"เดวิด น็อตต์" ศัลยแพทย์อาสากลางสนามรบในพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก

"เดวิด น็อตต์" ศัลยแพทย์อาสากลางสนามรบในพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก

ศัลยแพทย์อาสาชาวอังกฤษคนนี้ เดินทางไปทั่วโลกกว่า 25 ปีในพื้นที่อันตรายที่ไม่มีใครอยากไป นั่นก็คือสนามรบ เพื่อช่วยเหลือแพทย์ในพื้นที่ รักษาคนบาดเจ็บจาก"สงคราม"

นับเป็นเวลานานเกือบ 3 ทศวรรษแล้วที่ศาสตราจารย์นายแพทย์เดวิด น็อตต์ ศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดผู้ป่วยอุบัติเหตุใช้เวลาหลายสัปดาห์ในแต่ละปีในการเป็นแพทย์อาสาสมัครช่วยรักษาผู้บาดเจ็บจากภัยสงครามในพื้นที่ที่อันตรายที่สุดในโลก ไม่ว่าจะเป็นซีเรีย อัฟกานิสถาน คองโก อิรัก เยเมน และซาราเจโว 

ในเช้าวันพฤหัสวันหนึ่ง คุณหมอน็อตต์ ยังอยู่ที่ลอนดอน ซึ่งอยู่ห่างจากยูเครนราว 3 ชั่วโมงบิน แต่ไม่สามารถหยุดคุณหมอที่ได้ฉายาว่า “แพทย์สงคราม” หรือ “หมอกลางสนามรบ” ไม่ให้ช่วยรักษาขาของชายคนหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บจากระเบิดใน สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

โอเล็กซานเดอร์ แพทย์ผู้ทำการผ่าตัดให้ชายคนดังกล่าว ไม่เคยทำหัตถการที่มีกระบวนการซับซ้อนเช่นนี้มาก่อน แต่ไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น เขามีโอกาสได้ดูคุณหมอน็อตต์สาธิตวิธีการผ่าตัดในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในยูเครน 

หมอโอเล็กซานเดอร์จึงถ่ายรูปบาดแผลของชายคนนั้นด้วยสมาร์ทโฟน และส่งให้หมอน็อตต์ซึ่งเพิ่งบินกลับไปที่อังกฤษ ซึ่งศัลยแพทย์สงครามชาวอังกฤษ ผู้มากด้วยประสบการณ์ยืนยันว่าคนไข้จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด ก่อนหน้านี้เขาเคยถ่ายวิดีโอเกี่ยวกับวิธีการผ่าตัดให้หมอโอเล็กซานเดอร์ดูด้วย 

“ผมค่อนข้างกังวล มันเป็นการผ่าตัดที่เป็นไปอย่างช้าๆ และเป็นขั้นเป็นตอน แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี ซึ่งต้องขอบคุณคุณหมอน็อตต์”หมอโอเล็กซานเดอร์  กล่าว 

"เดวิด น็อตต์" ศัลยแพทย์อาสากลางสนามรบในพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก ศาสตราจารย์นายแพทย์เดวิด น็อตต์ (ซ้ายสุด) สาธิตวิธีการทำหัตถการ (ภาพจาก David Nott Foundation) 

 

นับว่าเป็นโชคดีของหมอโอเล็กซานเดอร์ และผู้ป่วยของเขาที่หมอน็อตต์ ซึ่งเป็นศัลยแพทย์ที่ปรึกษาที่โรงพยาบาลเซนต์ แมรี่ในลอนดอน เลือกยูเครนเป็นจุดหมายปลายทางล่าสุดสำหรับทำภารกิจฝึกอบรมแพทย์เกี่ยวกับวิธีการรักษาคนที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม 

แพทย์ในสนามรบ 

ยุทธวิธีการถล่มเมืองต่างๆ ในยูเครนด้วยการทิ้งระเบิด และกระสุนปืนใหญ่ของรัสเซีย ทำให้โรงพยาบาลในยูเครน เต็มไปด้วยคนที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามจำนวนมากในขณะนี้ 

"นี่เป็นวิธีโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่แย่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ มันสร้างความเสียหายมหาศาล มันทำให้เกิดการบาดเจ็บที่น่าสยดสยอง” หมอน็อตต์ กล่าวในการสัมภาษณ์ครั้งแรกหลังกลับมาจากยูเครนเมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา บาดแผลดังกล่าวรวมถึงบาดแผลจากสะเก็ดระเบิดที่เนื้อเยื่ออ่อน กระดูก และแขนขา 

คุณหมอที่อยู่แนวหน้าในสนามรบบอกว่า แม้แต่เพียงคลื่นกระแทกของระเบิด ก็สามารถสร้างความเสียหายมหาศาลได้ แรงดันของระเบิดสามารถทำให้แขนหรือขาขาดได้ การขว้างระเบิดใส่อาคารอาจทำให้เกิดบาดแผลได้เช่นกัน 

การบาดเจ็บจากแรงกดดัน (Barotrauma) หรือการบาดเจ็บทางกายภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของความดันระหว่างการระเบิด เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง อันเนื่องมาจากการใช้ระเบิดสูญญากาศ หรือThermobaric ของรัสเซีย

อาวุธดังกล่าวอาจทำให้เหยื่อมีเลือดออกในสมองและปอด ไอเป็นเลือด และยังทำให้เยื่อแก้วหูและลำไส้ทะลุได้ด้วย 

ในขณะที่หมอน็อตต์บอกว่า เขาเดินทางไปทั่วยูเครน ตั้งแต่เหนือ ตะวันออก ตะวันออกเฉียงใต้และตะวันตก แต่เขาไม่ต้องการพูดเจาะจงถึงโรงพยาบาลหรือพื้นที่ที่เขาไป เพราะกลัวว่าจะกลายเป็นเป้าโจมตีของกองกำลังรัสเซีย 

ระหว่างสงครามในซีเรีย หมอน็อตต์ใช้โปรแกรมสไกป์วิดีโอคอลจากออฟฟิศในลอนดอนช่วยผ่าตัดผู้ป่วยรายหนึ่งในเมืองอเลปโป และในอีกไม่กี่วันต่อมาโรงพยาบาลดังกล่าวก็ถูกทิ้งระเบิด ซึ่งเขาไม่มีทางรู้ว่า เหตุการณ์ทั้ง 2 อย่างเกี่ยวข้องกันหรือไม่ 

คุณหมอน็อตต์บอกว่า ตอนนี้มีโรงพยาบาลราว 115 แห่งในยูเครนถูกรัสเซียโจมตีแล้ว 

“การระเบิดโรงพยาบาลและการสังหารแพทย์ ถือเป็นอาวุธสงครามอย่างแท้จริงเช่นกัน มันน่ารังเกียจมาก” เขากล่าว  "เดวิด น็อตต์" ศัลยแพทย์อาสากลางสนามรบในพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก ภายในห้องผ่าตัดที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในบังคลาเทศในปีค.ศ. 2017(ภาพจากDavid Nott Foundation) 

สอนแพทย์ในยูเครน 

ตอนที่อยู่ในยูเครน แพทย์สงครามคนนี้พาหมอจำนวนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เข้ามาในห้องผ่าตัด เพื่อดูเขาทำหัตถการให้กับคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บจากสงคราม ซึ่งรวมถึงการอุดรูที่แขนขา การปลูกถ่ายผิวหนังและการปิดกระดูกที่ทิ่มออกมานอกชั้นผิวหนัง 

ภารกิจการรักษาและสอนแพทย์ผ่าตัดเหยื่อจากสงครามเป็นความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิDavid Nott ของหมอน็อตต์กับกลุ่มเอ็นจีโอด้านมนุษยธรรม UOSSM International มูลนิธิดังกล่าวตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยเผยแพร่องค์ความรู้และทักษะที่ได้รับให้กับแพทย์คนอื่นๆ 

แม้ว่าหมออาสาสมัครผู้นี้จะเดินทางออกจากยูเครนไปแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด เพราะเขายังคงให้คำปรึกษาหมอโอเล็กซานเดอร์ทางไกลในเคสผ่าตัดขาที่ซับซ้อน เพราะเป็นการนำผิวหนังจากด้านหลังเข่าของผู้ป่วยมาปิดแผลด้านหน้า และป้องกันไม่ให้กระดูกที่ทิ่มออกมานอกชั้นผิวหนังติดเชื้อ 

“การผ่าตัดเหล่านั้นเป็นงานที่ยากมาก มีโอกาสผิดพลาด และก่อให้เกิดปัญหาได้ แม้จะมีความท้าทายมาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็น ‘ปาฏิหาริย์’ มันเวิร์คจริงๆ” คุณหมอกลางสนามรบ กล่าว 

สำหรับหมอโอเล็กซานเดอร์แล้ว เขาบอกว่า การได้รับคำแนะนำจากแพทย์ผู้มีประสบการณ์จริงในการผ่าตัดเป็นสิ่งสำคัญ 

“เรารู้สึกโล่งเลย เมื่อหมอน็อตต์บอกเราว่า ทุกอย่างจะต้องโอเค” หมอโอเล็กซานเดอร์ กล่าว เขายังชื่นชมศาสตราจารย์น็อตต์ว่า เป็นแพทย์ที่แสดงให้หมอธรรมดาทั่วๆ ไป เห็นถึงวิธีการเอาชนะทางการแพทย์ในยามสงคราม 

หมอโอเล็กซานเดอร์ กล่าวเสริมว่า การเรียนรู้ขั้นตอนการผ่าตัดเหล่านั้นจำเป็นมากในสถานการณ์ของแพทย์ในยูเครน เพราะมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด กระสุนและกระดูกหักแบบมีบาดแผลเปิดจำนวนมากที่ต้องได้รับการรักษา 

หมอน็อตต์ ยังได้แปลสไลด์และวิดีโอเกี่ยวกับวิธีการรักษาบาดแผลจากสงครามเป็นภาษายูเครนส่งไปทางโทรศัพท์มือถือของหมอในยูเครนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ และหวังว่าหมอที่มาดูเขาผ่าตัดจะช่วยถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาได้เรียนรู้ไปยังหมอคนอื่นๆ ด้วย 

แต่ดูเหมือนว่า ความต้องการทักษะการผ่าตัดของแพทย์ในยูเครนจะยังไม่หมดไปในเร็วๆ นี้ เพราะการสู้รบด้วยสารพัดอาวุธทั้งรถถัง รถหุ้มเกราะ เครื่องบิน และปืนใหญ่ยังคงมีต่อไป 

สำหรับแพทย์ที่แนวหน้าอย่างหมอน็อตต์แล้ว ภาพของเมืองต่างๆ เช่น มาริ อูโพล เตือนให้นึกถึงสิ่งที่เขาเคยพบเห็นในอเลปโป 

“มันเหมือนกับซีเรีย ยุทธวิธีเหมือนกันทุกประการ ตอนที่ผมไปอยู่ที่นั่นในปีค.ศ. 2016 เมืองอเลปโปถูกทำลายจนราบพณาสูร" เขากล่าว 

"เดวิด น็อตต์" ศัลยแพทย์อาสากลางสนามรบในพื้นที่อันตรายที่สุดในโลก หมอเดวิด น็อตต์เดินทางไปทั่วโลกเพื่อช่วยรักษาเหยื่อที่ได้รับบาดเจ็บจากสงครามและโควิด-19 

เสพติดการค้นหาความทุกข์ร้อน 

หมอน็อตต์เคยเขียนบทความในเดอะการ์เดียนหลังจากกลับมาจากซีเรีย เขาบอกว่าเขาเดินทางไปทั่วโลกเป็นเวลา 25 ปีเพื่อแสวงหาความยากลำบาก 

“มันเป็นการเสพติดชนิดหนึ่ง เป็นแรงดึงดูดที่ยากเกินกว่าจะต้านทาน” หมอน็อตต์ กล่าว 

เหตุผลส่วนหนึ่งเกิดจากความปรารถนาที่จะใช้ความรู้ของคุณหมอในฐานะศัลยแพทย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยที่เลวร้ายที่สุดที่มนุษยชาติจะพบเจอ และส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นเต้นที่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งเหล่านั้น ซึ่งเป็นที่ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยหรือไม่อยากไป ตั้งแต่ อัฟกานิสถาน เซียร์รา ลีโอน ซูดาน ชาด ไลบีเรียอิรัก ลิเบีย เฮติ ฉนวนกาซาและซีเรีย 

หมอน็อตต์ ยอมรับว่า การเดินทางไปยังสถานที่เหล่านั้นได้เปลี่ยนแปลงเขา แต่ไม่มีที่ไหนที่เค้ารู้สึกมากเท่ากับซีเรีย ที่เขาเริ่มรู้สึกโกรธมากกับการไร้ความสามารถของผู้มีอำนาจหลักในการป้องกันไม่ให้โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตกเป็นเป้าหมายในเขตสงคราม 

และนั่นทำให้เขาตระหนักว่า เขาต้องเริ่มเก็บรวบรวมและแบ่งปันความรู้ที่ได้รับจากอาชีพหมอเพื่อช่วยเหลือแพทย์คนอื่นๆ แต่สงครามซีเรียทำให้เขาเป็นโรค PTSD หรือโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์ร้ายแรงจนแทบจะเป็นบ้า 

ช่วยรักษาคนติดโควิด 

หมอน็อตต์ซึ่งเกิดที่เมืองคาร์มาร์เท่น ทางตะวันตกของเวลส์ ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักในฐานะหมอกลางสนามรบ 

ตอนที่โรคโควิด-19 ระบาดเมื่อ 2 ปีก่อน คุณหมอก็รับบทบาทช่วยรักษาผู้ป่วยโควิดด้วย ในตอนนั้นคุณหมอน็อตต์เปรียบวิกฤตโรคระบาดโควิด-19 ว่าไม่ต่างอะไรจาก “เขตภัยพิบัติ” ทั่วโลก 

"เมื่อคุณอยู่ในวอร์โซน (เขตสงคราม) และคุณกำลังผ่าตัดให้ใครซักคนในช่วงเวลานั้น โรงพยาบาลอาจถูกบอมบ์ด้วยระเบิด หรือคนร้ายสามารถเข้ามาในห้องผ่าตัดพร้อมปืนและจับคุณเป็นตัวประกันได้ทุกเมื่อ” คุณหมอที่แนวหน้าของสงครามกล่าว 

“มันคล้ายกันมากจริงๆ กับไวรัสโคโรน่า เพราะไวรัสคือ ศัตรูที่มองไม่เห็น และคุณต้องทำให้แน่ใจว่า คุณจะไม่โดนศัตรูที่มองไม่เห็นจับตัวได้” หมอน็อตต์กล่าว 

ในตอนนั้นหมอน็อตต์เตือนเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยโควิด-19 ว่า หลายคนจะเผชิญกับความท้าทายอย่างมากในทุกๆ สัปดาห์และเดือนต่อๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการขาดแคลนยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สำคัญ 

"คุณจะได้เห็นในสิ่งที่คุณไม่เคยเห็นมาก่อน คุณจะต้องทำการตัดสินใจที่ยากลำบากไม่ต่างจากการตัดสินใจในเขตสงคราม นั่นคือ การช่วยชีวิตใครบางคน” เขากล่าว

............

ที่มา เว็บไซต์บีบีซี, เดอะการ์เดียน และwww.npr.org 

ภาพลีด : หมอเดวิด น็อตต์และไอช่า เด็กสาวที่หมอช่วยชีวิตไว้ได้ที่ฉนวนกาซา(ภาพจากDavid Nott Foundation)