ในยุคที่บุคลากรการแพทย์งานล้นมือ จากการขาดแคลนแรงงาน และปัจจัยอื่นๆ การปรับใช้เทคโนโลยีเอไอในอุปกรณ์การแพทย์ ถือเป็น ‘ตัวช่วยสำคัญ’ ที่ลดภาระบุคลากรและทำให้การดูแลผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปัจจุบันปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เข้ามามีบทบาทในการทำงานเกือบทุกอุตสาหกรรม ทั้งภาคการผลิต การบริการ ไปจนถึงการทำงานของบุคลากรการแพทย์ แม้หลายภาคส่วนจะแสดงความกังวลในการปรับใช้เอไอกับการทำงาน แต่ในการแพทย์นั้น เอไอคือเครื่องที่ช่วยลดภาระของบุคลากรและทำให้การดูแลผู้ป่วยครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
สเตฟานี ซีเวอร์ส กรรมการผู้จัดการใหญ่ ฟิลิปส์ เอเชียแปซิฟิก (APAC) กล่าวถึงความสำคัญที่ต้องประยุกต์ใช้เอไอในเครื่องมือการแพทย์ ในงานสัมมนา Philips APAC Innovation Summit ในสิงคโปร์เมื่อวันที่ 29 เม.ย. โดยชี้ว่า ผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ประสบปัญหาความล่าช้าในการพบแพทย์เฉพาะทาง โดยเฉลี่ยต้องรอนานถึง 47 วัน ในขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ต้องเสียเวลาเฉลี่ย 23 วันต่อปี ในการพยายามเชื่อมต่อและเชื่อมโยงข้อมูลการรักษา ซึ่งบางรายการเข้าถึงข้อมูลได้ยาก และมีคาดการณ์ด้วยว่าภายในปี 2030 จะเกิดภาวะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ถึง 10 ล้านคนทั่วโลก และในภูมิภาค APAC เสี่ยงขาดแคลนแพทย์ราว 1 ใน 4 ของยอดคาดการณ์ดังกล่าว
นพ. ลุค เทย์ เซียน ซุง (ดร.เทย์) ที่ปรึกษาอาวุโส และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมหลอดเลือด ผู้อำนวยการฝ่ายคลินิก หน่วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางคลินิก ศูนย์ Discovery & Future Health โรงพยาบาล Singapore General Hospital ได้เล่าถึงประสบการณ์ทำงานของบุคลากรการแพทย์ในยุคปัจจุบันที่ยังคงมีงานล้น เนื่องมาจากบุคลากรการแพทย์มีจำกัด แต่การมีเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยมากขึ้นนั้นช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง
ดร.เทย์ กล่าวว่า แพทย์ประจำบ้านต้องผ่าตัดและดูแลผู้ป่วยในหน่วยดูแลผู้ป่วยวิกฤติปานกลางราว 40 คน จากพื้นที่ห้องดูแล 2 ชั้น และต้องดูแลแม้กระทั่งเวลาหลังเที่ยงคืน ผู้ป่วยบางรายจะติดเครื่องมือแพทย์เพื่อติดตามอาการต่างๆ มากน้อยต่างกันไป ทว่าสิ่งที่ทำให้แพทย์เหนื่อยล้ามากขึ้นไปอีก คือเสียงเตือนของเครื่องวัดสัญญาณชีพและเครื่องวัดระดับสุขภาพต่างๆ บางครั้งอาจทำให้เจ้าหน้าที่คุ้นชินและเมินเฉยต่อเสียงเหล่านั้นไปโดยปริยาย ทำให้บางครั้งพลาดการติดตามข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยเมื่อพวกเขาอยู่ในอาการวิกฤติ ซึ่งเสี่ยงทำให้รักษาอาการวิกฤติล่าช้า
นวัตกรรมขั้นต้นช่วยลดภาระงาน
นพ. เทย์ มองว่า การมีเทคโนโลยีการแพทย์ที่ล้ำสมัยในโรงพยาบาลถือว่ามีความสำคัญมากในยุคนี้ เพราะเทคโนโลยีจะสามารถช่วยแบ่งเบาภาระการประมวลผลข้อมูลอาการผู้ป่วยได้รวดเร็วขึ้น ลดความเหนื่อยล้าของบุคลากร และทำให้แพทย์มีเวลาสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่สำคัญของผู้ป่วยแต่ละราย และอาจช่วยให้ทราบข้อมูลเชิงลึกขึ้น เพื่อพยากรณ์โรคได้ตรงจุดมากขึ้นไปอีก
ตัวอย่างนวัตกรรมขั้นต้นที่ช่วยลดภาระบุคลากรทั้งพยาบาลและแพทย์ เช่น เครื่องวัดสัญญาณชีพที่ผสานเทคโนโลยีเอไอเข้ากับแพลตฟอร์มเปิด ซึ่งจะเชื่อมต่อข้อมูลจากเครื่องมอนิเตอร์ข้างเตียงผู้ป่วย ศูนย์ควบคุมส่วนกลาง ระบบเอ็นเตอร์ไพรส์ และเทคโนโลยีจากผู้ให้บริการรายอื่นๆ เข้าด้วยกัน ช่วยลดภาระในการติดตามอาการผู้ป่วย เพราะทำให้บุคลากรเห็นภาพรวมข้อมูลผู้ป่วยได้ในจุดเดียว
นวัตกรรมดังกล่าวยังมีทางเลือกให้ปรับลดเสียงรบกวน และสามารถตั้งค่าให้ส่งสัญญาณเตือนที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและผู้ดูแลเท่านั้นได้ด้วย ซึ่งจะช่วยลดอาการเหนื่อยล้าของบุคลากรการแพทย์จากเสียงเตือนของเครื่องมอนิเตอร์ต่างๆ ได้
นอกจากนี้ยังมีการบันทึกข้อมูลย้อนหลังในระยะ 30 นาที 1 ชั่วโมง และมากถึง 4 ชั่วโมงด้วย เพื่อให้แพทย์สามารถวิเคราะห์การรักษาและอาการป่วยต่างๆ ที่เกิดขึ้น และตัดสินใจรักษาผู้ป่วยได้แม่นยำมากขึ้น ทั้งยังลดภาระของพยาบาลในการติดตามข้อมูลที่ไม่จำเป็น และนวัตกรรมดังกล่าวสามารถปรับใช้ได้ตั้งแต่การติดตามสัญญาณชีพผู้ป่วยในแผนกฉุกเฉินไปจนถึงแผนกผู้ป่วยวิกฤติ
ศ.ดร. ออเรล เค. เฉียน
ด้าน ศ.ดร. ออเรล เค. เฉียน คณะกรรมการ HIMSS ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อดีตที่ปรึกษาเจ้าหน้าที่สารสนเทศ (CIO) โรงพยาบาล Zhongshan มหาวิทยาลัย Fudan ประเทศจีน ได้ย้ำถึงความสำคัญของนวัตกรรมเครื่องติดตามสัญญาณชีพยุคใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีเอไอว่า สามารถช่วยบุคลากรการแพทย์เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ลดเวลาจัดการข้อมูลของผู้ป่วย และทำให้บุคลากรมีเวลาดูแลผู้ป่วยได้มากขึ้นจริง
ดร.เฉียนได้ยกตัวอย่างการใช้เทคโนโลยี Remote Patient Monitoring (RPM) เทคโนโลยีติดตามอาการผู้ป่วยแบบต่อเนื่องและเรียลไทม์จากระยะไกล เช่น อุปกรณ์สวมข้อมือคล้ายนาฬิกา ที่สามารถตรวจวัดอาการต่างๆ ของผู้ป่วยได้ อาทิ การวัดสัญญาณชีพ การวัดระดับน้ำตาลในเลือด และการเแจ้งเตือนไปยังแพลตฟอร์มกลางเมื่อผู้ป่วยที่สวมสายรัดข้อมือเกิดหกล้ม ซึ่งในความเป็นจริงแล้วยังมีอุปกรณ์สวมใส่แบบอื่นๆ ที่ใช้งานต่างกันไปอีกด้วย
จากการทำงานร่วมกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจีน ดร.เฉียน ยืนยันว่า การสวมใส่อุปกรณ์เหล่านั้นช่วยลดความผิดพลาดในการรักษา และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรการแพทย์ได้
AI Hallucination ระวังข้อมูลเท็จ
ดร.เทย์ มองว่า แม้นวัตกรรมการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีเอไอเหล่านี้มีประโยชน์ แต่สิ่งที่สำคัญคือ การจะนำเทคโนโลยีเหลานี้มาใช้ ต้องมั่นใจว่ามีความถูกต้องของข้อมูลที่มาจากเอไอ และต้องมั่นใจว่าโมเดลเอไอในอุปกรณ์สามารถปรับใช้ได้กับผู้ป่วยท้องถิ่นที่มีเงื่อนไขทางร่างกาย สุขภาพ และอาการป่วยที่แตกต่างกันได้ ทั้งยังต้องระวังเรื่อง AI Hallucination หรือ ปรากฏการณ์ที่เอไอ สร้างข้อมูลเท็จหรือผิดพลาด
ด้านสเตฟานี กล่าวว่า การปรับใช้เอไอในเทคโนโลยีการแพทย์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยและคุณภาพของอุปกรณ์ เพื่อป้องกันข้อมูลที่ไม่ถูกต้องของเอไอ เช่น เทคโนโลยีวินิจฉัยด้านรังสีวิทยาจะมีการแสดงข้อมูลเปรียบเทียบระหว่างภาพฉายรังสีต้นฉบับ และภาพที่เสริมประสิทธิภาพการวิเคราะห์ด้วยเอไอเสมอ
“ความปลอดภัยของผู้ป่วยคือสิ่งสำคัญที่สุด และเป็นพื้นฐานที่ต้องคำนึงถึง เราจะไม่ละเลยเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย” สเตฟานีย้ำถึงหลักปฏิบัติในการผลิตเทคโนโลยีการแพทย์
ทั้งนี้ การผลิตเทคโนโลยีการแพทย์ยังต้องคำนึงถึงกฎระเบียบในท้องถิ่นเกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีการแพทย์ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ผู้ผลิตต้องทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ต้องทุ่มเทในด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) โดยเฉพาะกับโรงพยาบาลท้องถิ่น
สเตฟานี เผยว่า ความร่วมมือด้านงานวิจัยถือเป็นงานสำคัญของฟิลิปส์ และฟิลิปส์เองก็มีข้อตกลงด้านการวิจัยกับโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงในไทย โดยจะมีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและทำข้อตกลงร่วมกันในการดำเนินโครงการต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ มากมายเช่นกัน และด้วยประเทศไทยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค ฟิลิปส์เองก็เห็นถึงความต้องการนวัตกรรมการแพทย์ในไทยมากขึ้นด้วย
ช่วยผู้ป่วยพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงการรักษา
สำหรับประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำจากการใช้เอไอในการแพทย์นั้น สเตฟานี มองว่าการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล หรือพื้นที่ขาดแคลนบุคลากร มากกว่าจะสร้างความเหลื่อมล้ำ และช่วยพัฒนาโซลูชันส์ทางการแพทย์ได้รวดเร็วขึ้น
ด้าน นพ.เทย์ จากสิงคโปร์คาดหวังว่าจะมีนวัตกรรมที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงต่อแนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคต่างๆ และต่อบุคลากรที่ดูแลผู้ป่วยด้วย และเสริมว่า แม้ในปัจจุบันมีการนำเอไอมาใช้ในหลายส่วนของการรักษา เช่น เครื่องอัลตราซาวน์ แต่สิ่งที่สำคัญสำหรับอนาคต คือ “การที่ระบบนิเวศทางการแพทย์ปกป้องผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น โดยเรียนรู้จากปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และผู้ป่วยสามารถไว้วางใจในระบบการรักษาที่ปรับใช้เทคโนโลยีเหล่านั้นได้อย่างเต็มที่”

