โรคหัวใจและหลอดเลือด หนึ่งในวาระสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย และเป็น “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พฤติกรรมความเสื่อมถอยตามวัย
KEY POINTS
- ปัจจุบันวงการแพทย์หัวใจไม่ได้มองแค่การทำหัตถการสำเร็จเพียงครั้งเดียว แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “Lifetime Patient Management” หรือการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต
- การลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความทนทานตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่จะช่วยตัดวงจรค่าใช้จ่ายแฝงในระยะยาวได้อย่างมหาศาล
- ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส ตั้งเป้าเดินหน้าทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน
ในยุคที่ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ภาวะ “สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์” (Aged Society) อย่างเต็มรูปแบบ วิกฤติด้านสาธารณสุขไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่โรคเรื้อรังยอดฮิตอย่างเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือมะเร็ง หากแต่ยังมี “ภัยเงียบ” ที่ซ่อนตัวอยู่ใต้พฤติกรรมความเสื่อมถอยตามวัย ซึ่งกำลังกลายเป็นภาระต้นทุนทางสุขภาพและเศรษฐกิจมหาศาล นั่นคือ “โรคลิ้นหัวใจเชิงโครงสร้าง” (Structural Heart Diseases) โดยเฉพาะ “โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบ” (Aortic Stenosis)
อมิต ราเฮจา (Amit Raheja) รองประธานอาวุโส ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก บริษัท เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส (Edwards Lifesciences) ผู้นำนวัตกรรมระดับโลกด้านการรักษาโรคลิ้นหัวใจ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” เกี่ยวกับ โรคหัวใจและหลอดเลือด หนึ่งในวาระสาธารณสุขที่สำคัญที่สุดของประเทศไทย พร้อมชี้ให้เห็นว่าการ “รอคอย” และการมองข้ามสัญญาณเตือน อาจมีต้นทุนความสูญเสียที่สูงเกินกว่าระบบสาธารณสุขไทยจะแบกรับไหว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘ชราตามวัย’ เสียชีวิตใน 5 สัปดาห์
ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมีประชากรผู้สูงอายุรวมกันมากกว่า 503 ล้านคน ส่งผลให้ความต้องการการรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดขั้นสูงพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขพบว่า มีคนไทยราว 250,000 คนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งคร่าชีวิตคนไทยสูงถึง 40,000 คนต่อปี
หนึ่งในความท้าทายเชิงพฤติกรรมที่อันตรายที่สุดในกลุ่มผู้สูงอายุไทย คือการที่ประชาชนจำนวนมากมักเข้าใจผิดว่า สัญญาณเตือนรุนแรง เช่น อาการอ่อนเพลียเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หายใจลำบาก แน่นหน้าอก หรือหน้ามืดเวียนศีรษะ เป็นเพียง “ความเสื่อมถอยตามวัย” หรือเรื่องปกติของคนแก่ ทั้งที่ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้คือสัญญาณวิกฤติของ โรคลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรง (Severe Aortic Stenosis) ซึ่งเป็นโรคลิ้นหัวใจที่พบได้บ่อยที่สุด
“ต้นทุนของการ ‘รอ’ ในมิติทางคลินิกนั้นสูงมาก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษา ความรุนแรงของโรคสามารถลุกลามกระทบต่อผู้ป่วยถึง 25-50% ในแต่ละปี และยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลทางการแพทย์ในประเทศจากงานประชุมวิชาการ Mahidol Symposium ชี้ชัดว่า เมื่อผู้ป่วยเริ่มมีอาการรุนแรงขึ้น 10% ของผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ภายในเวลาเพียง 5 สัปดาห์”
นอกจากนี้ การรับประทานยาทำได้เพียงบรรเทาอาการชั่วคราวเท่านั้น แต่ไม่สามารถหยุดยั้งโครงสร้างลิ้นหัวใจที่ตีบตันลงเรื่อยๆ ได้ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจจึงเป็นหนทางเดียวที่ช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง
AI-แพลตฟอร์มดิจิทัล ตรวจจับก่อนหัวใจวาย
เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤติจนกล้ามเนื้อหัวใจเสียหายถาวร การสร้างความตระหนักรู้และค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ผ่าน 4 เสาหลักสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เทคโนโลยี AI คัดกรองเคสเสี่ยง (โปรแกรม ENACT) โดยประเทศไทยเป็นพื้นที่นำร่องโปรแกรม ENACT (Patient Activation Program) ซึ่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยบุคลากรทางการแพทย์ในระบบโรงพยาบาล ตรวจจับและวิเคราะห์สัญญาณภาวะลิ้นหัวใจเอออร์ติกตีบขั้นรุนแรงได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว ช่วยย่นระยะเวลาตั้งแต่กระบวนการส่งตัวไปจนถึงการทำหัตถการได้อย่างมีนัยสำคัญ
แพลตฟอร์ม New Heart Valve Thailand ช่องทางสื่อสารดิจิทัลภาษาไทยที่ออกแบบมาเพื่อให้ข้อมูลที่เข้าใจง่ายสำหรับผู้ป่วยและครอบครัว รวบรวมแนวทางการตรวจวินิจฉัย เช่น การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจ (Echocardiogram) หรือการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) พร้อมชุดคำถามสำหรับใช้ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง
จากหัตถการครั้งเดียว สู่ ‘การดูแลตลอดช่วงชีวิต’
ในมิติด้านนวัตกรรมการรักษา เขาอธิบายว่า ปัจจุบันวงการแพทย์หัวใจไม่ได้มองแค่การทำหัตถการสำเร็จเพียงครั้งเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่แนวคิด “Lifetime Patient Management” หรือการบริหารจัดการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต สำหรับการรักษาในไทย การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจแบบเปิดอก (Open-Heart Surgery) ยังคงเป็นวิธีมาตรฐานหลัก ซึ่งแพทย์จะพิจารณาเลือกระหว่าง “ลิ้นหัวใจกลไก” (Mechanical Valve) กับ “ลิ้นหัวใจเนื้อเยื่อ” (Tissue Valve) ตามช่วงอายุและวิถีชีวิต
ขณะเดียวกัน วิวัฒนาการอย่าง TAVI (Transcatheter Aortic Valve Implantation) หรือการเปลี่ยนลิ้นหัวใจเอออร์ติกผ่านสายสวน โดยสอดสายผ่านหลอดเลือดบริเวณขาหนีบโดยไม่ต้องเปิดหน้าอกและไม่ต้องหยุดการทำงานของหัวใจ ก็เข้ามาเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีลิ้นหัวใจเนื้อเยื่อยุคใหม่ที่เน้น “ความทนทานสูงในระยะยาว” กำลังเข้ามาพลิกโฉมการรักษา เพราะแก้จุดอ่อน
ของลิ้นหัวใจกลไกแบบดั้งเดิม ที่ผู้ป่วยต้องรับประทานยาละลายลิ่มเลือด ไปตลอดชีวิต ซึ่งมักนำมาสู่ภาวะแทรกซ้อนเลือดออกผิดปกติ ต้องเจาะเลือดตรวจติดตามอาการบ่อยครั้ง และต้องเข้าพักรักษาตัวในห้อง ICU บ่อยครั้งในระยะยาว
เน้นคุณค่าเศรษฐกิจและสังคมระยะยาว
ทั้งนี้ เขาเสนอแนะเชิงนโยบายต่อระบบสาธารณสุขไทย โดยระบุว่า ถึงแม้นวัตกรรมการแพทย์จะพัฒนาไปไกลเพียงใด แต่หากผู้ป่วยไม่สามารถเข้าถึงได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือสิทธิการรักษา นวัตกรรมนั้นก็ไม่อาจบรรลุประโยชน์สูงสุด การปรับเปลี่ยนมุมมองจากการพิจารณาเพียง งบประมาณหรือราคาอุปกรณ์ในระยะสั้น ไปสู่การประเมิน ‘คุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว’ (Value-based Healthcare) ของการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงชีวิต จะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
“การลงทุนในเทคโนโลยีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความทนทานตั้งแต่เนิ่นๆ แม้จะมีต้นทุนเริ่มต้น แต่จะช่วยตัดวงจรค่าใช้จ่ายแฝงในระยะยาวได้อย่างมหาศาล ทั้งการลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้ำซ้อน ลดอัตราการครองเตียงในห้อง ICU และช่วยให้ผู้สูงอายุกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดูแลตนเองได้โดยไม่เป็นภาระของครอบครัวและระบบสวัสดิการรัฐ”
สำหรับหมุดหมายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า เอ็ดเวิร์ดส์ ไลฟ์ไซเอ็นซ์เซส ตั้งเป้าเดินหน้าทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลภาครัฐ เพื่อผลักดันเทคโนโลยีขั้นสูงเข้าสู่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน พร้อมขยายเครือข่ายศูนย์ฝึกอบรมแพทย์ด้วยเทคโนโลยีแบบจำลองเสมือนจริง (Simulator Program) ไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ เพื่อให้โรงพยาบาลศูนย์ทั่วประเทศมีความพร้อมรับมือกับเคสโรคลิ้นหัวใจที่ซับซ้อนได้อย่างปลอดภัยและทั่วถึง ทลายช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพอย่างยั่งยืน





