โรงพยาบาลเลิดสินประสบความสำเร็จในการนำหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดอัจฉริยะรุ่น “Versius Plus” มาร่วมปฏิบัติการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ (Gender Affirmation Surgery) จากชายเป็นหญิงเป็นเคสแรกในเอเชีย ยกระดับการแพทย์ไทยสู่สากลด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงผสมผสานเทคนิค Full Length peritoneal vaginoplasty ซึ่งเป็นเทคนิคที่คิดค้นและยอมรับในระดับสากล เข้ากับการใช้ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด (Robotic-Assisted Surgery)
ซึ่งนวัตกรรมนี้ช่วยให้แพทย์สามารถมองเห็นภาพในอุ้งเชิงกรานได้อย่างนิ่งและคมชัดสูง แยกแยะเนื้อเยื่อ (Dissect) ได้อย่างละเอียดแม่นยำ และแก้ปัญหาการเย็บเชื่อมในจุดที่เข้าถึงยากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในกลุ่มเคสแก้ไข (เคสแก้) หรือเคสที่มีพังผืดติดขัดในอุ้งเชิงกราน ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จและความพึงพอใจให้แก่คนไข้เป็นอย่างมาก
การผ่าตัดครั้ง นำโดย นพ.ธิติ เชาวนลิขิต ร่วมกับ นพ.ฐานันดร ฉัตรสุภางค์ พร้อมด้วยทีมแพทย์และพยาบาลโรงพยาบาลเลิดสิน โดยได้ร่วมกันประยุกต์ใช้เทคนิคขั้นสูง “Robotic Pedicled Peritoneal Flap Vaginoplasty” ซึ่งเป็นการนำเยื่อบุช่องท้อง (Peritoneum) มาสร้างเป็นผนังช่องคลอด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
'เลิดสิน'ตั้งเป้า TOP 3 รพ.รัฐเฉพาะทาง นำหุ่นยนต์ Modular ผ่าตัดสำเร็จ 19 ราย
'เลิดสิน' ปักหมุดผู้นำ ‘Precision Surgery' ผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ Modular ในไทย
ตั้ง 'ศูนย์ยืนยันเพศสภาพโรงพยาบาลเลิดสิน'
นพ.ธิติ เชาวนลิขิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า โรงพยาบาลเลิดสินมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการผ่าตัดศัลยกรรมตกแต่ง รวมถึงการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพมาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี เป็นสถาบันฝึกอบรมแพทย์ที่โรงพยาบาลอื่นๆ ส่งแพทย์ประจำบ้านมาศึกษาดูงาน หลังจากที่รัฐบาลมีนโยบายขับเคลื่อน “พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม” กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้การสนับสนุนโรงพยาบาลเลิดสินในการจัดตั้ง “ศูนย์ยืนยันเพศสภาพโรงพยาบาลเลิดสิน” (Lerdsin Gender Affirming Center)ให้บริการแบบครบวงจรสำหรับกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา
เป็นการขยายศักยภาพจากการเป็นสถาบันฝึกอบรม สู่การเป็นศูนย์กลาง (Hub) ทางการแพทย์ด้านการยืนยันเพศสภาพอย่างครบวงจร เปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการดูแลรักษาและศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และเท่าเทียมในระบบสาธารณสุขของรัฐ
“จากที่รัฐบาลมีนโยบายของภาครัฐส่งเสริมความหลากหลายทางเพศ มี พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ส่งผลให้กลุ่มคนข้ามเพศเข้ามาใช้บริการศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพ (Gender Affirming Surgery) ในโรงพยาบาลมากขึ้น ข้อมูลจากโรงพยาบาลเลิดสินระบุว่า ปัจจุบันมีตัวเลขผู้เข้ารับการผ่าตัดเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเกือบ 30 ราย และขยายตัวเพิ่มขึ้นถึงปีละ 50-60 ราย โดยในปัจจุบันยังมีคิวคนไข้ที่รอคอยการผ่าตัดยาวนานกว่า 1 ปี โรงพยาบาลจึงได้ให้การสนับสนุนเพิ่มจำนวนห้องผ่าตัดเฉพาะทาง เพื่อให้คนเข้าถึงบริการ”
"สหวิชาชีพ’คัดกรองป้องกัน ‘Fluidity’
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โรงพยาบาลเลิดสิน อธิบายว่ากระบวนการศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพจะใช้โมเดลการดูแลผ่านทีมสหวิชาชีพ โดยคนไข้จะต้องผ่านการประเมินทางจิตวิทยาและจิตเวชอย่างน้อย 6 เดือน เพื่อวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางเพศ ความต้องการที่แท้จริง และความพร้อมทางจิตใจ เพื่อป้องกันภาวะ “Fluidity” หรือภาวะความเลื่อนไหลทางเพศสภาพที่คนไข้อาจเปลี่ยนใจในภายหลัง เนื่องจากการผ่าตัดอวัยวะเพศช่วงล่างเป็นสิ่งที่ไม่สามารถย้อนกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ (Irreversible) โดยเกณฑ์ตามกฎหมายไทยกำหนดให้ผู้รับบริการต้องมีอายุ 18 ปีขึ้นไป (อายุ 18-20 ปีต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง)
ในแง่ของความก้าวหน้าทางการแพทย์ ศูนย์ยืนยันเพศสภาพฯ โรงพยาบาลเลิดสิน ถือเป็นศูนย์ฝึกอบรม (Training) และให้คำปรึกษาของกระทรวงสาธารณสุขที่สามารถทำการผ่าตัดได้ครบทุกเทคนิคในปัจจุบัน เพื่อศึกษาวิจัยความแตกต่างของสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดใหม่ รวมถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคและเชื้อโรคในแต่ละเทคนิค
3 เทคนิคการผ่าตัดจากชายเป็นหญิง
นพ.ธิติ อธิบายเทคนิคการผ่าตัดชายเป็นหญิง ว่ามีอยู่ด้วยกัน 3 เทคนิคประกอบด้วย เทคนิคการใช้ผิวหนัง (Skin Graft) ใช้เนื้อเยื่อของคนไข้เอง เทคนิคการใช้ลำไส้ใหญ่ (Colon) มีความยืดหยุ่น และมีเมือกธรรมชาติเทคนิคการใช้เยื่อบุช่องท้อง (Peritoneal Flap) มีความยืดหยุ่นสูงเหมือนผู้หญิงให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ในกรณีคนไข้ที่มีภาวะอ้วนและขั้วลำไส้สั้น ศัลยแพทย์จะนำ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด เข้ามาช่วยให้การผ่าตัดในจุดลึกและแคบ ทำให้การเชื่อมต่อเนื้อเยื่อภายในช่องท้องมีความแม่นยำและปลอดภัย ซึ่งการผ่าตัดจากหญิงเป็นชายนั้น ส่วนใหญ่คนไข้จะเน้นการตัดหน้าอกออกเป็นหลัก
“การจัดตั้ง“ศูนย์ยืนยันเพศสภาพโรงพยาบาลเลิดสิน” จึงไม่ได้เป็นเพียงการทำศัลยกรรมเพื่อความสวยงาม แต่เป็นการเยียวยา “จิตใจที่ไม่สอดคล้องกับร่างกาย” ให้ผู้รับบริการสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานการสาธารณสุขไทยที่พร้อมรองรับความเท่าเทียมในสังคมอย่างแท้จริง”
ผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ 60-70 เคสต่อเดือน
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าทั่วประเทศไทยมีเคสผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน อยู่ที่ประมาณ 60 - 70 เคสต่อเดือน
ค่าบริการเฉลี่ยในโรงพยาบาลรัฐอยู่ที่ประมาณ 200,000 - 300,000 บาท มาจากปัจจัยธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ Medical Tourism โดยเฉพาะด้านการศัลยกรรมความงามและการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพในไทย มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้สูง เนื่องจากเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก World Destination ที่มีชื่อเสียงด้าน Gender Surgery กลุ่มตลาดต่างชาติจะมีตั้งแต่ จีน อเมริกัน หรือแถบตะวันออกกลาง
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ โรงพยาบาลเลิดสิน มองว่าโอกาสและการเติบโตของการให้บริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ ว่าหากมีความร่วมมือระหว่างประเทศ จับมือกับองค์กรหรือ NGO ในต่างประเทศ เช่น ประเทศอินโดนีเซีย หรือประเทศอินเดียที่มีสิทธิการรักษาฟรีในรพ.รัฐแต่ขาดแคลนแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อทำแพ็กเกจการรักษาร่วมกัน จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการที่ได้มาตรฐานและเป็นการสร้างชื่อเสียงให้แก่ระบบสาธารณสุขไทยในเวทีสากลได้อีกทางหนึ่ง
ด้าน นพ.ฐานันดร ฉัตรสุภางค์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ เสริมว่า หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดแบบ Modular รุ่น CMR Surgical-Versius Plus เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ศัลยแพทย์สามารถเข้าถึงอวัยวะภายในผ่านแผลขนาดเล็ก (Minimal Invasive) ตัวเทคโนโลยีช่วยเพิ่มความละเอียด แม่นยำ และลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อโดยรอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ตอกย้ำศักยภาพของหุ่นยนต์ Versius Plus ในการรองรับการผ่าตัดเฉพาะทางที่มีความซับซ้อนสูงเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงขีดความสามารถของทีมแพทย์ไทยในการประยุกต์ใช้เทคนิคการรักษาขั้นสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วย พร้อมทั้งสนับสนุนบทบาทของประเทศไทยในการขับเคลื่อนสู่การเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการแพทย์เฉพาะทางระดับนานาชาติ
ยกระดับดูแลคัดกรองมะเร็งและโรคติดต่อ
นพ.ธิติ ยังกล่าวด้วยว่า ในการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพยังต้องมีการดูแลสุขภาพระยะยาวของผู้รับการผ่าตัด โดยทำงานวิจัยร่วมกันระหว่างโรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลศิริราช และโรงพยาบาลบางรัก เพื่อศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมภายในช่องคลอดเทียม
พบว่าผู้ที่ผ่าตัดยังคงมีความเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น ซิฟิลิส (Syphilis) หนองในเทียม เริม และหูดหงอนไก่ รวมถึงมีโอกาสความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหรือไม่ ซึ่งจะแปรผันตามประเภทของเนื้อเยื่อต้นทางที่นำมาใช้ เช่น หากใช้ลำไส้ทำช่องคลอด ก็จะมีโอกาสเกิดมะเร็งลำไส้ในจุดดังกล่าวหรือไม่อย่างไร
ปัจจุบัน ทีมแพทย์ไทยกำลังเร่งศึกษาวิจัยเพื่อวางแนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็ง (Cancer Screening) ที่เหมาะสม เนื่องจากอวัยวะที่สร้างใหม่มีความลึกและลักษณะทางกายวิภาคที่ต่างจากสตรีโดยกำเนิด พร้อมทั้งมีการพัฒนาเครื่องมือแพทย์ใหม่ๆ ในประเทศไทยเพื่อใช้สำหรับการตรวจภายในช่องคลอดเทียมโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าคนไข้จะได้รับการดูแลสุขภาพในระยะยาวอย่างปลอดภัย รวมถึงการให้ความรู้เรื่องการรับฮอร์โมนอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันภาวะกระดูกพรุนและอาการคล้ายวัยทอง


