เผยผู้ป่วยจริงโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (nAMD) เนื่องในวันสายตาโลก: ก้าวข้าม “ความกลัวเข็ม-ข้อจำกัดการใช้ชีวิต” ผลักดัน HealthTech ชะลอความสูญเสียทางเศรษฐกิจ 6.8 หมื่นล้านบาท
กรุงเทพฯ - เนื่องในวันสายตาโลก 2569 ปัญหาสุขภาพสายตาและโรคจอประสาทตาเรื้อรังได้กลายเป็นภัยเงียบสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ครอบครัว และเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะ โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียการมองเห็นถาวรในผู้สูงอายุ การเปิดใจจากมุมมองผู้ป่วยจริงประกอบกับความก้าวหน้าทางนวัตกรรมการรักษา จึงเป็นหัวใจสำคัญในการปกป้องสายตาและคืนคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อม เช็กเลย เพิ่มเกณฑ์เบิกจ่ายได้ 3,000 บาทต่อครั้ง
'โรช' เปิดผลสำรวจ 1 ใน 5 ผู้สูงอายุไทยละเลยตรวจตา สูงสุดในเอเชียแปซิฟิก
เสียงสะท้อนผู้ป่วย ก้าวข้ามความกลัวและข้อจำกัดการใช้ชีวิต
กุลเวช เจนวัฒนวิทย์ กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย - Thai IOD และผู้ป่วยโรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุ nAMD กล่าวว่าในฐานะผู้บริหารองค์กร สายตาคือหัวใจสำคัญในการอ่านข้อมูล วิเคราะห์รายงาน และนำทัพองค์กร เมื่อเริ่มเห็นภาพเบี้ยวตรงกลางภาพ ยอมรับว่าส่งผลต่อความมั่นใจอย่างมาก และโดยส่วนตัวเป็นคนที่กลัวเข็มฉีดยา และกลัวเรื่องดวงตาเป็นพิเศษ พอได้ยินคุณหมอบอกครั้งแรกว่าต้องรับการรักษาด้วย “การฉีดยาเข้าลูกตา” ยอมรับว่าเข่าอ่อนและมีความกังวลสูงมาก เวลาเข้ารับการฉีดตาจะเกิดความเกร็งโดยไม่ตั้งใจจนตาบีบสู้กับเครื่องมือถ่างตา
นอกจากความกลัวแล้ว ข้อจำกัดสำคัญของการฉีดยาเข้าตาแบบเดิมที่ต้องฉีดสม่ำเสมอทุก 1-2 เดือน คือข้อห้ามหลังฉีดว่า ห้ามล้างหน้าและห้ามออกกำลังกายเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ซึ่งกระทบต่อวิถีชีวิตประจำวันอย่างมาก เพราะตนเองเป็นคนที่ออกกำลังกายทุกวัน เท่ากับว่าในทุกๆ 2 เดือน จะมี 1 สัปดาห์ที่ล้างหน้าไม่ได้และไม่ได้ออกกำลังกาย
“การได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก และตัดสินใจเข้ารับนวัตกรรมการรักษาแบบกระเปาะปล่อยยาต่อเนื่องในตาที่ผ่าตัดฝังและเติมยาครั้งแรกอยู่ได้ยาวนานถึง 8 เดือนก่อนจะมาเติมยาครั้งถัดไป ช่วยปลดล็อกทั้งความกลัวจากการต้องถูกฉีดยาเข้าตาบ่อยๆ และปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องการเว้นล้างหน้าและการออกกำลังกาย ทำให้ผมสามารถกลับมาใช้ชีวิต ออกกำลังกาย ทำงานบริหารองค์กร และใช้เวลากับครอบครัวได้อย่างเต็มที่และมั่นใจอีกครั้ง”
เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษา
ในแง่มุมมองจักษุแพทย์: เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ AI & นวัตกรรมลดภาระการมารักษาการก้าวข้ามข้อจำกัดของการรักษาแบบเดิม สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน
โดย นพ.ธนาพงษ์ สมกิจรุ่งโรจน์ หัวหน้าหน่วยจักษุวิทยาภูมิคุ้มกันและการอักเสบ และอาจารย์ประจำภาควิชาจักษุวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้อธิบายถึงธรรมชาติของโรคและเทคโนโลยีทางการแพทย์ว่า “โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก (neovascular Age-related Macular Degeneration: nAMD) เกิดจากมีเส้นเลือดผิดปกติงอกขึ้นและมีเลือดหรือน้ำเหลืองรั่วซึมใต้จุดรับภาพชัด ที่หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา เซลล์ประสาทตาจะสูญเสียถาวร ในอดีตผู้ป่วยมักสูญเสียการมองเห็นอย่างน่าเสียดาย แต่ปัจจุบันเรามี เทคโนโลยี AI ช่วยคัดกรองภาพถ่ายจอตา และ เครื่องสแกน OCT ความละเอียดสูง ที่ช่วยให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม
“ในการรักษา ผู้ป่วยส่วนใหญ่ต้องมารับการฉีดยาเข้าตาเป็นประจำ แต่พบว่ามีผู้ป่วยประมาณร้อยละ 20 ที่ยืดระยะเวลาฉีดยาแบบเดิมไม่ได้ และจำเป็นต้องมาฉีดยาถี่ทุก 1-2 เดือน ซึ่งสร้างภาระอย่างมากทั้งต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล การมีนวัตกรรมการรักษาแบบปล่อยตัวยาอย่างต่อเนื่อง หรือ Continuous Delivery System ซึ่งทำหน้าที่เหมือนกระเปาะเก็บยาที่ค่อยๆ ปล่อยระดับยาในตาอย่างสม่ำเสมอนาน 6 เดือนหรือมากกว่า จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ลดความถี่ในการเดินทางมาโรงพยาบาล และลดภาระของผู้ดูแลได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือโรคจอตาเป็นภาวะเสื่อมที่ไม่หายขาด แม้อาการจะดีขึ้นแล้ว ผู้ป่วยก็ยังคงต้องมารับยาหรือติดตามอาการตามนัดอย่างสม่ำเสมอเพื่อคงสภาวะการมองเห็นไว้”
ทั้งนี้ นพ.ธนาพงษ์ ได้เน้นย้ำเพิ่มเติมว่า แนวทางการรักษาและเลือกใช้นวัตกรรมทางการแพทย์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะโรคและเงื่อนไขทางร่างกายของผู้ป่วยแต่ละบุคคล ซึ่งมีความแตกต่างกันออกไป อาจมีความเหมาะสมหรือไม่เหมาะกับคนไข้ทุกคน ดังนั้น ผู้ป่วยควรรับการตรวจประเมินและขอคำปรึกษาจากจักษุแพทย์ประจำตัวเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมที่สุด
มุมมองผู้บริหาร: เปลี่ยนงบสุขภาพเป็นการลงทุน "Health-to-Wealth" สร้าง ROI 28 เท่า ความเสี่ยงของการสูญเสียการมองเห็นไม่เพียงส่งผลต่อตัวผู้ป่วยและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ
โดย ดร.แมทธิว โคทส์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้นำเสนอผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขโดย สถาบันวิจัย WifOR รายงานของ WifOR ระบุว่า โรคจอตาเรื้อรัง (โรคจอประสาทตาเสื่อมในผู้สูงอายุชนิดเปียก: nAMD ในผู้สูงอายุ และ DME ในวัยทำงาน) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมแก่ประเทศไทยสูงถึง 6.8 หมื่นล้านบาท (1.90 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ระหว่างปี พ.ศ. 2560–2570 หรือคิดเป็นปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (DALYs) รวมกว่า 235,539 ปี ที่น่าสนใจคือ สัดส่วนสูงถึง ร้อยละ 44 ของผลกระทบเกิดจากภาระงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนและการดูแลของครอบครัว (Unpaid Caregiver Burden) เมื่อสมาชิกในวัยทำงานต้องลดชั่วโมงทำงานหรือหยุดงานเพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่สูญเสียการมองเห็น [1]
“ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะร่วมกันปรับกระบวนทัศน์จากการมองสาธารณสุขเป็น ‘ภาระค่าใช้จ่าย' มาเป็นการ 'ลงทุนในทุนมนุษย์' (Health-to-Wealth) ซึ่งข้อมูลบรรทัดฐานสากลจาก IAPB และ WifOR ยืนยันว่า การลงทุนในสุขภาพตาทุกๆ 35.7 บาท (1 ดอลลาร์สหรัฐ) สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้สูงถึงประมาณ 1,000 บาท (28 ดอลลาร์สหรัฐ) โรช ไทยแลนด์ พร้อมจับมือกับพันธมิตรภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”
บริบทสังคมสูงวัย และข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์เพื่อความยั่งยืน: มิติทางเศรษฐกิจและความจำเป็นในการเร่งปกป้องสุขภาพสายตายิ่งมีความสำคัญวิกฤต เมื่อพิจารณาบริบททางประชากรศาสตร์ของประเทศไทย โดย กุลธิดา ลีนะบรรจง ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท โรช ไทยแลนด์ จำกัด ได้ร่วมแบ่งปันข้อมูลสถิติล่าสุดจากรายงาน “Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations”โดย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมเปิดเผยว่า ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ 'สังคมสูงวัยระดับสุดยอด' หรือSuper-Aged Society ภายใน 7 ปีข้างหน้า (โดยคาดการณ์ว่าจะประชากรอายุ 65 ปีขึ้นไปมากกว่าร้อยละ 20 ในปีพ.ศ. 2576 ซึ่งที่ผ่านมา ไทยใช้เวลาเพียง 18 ปี เท่านั้น (พ.ศ. 2547–2565) ในการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเริ่มสูงวัยสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ซึ่งรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอย่าง ประเทศฝรั่งเศสที่ใช้เวลาเปลี่ยนผ่านนานถึง 127 ปี หรือประเทศญี่ปุ่นที่ใช้เวลา 24 ปี [2]
“ขณะเดียวกัน ข้อมูลการคัดกรองผู้สูงอายุ 7.7 ล้านคน โดย กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2567 ยืนยันว่า 'ปัญหาสายตาและการมองเห็น' ครองอันดับ 1 ภาวะความเสื่อมถอยที่พบมากที่สุดในผู้สูงอายุไทย สูงถึงร้อยละ 27 นำหน้าสุขภาพช่องปาก ร้อยละ 25 และความเสี่ยงต่อการหกล้ม ร้อยละ 17 [3]”
เพื่อรับมือกับวิกฤตดังกล่าว วิทยากรทุกท่านได้ร่วมเสนอแนะยุทธศาสตร์เชิงนโยบายครอบคลุมมิติสำคัญ เริ่มจากการขยายโครงสร้างพื้นฐาน HealthTech และระบบ AI คัดกรองภาพถ่ายจอตาตั้งแต่ระดับปฐมภูมิในชุมชนจนถึงโรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ตรวจพบโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาทางการแพทย์ เพื่อรักษาสภาวะจอตาให้เสถียร ลดความถี่ในการมาโรงพยาบาล และปลดล็อกภาระของสมาชิกในครอบครัววัยทำงานให้สามารถกลับไปทำงานสร้างรายได้ได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ ยังต้องปรับกระบวนทัศน์เชิงนโยบายสู่แนวคิด Health-to-Wealth โดยเปลี่ยนมุมมองว่างบประมาณด้านสุขภาพตาคือการลงทุนในทุนมนุษย์ที่คืนผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงถึง 28 เท่า และสุดท้ายคือการสร้างความรอบรู้ด้านสุขภาพตา (Health Literacy) เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองสายตาเป็นประจำทุกปีและมีวินัยในการรักษาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องการมองเห็นอย่างยั่งยืน
ข้อมูลอ้างอิง:
[1] ข้อมูลผลกระทบทางเศรษฐกิจและผลตอบแทนการลงทุน: อ้างอิงจากรายงานวิจัยเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขเรื่องผลกระทบของโรคจอตาในประเทศไทย โดย สถาบันวิจัย WifOR Institute และรายงานการวิเคราะห์ผลตอบแทนการลงทุนในสุขภาพตา โดย ความร่วมมือระหว่าง องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการป้องกันตาบอด (IAPB) และ WifOR Institute https://www.roche.com/stories/whats-it-worth/apac
[2] ข้อมูลโครงสร้างประชากรศาสตร์: อ้างอิงจากรายงาน Thailand Country Aging Report: A Contract Across Generations: Thailand's Path to an Age-Ready Society (2026) โดย กลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ร่วมกับ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/099101426124536228
[3] ข้อมูลสุขภาวะและการคัดกรองผู้สูงอายุ: อ้างอิงจากฐานข้อมูลระบบคัดกรองสมรรถนะผู้สูงอายุ (Ministry of Public Health Dashboard) ปีงบประมาณ 2567 โดย กระทรวงสาธารณสุข ผ่านรายงาน Thailand Country Aging Report (2026) โดย กลุ่มธนาคารโลก (หน้า 58) https://documents.worldbank.org/en/publication/documents-reports/documentdetail/099101426124536228





