma ที่แปลว่า เสน่ห์ ดังนั้นคำนี้จึงมีความหมายว่า เป็นการใช้หน้าตา เสน่ห์ทำให้คนตกหลุมรัก ซึ่งความหมายดังเดิมตามที่ ไค ซีแนต สตรีมเมอร์และอินฟลูเอนเซอร์ของ Twitch ผู้บัญญัติศัพท์นี้ ระบุว่า คำนี้ หมายถึงความสามารถในทำให้คนที่ไม่สนใจคุณในตอนแรก หันมาสนใจคุณได้
10. Situationship - มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน
“Situationship” เป็นความสัมพันธ์ที่ทั้ง 2 ฝ่ายตกลงกันแล้วว่าไม่มุ่งหวังที่จะผูกมัดหรือครอบครองด้วยการพัฒนาความสัมพันธ์ให้เป็นคนรัก โดยไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน ปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงความสัมพันธ์ในเชิงโรแมนติก หรือมีเรื่องของเซ็กส์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยก็ได้ เป็นความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ ให้มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ซึ่งต้องพึงระวังหากวันใดที่มีคนหนึ่งต้องการสถานะที่ชัดเจน ความสัมพันธ์นี้อาจจะจบลงแบบไม่สวยเท่าใดนัก
11. Soft-Launching - อยากอวดแฟน แต่โพสต์อวัยวะบางส่วน ให้คนลุ้น ๆ
เวลาที่เรามีความรัก เราย่อมอยากจะประกาศให้โลกได้รับรู้ถึงความน่ารักของคนรัก ทั้งนี้มีบางคนที่อยากจะเปิดตัวให้รู้ว่ามีคนคุยแล้ว แต่ก็ไม่กล้าออกตัวแรง เพราะกลัวว่าสุดท้ายแล้วคนนี้อาจจะยังไม่ใช่ เลยขอ “เพลย์เซฟ” ไว้ก่อนด้วยการลงรูป “คนนั้น” แบบวับ ๆ แวม ๆ เช่น ลงรูปมือ หลังหู ติดชายเสื้อบ้าง นาฬิกาบ้าง เพื่อให้คนได้พอสงสัยว่าเขาคนนั้นเป็นใคร ชวนให้ลุ้น ๆ ไปพร้อมกัน และเมื่อมั่นใจว่าคนนี้คือ “คนที่ใช่” แล้วค่อยเปิดตัวแบบจัดเต็ม
12. The Three Flags - ธง 3 สี แทนสัญญาณของคู่เดท
เมื่อเราได้ลองคบกับใครไปสักระยะหนึ่ง เราย่อมประเมินว่าเราอยากจะเดินไปต่อกับเขา หรือหยุดอยู่แค่ตรงนี้ ซึ่งเกณฑ์ในการประเมินนี้ เรียกว่า “ธง 3 สี” (The Three Flags) ประกอบไปด้วย
“สีแดง” แทนถึง อันตราย หนีไปให้ไกล ไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับคนนี้อีก ส่วน “สีเขียว” แสดงถึง ความน่ารัก มีเสน่ห์ แสนดี คนนี้ผ่าน คบต่อได้ ขณะที่ “สีเบจ” เป็นสัญลักษณ์ของ ความน่าเบื่อ เฉื่อยชา ไม่ได้แย่แต่ก็ไม่ได้ดี และไม่มีลูกเล่นอะไรที่จะมัดใจ ซึ่งเกณฑ์ของแต่ละคนนั้นก็ไม่เหมือนกัน บางคนธงสีแดงขึ้นจนกลายเป็นสีเลือดหมูแล้วแต่อาจจะยังเห็นเป็นสีเขียวอยู่ก็ได้เช่นกัน
โซเชียลมีเดียเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยแสดงให้เรารับรู้ได้ว่าแต่ละคนนั้นคิดอย่างไรกับเรา ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นการตกลงกันของคน 2 คน (หรือตัวคุณคนเดียวสำหรับ Orbiting) ว่าจะโอเคกับสถานะที่เป็นอยู่หรือไม่ เพราะท้ายที่สุดแล้วทุกคนล้วนมีสิทธิ์เลือกสิ่งที่ดีให้กับตัวเอง แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใด ขอให้ทุกคนไม่ทุกข์จนเกินไปกับความสัมพันธ์ที่กำลังเผชิญอยู่ในวันแห่งความรักนี้
ที่มา: BBC, Mashable, The New York Times
กราฟิก: รัตนากร หัวเวียง





