“โรคติดเชื้อ” เป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตทั่วโลก และเป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตมากกว่า 8.22 ล้านรายในปี 2023 ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า 6 ใน 10 ของภัยคุกคามต่อสุขภาพโลกในปี 2019 มีความเกี่ยวข้องกับโรคติดเชื้อ และถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตรองจากโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
ขณะที่ ในปี 2024 มีผู้เสียชีวิตจากวัณโรค (TB) เพียงโรคเดียวถึง 1.23 ล้านราย ส่งผลให้ “วัณโรค” เป็นหนึ่งในความท้าทายด้านสาธารณสุขที่เร่งด่วนที่สุด และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งจากเชื้อก่อโรคชนิดเดี่ยว
ทั้งนี้ แม้จะมีความก้าวหน้าอย่างมากในการพัฒนาความเข้าใจ การวินิจฉัย และการรักษาโรคติดเชื้อ แต่ความสูญเสียทั้งในด้านชีวิตมนุษย์และทางเศรษฐกิจยังคงสูงจนนำตกใจ โรคติดเชื้อ 8 โรค ตั้งแต่ HIV ไป จนถึงโรคตับอักเสบ ก่อให้เกิดภาระทางเศรษฐกิจทั่วโลกสูงถึง 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปีสุขภาวะที่สูญเสียไป (Life Years Lost) มากกว่า 156 ล้านปี เฉพาะในปี 2016 เพียงปีเดียว
ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเผชิญกับการปะทะของภัยคุกคามด้านสาธารณสุข ตั้งแต่โรคประจำถิ่น เช่น HIV วัณโรค และมาลาเรีย ไปจนถึงไวรัสชนิดใหม่และไวรัสที่กลับมาระบาดซ้ำ เช่น ไข้เลือดออกและไข้หวัดนก 70% ของประชากรที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก อาศัยอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
ภูมิทัศน์ที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ทำให้ระบบสาธารณสุขจำเป็นต้องเปิดรับแนวทางใหม่ๆ ตั้งแต่การรับมือเชิงรับ ไปจนถึงการตรวจจับเชิงรุก รวมถึงการใช้โซลูซันที่ได้มาตรฐานและสามารถขยายขนาดการรองรับได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
ทั่วโลกพบผู้ป่วยวัณโรค ประมาณ 2.4 ล้านคน
วันนี้ (9 ก.ค.2569) บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ โรช ไดแอกโนสติกส์ เอเชียแปซิฟิก จัดงานประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคติดเชื้อ ครั้งที่ 2 (2nd Asia Pacific Inte rnational Roche Infectious Diseases Symposium: APAC IRIDS 2026) ภายใต้แนวคิด "Shifting Paradigms, Transforming Outcomes" เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านโรคติดเชื้อระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย และภาคีเครือข่ายจากภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยมุ่งเน้นบทบาทของการตรวจวินิจฉัยที่มีคุณภาพ การประยุกต์ใช้นวัตกรรม และการสร้างความร่วมมือในการยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุข
หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือ เวทีเสวนาสื่อมวลชนและนโยบายด้านการตรวจวินิจฉัยโรค (Diagnostics Media and Policy Forum) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับภูมิภาคได้หยิบยกประเด็น “วัณโรค" ขึ้นมาหารืออย่างเข้มข้น เนื่องจาก ปัจจุบันภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แบกรับภาระผู้ป่วยวัณโรครายใหม่มากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยทั่วโลก จึงเป็นภูมิภาคที่มีบทบาทสำคัญในการเร่งขับเคลื่อนการยุติวัณโรค แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกัน และรักษาให้หายขาดได้
จากข้อมูลล่าสุดพบว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 2.4 ล้านคน ที่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการรายงานเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งยังไม่ได้รับการรักษาและยังคงสามารถแพร่เชื้อในชุมชนได้ การเร่งค้นหาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพ จึงเป็นหัวใจสำคัญในการลดการแพร่เชื้อและเพิ่มโอกาสการรักษา
"โรคติดเชื้อ" ความท้าทายของเอเชียแปซิฟิก
“มิไฮ อีริเมสซู” กรรมการผู้จัดการ บริษัท โรช ไดแอกโนสติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคติดเชื้อยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทุกภาคส่วน ควบคู่กับการเข้าถึงเทคโนโลยีการวินิจฉัยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การจัดงาน APAC-IRIDS 2026 ในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของโรช ไดแอกโนสติกส์ ในการสร้างเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันยกระดับการดูแลผู้ป่วยและขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขของภูมิภาคให้ก้าวไปข้างหน้า
"พญ.ผลิน กมลวัทน์" นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค และผู้อำนวยการสำนักงานบริหารโครงการกองทุนโลก กล่าวว่า WHO ประมาณการว่าไทยมีอุบัติการณ์วัณโรคประมาณ 146 รายต่อประชากร 100,000 คน หรือคิดเป็นผู้ป่วยวัณโรคประมาณ 100,000 รายต่อปี แม้อุบัติการณ์มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่รวดเร็วเพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมาย End TB Strategy ซึ่งมุ่งลดอุบัติการณ์วัณโรคร้อยละ 80 และลดการเสียชีวิตจากวัณโรคร้อยละ 90 ภายในปี 2573
ดังนั้น การรับมือกับวัณโรคในประเทศไทยในยุคปัจจุบันจึงไม่ได้เป็นเพียงประเด็นด้านการรักษาเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่แม่นยำ การค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็ว
"แม้ว่าวัณโรคจะเป็นโรคที่สามารถป้องกันและรักษาให้หายขาดได้ แต่ประเทศไทยยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีภาระวัณโรคสูงขององค์การอนามัยโลก ซึ่งสะท้อนว่ายังมีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือเข้าสู่ระบบการรักษาได้ล่าช้า ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อในครอบครัว ชุมชน และสถานประกอบการ ดังนั้น การเร่งค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก การเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยที่รวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐาน ตลอดจนการเชื่อมโยงผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาโดยเร็ว จึงเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมวัณโรคในประเทศไทย” พญ.ผลิน กล่าว
ใช้เทคโนโลยี AI ค้นหาผู้ป่วย ยุติวัณโรค
นอกจากการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแล้ว ประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับ การค้นหาและรักษาการติดเชื้อ วัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เนื่องจากการรักษาการติดเชื้อระยะแฝงเป็นมาตรการสำคัญที่จะช่วยป้องกันการป่วยเป็นวัณโรคในอนาคต ลดจำนวนผู้ป่วยรายใหม่ และช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อได้อย่างยั่งยืน
ประเทศไทยจึงเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานควบคุมวัณโรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายการใช้เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุลตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาผู้ป่วย รวมถึงการสร้างความรอบรู้ด้านวัณโรคและลดการตีตราผู้ป่วย ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจรักษาได้รวดเร็ว และร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย ยุติวัณโรค (End TB) ตามกรอบขององค์การอนามัยโลกอย่างยั่งยืน
25% มีเชื้อวัณโรคระยะแฝง ไม่มีอาการ ไม่แพร่เชื้อ
ผู้เชี่ยวชาญด้านวัณโรคจากหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และประสบการณ์ในการขับเคลื่อนการควบคุมวัณโรค โดยมีข้อเสนอร่วมกันว่า การบรรลุเป้าหมาย "ยุติวัณโรค (End TB)" ตามยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลก (WHO) จำเป็นต้องดำเนินมาตรการอย่างครอบคลุม ทั้งการเร่งค้นหาและรักษาผู้ป่วยวัณโรคระยะป่วย ควบคู่กับการค้นหาและรักษาผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) เพื่อป้องกันการพัฒนาไปเป็นวัณโรคในอนาคต
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรโลกประมาณ 1 ใน 4 หรือราว 25% มีการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงโดยไม่มีอาการและไม่สามารถแพร่เชื้อได้ แต่ในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้สัมผัสร่วมบ้าน ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เด็กเล็ก และผู้ที่มีโรคประจำตัวบางชนิด มีความเสี่ยงสูงที่จะพัฒนาเป็นวัณโรคระยะป่วย หากสามารถค้นหาและให้การรักษาป้องกันได้อย่างครอบคลุม จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และตัดวงจรการแพร่กระจายของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ด้านการวินิจฉัย ผู้เชี่ยวชาญยังได้แลกเปลี่ยนความก้าวหน้าด้านการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent Tuberculosis Infection: LTBI) ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญของยุทธศาสตร์ End TB โดยปัจจุบัน นอกจากการทดสอบทางผิวหนังด้วยทูเบอร์คูลิน (Tuberculin Skin Test: TST) ที่ใช้มาอย่างยาวนานแล้ว ยังมีการนำการตรวจเลือดด้วยวิธี Interferon Gamma Release Assays (IGRAs) และการทดสอบทางผิวหนังที่ใช้แอนติเจนจำเพาะของเชื้อวัณโรค (TB antigen-based skin tests: TBSTs) มาใช้เพิ่มขึ้น เนื่องจากสามารถให้ความจำเพาะสูงกว่า TST โดยเฉพาะในประชากรที่เคยได้รับวัคซีน BCG และช่วยเพิ่มทางเลือกในการคัดกรองผู้ติดเชื้อระยะแฝงในบริบทที่แตกต่างกัน
แนะใช้วิธีตรวจที่เหมาะสมกับบริบทระบบบริการสุขภาพ
องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ประเทศต่าง ๆ เลือกใช้วิธีตรวจที่เหมาะสมกับบริบทของระบบบริการสุขภาพ กลุ่มเป้าหมาย และทรัพยากรที่มีอยู่ โดย IGRAs และ TBSTs ถือเป็นทางเลือกที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน สำหรับการตรวจหาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง
สำหรับการวินิจฉัยวัณโรคระยะป่วย ผู้เชี่ยวชาญเน้นย้ำถึงความสำคัญของการใช้ การตรวจวินิจฉัยระดับโมเลกุล (NAATs/PCR) เป็นการตรวจเบื้องต้นตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO - recommended Rapid Molecular Diagnostics: WRDs) เพื่อให้สามารถวินิจฉัยโรคและตรวจหาการดื้อยาได้อย่างรวดเร็ว ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก ลดการแพร่กระจายเชื้อ และเพิ่มโอกาสความสำเร็จของการรักษา โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่วัณโรคดื้อยายังคงเป็นความท้าทายสำคัญของหลายประเทศทั่วโลกซึ่งปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มนี้สูงถึง 2 ใน 3 ทั่วโลกยังตรวจไม่พบ ทำให้ได้รับการรักษาด้วยสูตรยามาตรฐานที่ไม่มีประสิทธิภาพ และเกิดการแพร่กระจายของเชื้อดื้อยาในชุมชนอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังเสนอให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ประโยชน์จากโครงสร้างพื้นฐานด้านห้องปฏิบัติการระดับโมเลกุลที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 มาประยุกต์ใช้ในการตรวจวินิจฉัยวัณโรค รวมถึงการพัฒนาระบบข้อมูลและการเฝ้าระวังทางดิจิทัลแบบเรียลไทม์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามสถานการณ์ การค้นหาผู้ป่วย และการควบคุมการแพร่กระจายของโรคอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน
แบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้วัณโรค
นอกเหนือจากการนำเสนอองค์ความรู้ทางวิชาการ ภายในงานยังเปิดเวทีสะท้อนมุมมองจากผู้มีประสบการณ์ตรง โดย จั๊ก – ชวิน จิตรสมบูรณ์ ศิลปิน นักร้อง นักดนตรี และตัวแทนผู้ป่วยวัณโรค ได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์การต่อสู้กับโรค ผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต ตลอดจนความสำคัญของการได้รับการวินิจฉัยและการรักษาอย่างทันท่วงที เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดการตีตราและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย และส่งเสริมให้ประชาชนเข้ารับการตรวจเมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการสงสัยวัณโรค
จั๊ก – ชวิน กล่าวว่า วันที่ทราบว่าตัวเองป่วยเป็นวัณโรค ยอมรับว่ารู้สึกตกใจและกังวล เพราะยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้อยู่มาก แต่เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วและเข้าสู่การรักษาอย่างถูกต้อง จึงมั่นใจว่า วัณโรคสามารถรักษาให้หายได้ หากตรวจพบเร็ว และรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่อยากฝากถึงทุกคนคือ อย่าปล่อยให้ความกลัวหรือการตีตราเป็นอุปสรรคต่อการเข้ารับการตรวจ เพราะการรู้เร็ว รักษาเร็ว ไม่เพียงช่วยให้ผู้ป่วยหายจากโรค แต่ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อและปกป้องคนที่เรารักได้อีกด้วย
การจัดงาน APAC IRIDS 2026 ในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการผลักดันความร่วมมือระหว่างผู้เชี่ยวชาญ บุคลากรทางการแพทย์ ผู้กำหนดนโยบาย ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการประยุกต์ใช้นวัตกรรมด้านการตรวจวินิจฉัยในการรับมือโรคติดเชื้อ โดยเฉพาะวัณโรค ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเพิ่มการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย การรักษาอย่างทันท่วงที และยกระดับผลลัพธ์ด้านสาธารณสุขของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในระยะยาว


