วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

10 สิงหาคม "วันขี้เกียจสากล" เช็กประโยชน์ความขี้เกียจ พร้อมส่องสิทธิวันลา

10 สิงหาคม "วันขี้เกียจสากล" เช็กประโยชน์ความขี้เกียจ พร้อมส่องสิทธิวันลา

รู้ไหม? “ความขี้เกียจ” ก็มีประโยชน์นะ! ยืนยันจากคำกล่าวที่ว่า นวัตกรรมความก้าวหน้าต่างๆ ไม่ได้เกิดจากคนที่ตื่นเช้าทุกวัน แต่ถูกสร้างขึ้นโดย “คนขี้เกียจ” ที่พยายามหาวิธีที่ง่ายกว่าในการทำบางสิ่ง โดย Robert A. Heinlein

10 สิงหาคม เนื่องใน "วันขี้เกียจสากล" ชวนเจาะลึกสาเหตุพฤติกรรมความขี้เกียจของมนุษย์ในเชิงจิตวิทยา และประโยชน์ของความขี้เกียจที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน

มีข้อมูลจาก Psychology Today ระบุว่า ความเกียจคร้านติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด และถูกสืบทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษยุคแรกสุดของมนุษยชาติ ซึ่งพฤติกรรมความขี้เกียจไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับมนุษย์เท่านั้น แต่ยังพบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ไปจนถึงแมลงตัวเล็กๆ

พูดได้ว่าคนทุกคนมีความขี้เกียจอยู่ในตัว แม้แต่คนที่ประสบความสำเร็จสูง ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาระดับโลกหรือแม้แต่ CEO ที่ทำงาน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ก็พบรายงานว่าพวกเขาอยากที่จะขี้เกียจเช่นกัน แต่กลับไม่ค่อยได้ทำตามความต้องการนั้น

อีกทั้ง ดร.แดเนียล คานีแมน (Daniel Kahneman) ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมมนุษย์ ผู้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับพฤติกรรมเกียจคร้าน เขาพบว่า พฤติกรรมเกียจคร้านที่มองเห็นได้จากภายนอกนั้น สะท้อนมาจากความคิดเกียจคร้านภายใน โดยพบว่าแม้แต่สมองของเราก็ยังขี้เกียจ โดยปกติสมองของคนเราพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เราครุ่นคิดตลอดทั้งวัน เพื่อป้องกันภาวะสมองล้า

นอกจากนี้ ความขี้เกียจยังเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่เฟื่องฟูในโลกทุนนิยม เพื่อนำเสนอสินค้า/บริการ ที่ตอบโจทย์ “ความขี้เกียจ” ของคนเราได้อย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็น

- การพัฒนา iPhone ของ Steve Jobs เขาคิดค้นสมาร์ทโฟนที่ผู้คนสามารถพกพาโทรศัพท์ กล้อง และแล็ปท็อป รวมกันไว้ในเครื่องเดียวได้

- Jeff Bezos ค้นพบว่าผู้คนจำนวนมากต้องการซื้อของอย่างรวดเร็วและง่ายดาย จึงก่อกำเนิดเว็บไซต์ Amazon ขึ้นมาตอบโจทย์นักช้อป

- Mark Zuckerberg พัฒนา Facebook (Meta) เพื่อให้ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับผู้อื่นโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่จะช่วยลดเวลาและลดการเดินทางไกลๆ ลงได้

รวมไปถึงบริษัทส่งพิซซ่า, Netflix, เว็บไซต์หาคู่ออนไลน์, Zoom และธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย ที่ต่างก็ใช้ประโยชน์จากความขี้เกียจของคนเรา มาเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาสินค้าและบริการต่างๆ และถือเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตลอดกาล

ไม่เพียงเท่านั้น "ความขี้เกียจ" ยังสอดคล้องกับประโยชน์ที่ได้รับจากพักผ่อน ซึ่งช่วยปรับปรุงสุขภาพจิตใจให้ดีขึ้นได้ด้วย หลังจากเคร่งเครียดกับภาระหน้าที่ในชีวิตประจำวัน ยืนยันจากบทความเรื่อง “The benefits of laziness: why being a lazy person can be good for you” ที่ระบุถึง

ประโยชน์ของความขี้เกียจในมิติของสุขภาพจิตเอาไว้หลายข้อ ได้แก่

1. ความขี้เกียจช่วยให้เราจัดการกับความเครียดได้

มีงานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นว่าการผัดวันประกันพรุ่ง และการใช้เวลาอยู่ว่างๆ เสียบ้าง ก็ช่วยให้เรารับมือกับความเครียดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มคนช่วงวัยรุ่น

2. ความเกียจคร้านลดภาวะ Burnout ได้

การปล่อยตัวเองให้ขี้เกียจบ้างจะช่วยให้มีเวลาอยู่กับตัวเองอีกครั้ง การหยุดพักเป็นประจำ จะทำให้ร่างกายและจิตใจได้เติมพลัง และหลีกเลี่ยงความเหนื่อยหน่าย

3. ความขี้เกียจช่วยส่งเสริมการคิดแบบกระจาย

จิตใจของเรามีโหมดการคิดสองแบบคือ “โหมดกระจาย” และ “โหมดการคิดเน้น” เราจำเป็นต้องรักษาสมดุลระหว่างสองโหมดเพื่อให้มีความคิดสร้างสรรค์และการทำงานที่ได้ประสิทธิผลมากที่สุด

4. ความเกียจคร้านส่งผลดีต่อสุขภาพจิต

Manfred FR Kets de Vries นักจิตวิเคราะห์ชาวดัตช์ อธิบายว่า ความขี้เกียจอาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพจิตของเรา ช่วยให้สมองและจิตใจได้พักผ่อนมากขึ้น

5. ความขี้เกียจช่วยเติมพลังชีวิต

การพักผ่อนและความเกียจคร้านมีผลในเชิงบวกที่คล้ายคลึงกัน มีงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้กเห็นว่า การงีบหลับในเวลากลางวันและการหยุดพักเป็นประจำนั้น ช่วยลดความดันโลหิตและช่วยรีเฟรชจิตใจให้ปลอดโปร่ง

สิทธิการลางานในแต่ละประเภท

นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงการพักผ่อนและการอนุญาตให้ตัวเองขี้เกียจบ้างในบางครั้ง ก็นำไปสู่สิทธิในการ “ลางาน” ของพนักงานออฟฟิศ เพื่อพักผ่อนและลดความเครียดในการทำงาน ทั้งนี้ ลูกจ้างควรรู้สิทธิการลางานในแต่ละประเภทและใช้ให้ถูกต้อง ดังนี้

ลาป่วย : กรณีลาป่วยไม่เกิน 3 วัน บริษัทไม่มีสิทธิ์ขอใบรับรองแพทย์และหักเงินลูกจ้าง ขณะเดียวกันหากลูกจ้างหยุดเกิน 3 วันทำงาน บริษัทมีสิทธิที่จะขอใบรับรองแพทย์เพื่อยืนยันการป่วย ถ้าไม่มี บริษัทสามารถหักเงินได้

ลากิจ : การลาเพื่อไปทำกิจธุระส่วนตัว เช่น ทำใบขับขี่หรือทำบัตรประชาชน, ธุระที่ต้องติดต่อหน่วยงานราชการต่างๆ,  ลาไปร่วมงานรับปริญญา หรืองานแต่ง หรืองานศพ เป็นต้น

(ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน แม้จะลากิจลูกจ้างก็ต้องได้ค่าจ้างไม่น้อยกว่า 3 วันทำงานต่อปี แต่หากลากิจมากกว่านั้น ก็ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของบริษัทว่าจะจ่ายค่าจ้างให้หรือไม่)

ลาพักร้อน : ลาหยุดพักผ่อนประจำปี ให้โอกาสลูกจ้างได้พักหลังจากการทำงานอย่างหนักและทุ่มเทมาตลอด โดยตามกฎหมายลูกจ้างมีสิทธิได้รับวันลาพักร้อนอย่างน้อยคนละ 6 วันต่อปี  

ลาคลอด : วันลาสำหรับพนักงานหญิงที่กำลังจะมีบุตร เพื่อใช้สิทธิลาคลอดและยังได้ค่าจ้างในวันที่ลา ซึ่งตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานระบุว่าคนทำงานสามารถลาคลอดได้ไม่เกิน 90 วัน

ลาเพื่อทำหมัน : วันลาสำหรับพนักงานชายหรือหญิงที่ไม่ต้องการมีบุตรหรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม สามารถแจ้งลากับผู้บังคับบัญชาล่วงหน้าตามใบนัดของแพทย์ และบริษัทต้องจ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้างในวันลานั้นด้วย

ลาเพื่อรับราชการทหาร : วันลาสำหรับพนักงานชายที่ถูกเรียกเข้าเป็นพลทหารกองหนุน โดยลาได้เท่ากับจำนวนวันที่ทางการทหารเรียก และได้รับค่าจ้างตลอดเวลาที่ลา แต่สูงสุดไม่เกิน 60 วันต่อปี

ลาฝึกอบรม : การลาเพื่อไปฝึกอบรมหลักสูตรอะไรก็ตามที่นำมาพัฒนาความรู้ ความสามารถ และเพิ่มทักษะในเรื่องงานได้ แต่! ลูกจ้างจะไม่ได้รับค่าจ้างในวันนั้น และต้องยื่นเอกสารขอลาฝึกอบรมพร้อมหลักสูตร ให้นายจ้างทราบล่วงหน้า 7 วัน โดยลูกจ้างลาได้ไม่เกิน 30 วันต่อปี

------------------------------------------

อ้างอิง : psychologytoday, nesslabs, jobthai