ยุคที่โลกกำลังเผชิญศึกสงครามเทคโนโลยี (Tech War) และชิปหรือเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) กลายเป็น “น้ำมันดิบแห่งยุคดิจิทัล” ประเทศไทยกำลังขยับขยายขีดความสามารถเพื่อไม่ให้ตกขอบในห่วงโซ่อุปทานโลก โดยตั้งเป้าดันสัดส่วน Contribution ของไทยในอาเซียนขึ้นจาก 1.37% ให้บรรลุเป้าหมายที่ 8% ภายในปี 2030
ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อน Siam Silica Framework จะมุ่งเป้าที่ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ที่มีโอกาสสร้าง Value Added สูงสุด ได้แก่ IC / Silica Design, Advanced Packaging & Power Device ,Smart Grid และพลังงานสะอาด Photonics (ชิปแสง)
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ดันไทยสู่ 'The Land of Life' ตั้งเป้าติดTop 5 โลก 'ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ'
'คุณแม่มือใหม่' เช็กร่างกาย 3ไตรมาส จุดไหนต้องระวังเป็นพิเศษ?
ดันไทยในอาเซียนเป้าหมาย 8% ภายในปี 2030
การพิจารณาส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต้องทำให้เกิด 1 โรงงาน Fabrication, 2 โรงงาน Advanced Packaging และ 8 บริษัทออกแบบ IC Design และ สถาบันการศึกษาต้องผลิตกำลังคนรองรับ ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าเพิ่มในประเทศและเร่งสัดส่วนการลงทุนใน GDP ประเทศตามรัฐบาลได้มากกว่า 30%
ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ให้สัมภาษณ์ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ไทยมีแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงมาระดับหนึ่ง โดยนับตั้งแต่นวัตกรรมเปลี่ยนผ่านจากปี 2000 สู่ปี 2024 อุตสาหกรรมไทยขยับตัวเพียงเล็กน้อย
ทั้งนี้ อาเซียนมีส่วนแบ่งเศรษฐกิจเซมิคอนดักเตอร์โลก 20% แต่ในจำนวนนี้เป็นสัดส่วนของไทยเพียง 1.37% ขณะที่สิงคโปร์ มาเลเซีย หรือแม้กระทั่งเวียดนามและฟิลิปปินส์ ก้าวไปไกลกว่าอย่างมีนัยสำคัญ สอวช.วางเป้าหมายผ่าน Siam Silica Framework เพื่อดันสัดส่วน Contribution ของไทยในอาเซียนจาก 1.37% ให้บรรลุเป้าหมายที่ 8% ภายในปี 2030 จะช่วยเพิ่มค่า Domestic Value Added และเร่งสัดส่วนการลงทุนใน GDP ตามนโยบายรัฐบาลได้มากกว่า 30%
มุ่งเป้า 3 กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์
จากการศึกษาห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ สอวช.พบว่าไทยไม่ต้องทุ่มงบประมาณนับหมื่นล้านดอลลาร์เพื่อแข่งสร้างโรงงานผลิตชิปขนาดใหญ่ (Foundry/Fab) เหมือน TSMC (Taiwan Semiconductor Manufacturing Company) ผู้ผลิตชิปและเซมิคอนดักเตอร์ใหญ่สุดในโลก เพราะต้นทุนสูงเกินไป โดยไทยควรโฟกัส 3 จุดแข็งที่มีโอกาสสร้าง Value Added สูงสุด ได้แก่
- IC / Silica Design (การออกแบบวงจรรวม) เป็นกลุ่มที่ใช้เงินลงทุนต่ำที่สุด แต่สร้างมูลค่าเพิ่มสูงที่สุด เหมาะแก่การสร้างนิเวศ Startup และบุคลากรทักษะสูง
- Advanced Packaging & Power Device (การบรรจุภัณฑ์ขั้นสูงและอุปกรณ์กำลัง) โดยนำจุดแข็งด้านการประกอบเดิมมาอัปเกรดเทคโนโลยี รองรับอุตสาหกรรม EV,Smart Grid และพลังงานสะอาด
- Photonics (ชิปแสง) เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นหัวใจสำคัญของ Data Center, AI Factory และ Quantum Computing ซึ่งปัจจุบันครึ่งหนึ่งของระบบ Data Center ทั่วโลกต้องใช้เทคโนโลยี Photonics
“ชิปแสง หรือ Photonics คือ New Horizon ที่แท้จริง ปัจจุบันอุปกรณ์กำลังสูงต้องควบคุมด้วยชิปแสง โดยไทยมีซัปพลายเชนกลางน้ำถึงปลายน้ำพร้อมแล้ว ขาดเพียงต้นน้ำคือ Fabrication ของชิปแสง หากดึงดูดการลงทุน Fab ชิปแสงเข้ามาได้ไทยจะเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีนี้ในภูมิภาคทันที” ศ.ดร.สุรินทร์ เน้นย้ำ
"Siam Silica”ปั้นแสนคนใน5ปี
ทั้งนี้ สอวช.วิเคราะห์ร่วมกับภาคเอกชนและ BOI พบโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดแคลนและเป็นอุปสรรคใหญ่สุดที่ทำให้ต่างชาติไม่กล้ามาลงทุนในไทย คือ “เรื่องคน (Talent & Workforce)” ไม่ใช่สิทธิประโยชน์ภาษีอย่างเดียว เพื่อรองรับเป้าหมาย BOI ที่ตั้งเป้าให้เกิด 1 โรงงาน Fabrication, 2 โรงงาน Advanced Packaging และ 8 บริษัทออกแบบ IC Design ต้องพัฒนากำลังไว้รองรับตามยุทธศาสตร์ "Siam Silica Framework จะต้องผลิตกำลังคน ดังนี้
- Technician (ช่างเทคนิคระดับ ปวส./อนุปริญญา) 1,330 คน
- High Skill Workforce (วิศวกรสายตรงระดับ ป.ตรี) 553 คน
- Specialist, Senior Engineer, นักวิจัย (ป.โท - ป.เอก) 950 คน
- อาจารย์มหาวิทยาลัย (Upskill/Reskill คณาจารย์) 152 คน
สำหรับความต้องการกำลังคนทั้งระบบรวมอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง (ในระยะ 5 ปี) มีประมาณ 100,000 คน ปัจจุบันประเทศไทยมีการผลิตวิศวกรไฟฟ้า/อิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 22,000 คนต่อปี และระดับปริญญาโท-เอกราว 1,800 คนต่อปี แต่ปัญหาคือบุคลากรเหล่านี้กระจายไปหลายเซกเตอร์ และขาดทักษะเฉพาะทาง สอวช.จึงแก้ปัญหาด้วยการ “ออกแบบหลักสูตรกลางเซมิคอนดักเตอร์” เพื่อให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศนำไปใช้ได้ทันที
พร้อมสร้างกลุ่มความร่วมมือ (Consortium) ระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ทั้งในรูปแบบ การส่งเสริม (Encouragement) และนโยบายการบังคับ (Enforcement Policy) เพื่อให้สามารถเรียนรู้ควบคู่ปฏิบัติได้จริง
ขับเคลื่อน Triple Helix ความหวังใหม่ประเทศ
ศ.ดร.สุรินทร์ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า กรอบยุทธศาสตร์ Siam Silica Framework ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (กวช.) แล้ว รวมทั้งกำลังนำเสนอต่อคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งได้จัดตั้ง คณะอนุกรรมการด้านการยกระดับทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาเทคโนโลยี ขึ้น เพื่อขับเคลื่อนและพัฒนากำลังคนของประเทศให้สอดรับกับเศรษฐกิจยุคใหม่
ทั้งนี้ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนขนานไปกับคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงแห่งชาติ (บอร์ดเซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติ) ผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลาง (Hub) การผลิตชิปและอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน พร้อมผลักดันโครงการ “ชิปเมดอินไทยแลนด์” (Made-in-Thailand Chips) ให้สำเร็จภายในปี 2593
รวมทั้งการดำเนินงาน สอวช.ได้แบ่งกลไกออกเป็น 3 รูปแบบ คือ
- Existing รักษาและเพิ่มศักยภาพสิ่งที่มีอยู่เดิม
- Expand ขยายผลโปรแกรมเดิมให้กว้างขวางขึ้น
- New Propose สร้างกลไกใหม่ เช่น การตั้ง National Training Center การสนับสนุนทุนวิจัยรูปแบบใหม่ร่วมกับบอร์ด BOI และ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ในลักษณะร่วมลงทุนใน Startup
ทั้งนี้ นักเรียนทุนและนักวิจัยไทยในต่างประเทศเก่งๆ มีจำนวนมาก หลายคนได้รับการติดดาบติดโล่จากมหาวิทยาลัยระดับโลกอย่าง ASU หรือ Imperial College
"แต่พอเขากลับมาไทยในอดีต เขากลับไม่มี ‘มังกร’ ให้ปราบ มีแต่จิ้งจกเพราะไม่มีอุตสาหกรรมรองรับ แต่วันนี้ Siam Silica คือการสร้างมังกรตัวจริงในไทย ชวนเขากลับมาร่วมสร้างอนาคตประเทศ นี่ไม่ใช่แค่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่นี่คือ New Hope ของประเทศไทย” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าวทิ้งท้าย



