ระบบจัดเก็บในปัจจุบันเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ จ่ายเงินสมทบเพิ่มอีก 2% ของภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระ
KEY POINTS
- ประเด็นการจัดเก็บเงินเพิ่ม 2% จากภาษีสรรพสามิตสุราและยาสูบที่ส่งตรงให้สสส.กลับเข้าสู่งบประมาณแผ่นดินรายปี เป็นจุดปะทะทางความคิด ท่ามกลางกระแสการจัดระเบียบวินัยการเงินการคลังของภาครัฐ
- คำถามสำคัญที่สังคมกำลังเผชิญร่วมกันคือ ระบบเดิมมีจุดเด่นและจุดบกพร่องอย่างไร? ระบบใหม่ที่ดึงเงินกลับสู่คลังจะสร้างผลได้หรือผลเสียมากกว่ากัน? และจุดสมดุลที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยอยู่ตรงไหน?
- ข้อเสนอ กำหนดเพดานวงเงินของ สสส. ให้เหมาะสมกับภารกิจจริงและอัตราเงินเฟ้อ
- โดยเงินภาษีบาป 2% ในส่วนที่เกินจากเพดาน (Surplus) ให้นำส่งเข้าคลังหลวงเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน หรือสำรองไว้สำหรับภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุข การดึงรัฐสภาและผู้ประเมินอิสระร่วมตรวจสอบความคุ้มค่าทุก 3–5 ปี
“ระบบเดิม” (Existing Earmarked Tax System) ระบบจัดเก็บในปัจจุบันเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ. กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 ซึ่งกำหนดให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีสุราและยาสูบ จ่ายเงินสมทบเพิ่มอีก 2% ของภาษีสรรพสามิตที่ต้องชำระ แล้วนำส่งตรงเข้ากองทุน สสส. โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินประจำปี
เมื่อเร็วๆนี้ เวทีเสวนาของเครือข่ายสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านการแพทย์ กฎหมาย และเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมกันสะท้อนข้อมูลเชิงประจักษ์ นโยบายนี้หลากหลายแง่มุม โดย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ให้ข้อมูลถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมว่า ระบบเดิมถูกวางไว้บน หลักการ งบประมาณที่คาดการณ์ได้และต่อเนื่อง งานสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค NCDs และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประชาชนเป็นภารกิจระยะยาวนับสิบปี จึงต้องมีแหล่งเงินที่แน่นอน ไม่ผันผวนไปตามดุลยพินิจทางการเมืองในแต่ละปีงบประมาณ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สสส. ยืนยันซื้อสื่อตรงกับเจ้าของพื้นที่ ตามระเบียบกรมบัญชีกลาง
ภาค ปชช.ยื่น 'ผู้นำฝ่ายค้าน' ซักฟอกนายกฯเพิ่ม ปมแก้กฎหมายภาษีบาป
ด้านผลสัมฤทธิ์เชิงรูปธรรม ศ.ดร.นพ.พลเทพ วิจิตรคุณากร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) ชี้ว่า เงินทุนนี้ขับเคลื่อนผ่านกลไก “สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา” ที่ผสานพลัง 1) ภาคประชาสังคม (เช่น เครือข่ายงดเหล้า) 2) ภาควิชาการ (ศวส., ศจย., ศศก.) และ 3) ภาคนโยบาย (กระทรวงสาธารณสุข และ สคบ.)
ข้อมูลจากวารสารระดับนานาชาติอย่าง BMJ Global Health และ Journal of Social Marketing ยืนยันว่า แคมเปญงดเหล้าเข้าพรรษาลดการบริโภคแอลกอฮอล์ได้จริง 9.97% และในปี 2568 มีประชาชนลด ละ เลิกดื่มกว่า 8.6 ล้านคน ช่วยครัวเรือนประหยัดเงินถึง 14,949 ล้านบาท ยิ่งไปกว่านั้น การประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์พบว่า เงินลงทุนทุก 1 บาท สร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐศาสตร์กลับคืนสู่ประเทศถึง 6.13 บาท พร้อมช่วยเสริมกำลังคนและพัฒนาระบบบำบัดผู้ติดสุราในระบบสาธารณสุขของ สธ. อีกด้วย
“ระบบใหม่-แนวคิดจัดเก็บใหม่” ดึงเงินเข้าคลังหลวง
สำหรับแนวคิดหรือระบบใหม่ที่กำลังถูกเสนอให้พิจารณา คือ การยกเลิกระบบ Earmarked Tax 2% แล้วนำรายได้ภาษีสุราและยาสูบทั้งหมดกลับเข้าเป็นรายได้แผ่นดิน (Treasury) จากนั้นจึงให้ สสส. หรือหน่วยงานด้านสุขภาพ ยื่นคำขอจัดสรรงบประมาณผ่าน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีตามระบบราชการปกติ โดยฝ่ายสนับสนุนมองว่าการกันเงินภาษีไว้เฉพาะส่วนทำให้รัฐขาดความยืดหยุ่น ไม่สามารถดึงเงินก้อนนี้ไปบริหารจัดการยามเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือภัยพิบัติเร่งด่วนได้
การเพิ่มการกำกับดูแลผ่านรัฐสภา: ระบบใหม่จะทำให้การใช้จ่ายทุกบาทต้องผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งช่วยลดข้อกังขาเรื่องการจัดสรรงบประมาณแบบกระจุกตัว หรือปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนในหมู่เครือข่ายภาคประชาสังคมเดิม
ข้อกังวลฝ่ายสุขภาพและเศรษฐศาสตร์
รศ.พญ.เริงฤดี ปธานวนิช คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า Earmarked Tax คือเงินทุนที่ไปสร้างความรู้และผลักดันกฎหมายควบคุมการบริโภค การเปลี่ยนระบบไปสู่การของบประมาณรายปี จึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเป็นการเปิดช่องให้กลุ่มทุนเข้ามาแทรกแซงและตัดงบประมาณทางอ้อม
ขณะที่ ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI ที่ประเมินต้นทุนความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ ให้มุมมองว่าหากระบบเดิมมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควร 10–30% สามารถปฏิรูปและแก้ไขได้ แต่หากผลัก สสส. เข้าสู่ระบบงบประมาณรายปีจนเกิดการแทรกแซงเชิงนโยบาย (Policy Capture) ความเสียหายต่อสังคมจะกลายเป็น 100% ทันที เพราะงานวิจัยและโครงการป้องกันความเสี่ยงจะถูกตัดทิ้งเป็นกลุ่มแรกๆ เมื่อเกิดวิกฤติงบประมาณ
ในมิติข้อกฎหมาย รศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่า การอ้าง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อยกเลิก Earmarked Tax เป็นการมองที่คลาดเคลื่อน เพราะ มาตรา 82 ของบทเฉพาะกาล ได้ให้การรับรองกองทุนที่มีอยู่เดิมไว้ชัดเจน การรักษาเจตนารมณ์กฎหมายจึงควรเน้นที่ความคุ้มค่าและโปร่งใส ไม่ใช่การล้มเลิกหน่วยงาน
นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า วินัยการคลังที่แท้จริงต้องไม่นำเอาระเบียบราชการมาลดทอนศักยภาพขององค์กร เพราะจะทำให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการรวมพลังสร้างนวัตกรรมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
การรื้อระบบ Earmarked Tax จึงไม่ใช่แค่การสลับตัวเลขทางบัญชีงบประมาณ หากแต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ว่า ประเทศไทยจะเลือกลงทุนสร้างเกราะป้องกันโรคตั้งแต่ต้นทาง หรือจะยอมเสี่ยงปล่อยให้ระบบสุขภาพถูกกัดกร่อน จนต้องจ่ายต้นทุนค่ารักษาพยาบาลมหาศาลในอนาคต
“ไม่ยกเลิก แต่ต้องปฏิรูป”ผ่าน 3 เสาหลัก
เมื่อพิจารณาผลประโยชน์และต้นทุนอย่างรอบด้าน เวทีวิชาการและภาคประชาสังคม เห็นตรงกันว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “วินัยการคลัง” หรือ “สุขภาพประชาชน” หากแต่ต้องขับเคลื่อนแนวทาง ปฏิรูปโครงสร้าง 3 ด้าน:
กำหนดเพดานรายได้สูงสุด (Cap Mechanism): กำหนดเพดานวงเงินของ สสส. ให้เหมาะสมกับภารกิจจริงและอัตราเงินเฟ้อ โดยเงินภาษีบาป 2% ในส่วนที่เกินจากเพดาน (Surplus) ให้นำส่งเข้าคลังหลวงเพื่อเป็นรายได้แผ่นดิน หรือสำรองไว้สำหรับภัยฉุกเฉินด้านสาธารณสุข
ดึงรัฐสภาและผู้ประเมินอิสระร่วมตรวจสอบ: กำหนดให้ สสส. นำเสนอแผนยุทธศาสตร์และกรอบการใช้จ่ายต่อรัฐสภาเพื่อรับทราบควบคู่กับการพิจารณางบประมาณประจำปี พร้อมจัดให้มีสถาบันภายนอกที่เป็นอิสระประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (SROI & Impact KPIs) ทุก 3–5 ปี
ขจัดผลประโยชน์ทับซ้อน (COI) และรักษาความคล่องตัว: พัฒนาระบบการกระจายทุนให้เปิดกว้าง แข่งขันอย่างเป็นธรรม (Competitive Open Call) และเปิดเผยข้อมูลผู้รับทุนสู่สาธารณะอย่างโปร่งใส
เปรียบเทียบ3 ทางเลือกนโยบาย
ผลประโยชน์ด้านการคลัง
1. ระบบเดิม (Status Quo) รัฐไม่ได้เงินก้อนนี้ไปใช้ในภารกิจอื่น แต่ได้ผลประหยัดทางอ้อมจากการลดค่ารักษาพยาบาล NCDs
2. ระบบใหม่ (ยกเลิกและดึงเข้าคลัง)รัฐบาลได้เงินภาษีกลับเข้าคลังหลวง เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรงบภาพรวม
3. ระบบปฏิรูป 3 เสาหลัก (Optimal Solution)รัฐได้เงินส่วนเกินเพดาน (Cap) คืนเข้าคลัง โดยไม่กระทบภารกิจหลักด้านสุขภาพ
ผลประโยชน์ด้านสุขภาพและสังคม
1. ระบบเดิม (Status Quo) งานรณรงค์และวิจัยต่อเนื่อง อัตราการสูบบุหรี่และดื่มสุราลดลง ป้องกัน NCDs คุ้มค่า 6.13 เท่า
2. ระบบใหม่ (ยกเลิกและดึงเข้าคลัง) มีความเสี่ยงสูงที่งบป้องกันจะถูกตัด ส่งผลให้อัตรา NCDs พุ่งสูงขึ้นและเป็นภาระงบรักษาพยาบาลระยะยาว
3. ระบบปฏิรูป 3 เสาหลัก (Optimal Solution) รักษาความมั่นคงทางสุขภาพไว้ได้ 100% พร้อมคงความคล่องตัวในการสู้ภัยสุขภาพใหม่ๆ เช่น บุหรี่ไฟฟ้า
ความเป็นอิสระของนโยบาย
1. ระบบเดิม (Status Quo สูงมาก รอดพ้นจากการล็อบบี้ของกลุ่มทุน
2. ระบบใหม่ (ยกเลิกและดึงเข้าคลัง) ต่ำมาก เสี่ยงถูกการเมืองและธุรกิจแทรกแซงนโยบาย (Policy Capture 100%)
3. ระบบปฏิรูป 3 เสาหลัก (Optimal Solution) สูงมาก แยกงบยุทธศาสตร์ออกจากวงโคจรการเมือง แต่คุมด้วยกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน
ความโปร่งใสและธรรมาภิบาล
1. ระบบเดิม (Status Quo)มีข้อกังขาเรื่องการจัดสรรทุนเฉพาะเครือข่าย และขาดการตรวจสอบจากสภาฯ
2. ระบบใหม่ (ยกเลิกและดึงเข้าคลัง)ตรวจสอบผ่านกรรมาธิการงบประมาณ แต่เสี่ยงกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ของฝ่ายการเมือง
3. ระบบปฏิรูป 3 เสาหลัก (Optimal Solution)สูงสุด ตรวจสอบโดยรัฐสภา + ประเมินความคุ้มค่าอิสระทุก 3–5 ปี + ปิดจุดตายผลประโยชน์ทับซ้อน





