ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร สโรบล อาจารย์ประจำภาควิชานโยบายสังคม การพัฒนาสังคมและการพัฒนาชุมชน สาขาเชี่ยวชาญสวัสดิการผู้สูงอายุ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า การออกประกาศกรมกิจการผู้สูงอายุ เรื่องการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ พ.ศ. 2569 ซึ่งเผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษา ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามาดำเนินการจัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
ที่ผ่านมา อปท.หลายแห่งมีความกังวลเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ที่บางแห่งมองว่าโรงเรียนผู้สูงอายุอาจไม่ใช่ภารกิจโดยตรง และเกรงว่าหากดำเนินการไปแล้วจะถูกตรวจสอบหรือเรียกเงินคืน ขณะที่อีกหลายแห่งเห็นว่าการจัดบริการลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อผู้สูงอายุในพื้นที่
อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าท้องถิ่นจะสามารถเดินหน้าได้โดยไม่มีข้อจำกัด เพราะการจัดตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุต้องใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงกิจกรรมเป็นครั้งคราว รวมถึงต้องมีอาคารสถานที่ บุคลากร และระบบจัดกิจกรรมที่เหมาะสม ขณะที่งบประมาณของ อปท.จำนวนมากยังอยู่ในกรอบเดิม
นอกจากนี้ หากมีการกำหนดมาตรฐานโรงเรียนผู้สูงอายุให้สามารถประเมิน วัดผล และตรวจสอบได้ ก็จะกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่ท้องถิ่นต้องเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านทรัพยากรและศักยภาพของบุคลากร
ผศ. ดร.ณัฏฐพัชร กล่าวว่า ประกาศฉบับใหม่มีประโยชน์อย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่
หนึ่ง เปิดทางให้ อปท.ดำเนินการจัดโรงเรียนผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่ ลดความกังวลเรื่องอำนาจหน้าที่และการตรวจสอบ
สอง ช่วยให้ผู้สูงอายุเข้าถึงสิทธิตามมาตรา 11 (4) แห่ง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม และการรวมกลุ่มในลักษณะเครือข่ายหรือชุมชน
และ สาม เป็นกลไกหนึ่งในการเตรียมประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสมบูรณ์
แต่ด้วยทรัพยากรที่มีจำกัด อปท.ไม่สามารถทำทุกเรื่องได้พร้อมกัน จึงต้องวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุในแต่ละพื้นที่ให้ชัดเจน แล้วกำหนดว่าบริการใดควรเป็นภารกิจหลัก
ปัจจุบันจะเห็นว่าท้องถิ่นแต่ละแห่งมักมีบริการผู้สูงอายุที่โดดเด่นเพียงด้านใดด้านหนึ่ง เช่น โรงเรียนผู้สูงอายุ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิต หรือศูนย์ดูแลผู้สูงอายุระหว่างวัน (Day Care) แต่หากดำเนินการเพียงรูปแบบเดียวอาจไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้สูงอายุที่มีความซับซ้อนได้ทั้งหมด
ประกาศฉบับใหม่เป็นเพียงการวางกรอบ ไม่ได้หมายความว่า อปท.ทุกแห่งจะต้องตั้งโรงเรียนผู้สูงอายุ และการทำให้เกิดประสิทธิภาพต้องอาศัยศักยภาพของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังติดสังคม มีความเข้มแข็ง สามารถร่วมออกแบบกิจกรรม เดินทางด้วยตัวเอง หรือแม้แต่ร่วมรับผิดชอบค่าใช้บริการบางส่วนได้
ทั้งนี้ รูปแบบจากต่างประเทศหลายแห่งให้ความสำคัญกับการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ได้มองผู้สูงอายุเพียงในฐานะผู้รับบริการเท่านั้น
ขาด “คนดูแล” โจทย์ใหญ่กว่างบประมาณ
นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุด้วยว่า โจทย์ใหญ่ของระบบบริการทางสังคมสำหรับผู้สูงอายุไทยในเวลานี้ ไม่ได้มีเพียงเรื่องงบประมาณ แต่คือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ ทั้งพยาบาล นักจัดการดูแลผู้สูงอายุ (Care Manager) นักสังคมสงเคราะห์ และวิชาชีพอื่นๆ ที่จำเป็นต่อการดูแลผู้สูงอายุ
ปัญหานี้จะยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดในปี 2571 เพราะความต้องการบริการจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริการสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องอยู่ลำพังหรือเข้าสู่ภาวะพึ่งพิง เช่น บ้านพักดูแลผู้สูงอายุ
แม้ภาครัฐจะพยายามแก้ปัญหาด้วยการลงทุนฝึกทักษะอาสาสมัครและจิตอาสา เพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นอาชีพด้านการดูแลผู้สูงอายุ แต่สิ่งสำคัญที่ต้องทำควบคู่กันคือ การรักษาคนให้อยู่ในระบบ
“หากพัฒนาคนแล้วไม่สามารถทำให้เขาอยู่ในระบบต่อได้ ก็เท่ากับเสียงบประมาณในการพัฒนาคนโดยใช่เหตุ” นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าว พร้อมเสนอว่า รัฐต้องมีค่าตอบแทนและแรงจูงใจที่เหมาะสม เพื่อให้บุคลากรด้านการดูแลผู้สูงอายุสามารถยึดเป็นอาชีพได้อย่างมั่นคง
ห่วงกลุ่มผู้สูงอายุ “ซ่อนปัญหา”
อีกกลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือผู้สูงอายุที่ยังไม่เข้าสู่ภาวะพึ่งพิง แต่มีความเสี่ยงสูงและจำเป็นต้องได้รับการป้องกันล่วงหน้า เช่น ผู้สูงอายุที่มีภาวะหูหนวก ผู้ที่อยู่ในภาวะโดดเดี่ยว หรือมีภาวะซึมเศร้า
ปัญหาของคนกลุ่มนี้คือมักซ่อนเร้นและเข้าถึงได้ยาก ทำให้บริการทางสังคมที่เข้าไปดูแลยังมีไม่มากนัก หากปล่อยให้ปัญหาสะสม อาจนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงขึ้น เช่น การเสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยว หรือการละเลยไม่ดูแลอาการเจ็บป่วยของตนเอง
ดังนั้น นอกจากโรงเรียนผู้สูงอายุแล้ว ควรพัฒนากลไกเสริมให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งระบบค้นหาและเข้าถึงกลุ่มเสี่ยง รวมถึงศูนย์ให้คำปรึกษาและจัดการปัญหาด้านจิตใจ เพื่อไม่ให้การดูแลผู้สูงอายุหยุดอยู่เพียงการจัดกิจกรรม แต่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ระบบดูแลทางสังคมที่ครอบคลุมและยั่งยืนได้จริง



