วันที่อุณหภูมิพุ่งสูงจนทะลุ 40 องศาเซลเซียส หลายคนอาจกังวลเพียงแค่เรื่องผิวไหม้แดด ภาวะขาดน้ำ หรือโรคลมแดด (Heatstroke) แต่ภัยเงียบจากภาวะโลกร้อนที่กำลังคุกคาม อาจ "ลึกซึ้ง" และ "ใกล้ตัว" กว่าที่คิด โดยเฉพาะบนตัวเลขของเครื่องชั่งน้ำหนักและรอบเอว
งานวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสารระดับโลกอย่าง Cell ได้เปิดเผยกลไกที่น่าทึ่งว่า ความร้อนเรื้อรังจากสภาพอากาศสามารถเข้าไป "รีเซ็ต" ระบบการทำงานในร่างกายได้ โดยมีจุดเริ่มต้นจากเซลล์ผิวหนังที่ส่งสัญญาณข้ามระบบไปยังสมองส่วนควบคุมพลังงาน สั่งการให้ร่างกายกักเก็บไขมันและลดการเผาผลาญลงโดยไม่รู้ตัว
เปรียบเสมือนปฏิกิริยาลูกโซ่ที่เปลี่ยนจาก "อากาศร้อน" กลายเป็น "ภาวะอ้วน" และโรคระบบเผาผลาญอื่นๆ ตามมา แต่ ทีมนักวิจัยยังได้ค้นพบ "กุญแจสำคัญ" อย่าง วิตามินเอ ที่อาจเป็นตัวช่วยสำคัญในการยับยั้งวงจรความอ้วนจากความร้อนได้
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักวิจัยอาวุโส กลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค :BIOTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หยิบยกงานวิจัยล่าสุด เรื่อง “A skin-hypothalamus axis couples heat stress and metabolic dysfunction” ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cell มาอธิบายเรื่อง “โลกร้อนทำให้อ้วนขึ้นได้อย่างไร?”ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว
ระบุว่า งานวิจัยชิ้นนี้ ได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าสนใจว่า ความร้อนสะสมจากสภาพอากาศสามารถส่งผลให้ระบบเผาผลาญของร่างกายทำงานผิดปกติและทำให้เราอ้วนขึ้นได้ในระยะยาว งานวิจัยชิ้นใหม่นี้ได้ไขปริศนาว่าความร้อนภายนอกร่างกายสามารถส่งผลลึกซึ้งถึงระดับเซลล์สมองได้อย่างไร และที่สำคัญคือเราอาจมีวิธีรับมือง่ายๆด้วยการใช้วิตามินเอ
กระบวนการนี้เริ่มต้นที่ผิวหนัง เมื่อร่างกายสัมผัสกับอุณหภูมิที่สูงกว่าระดับปกติอย่างต่อเนื่อง เซลล์ผิวหนังชั้นนอกสุดที่เรียกว่าเคราติโนไซต์ (Keratinocytes) จะตอบสนองด้วยการผลิตโปรตีนชื่อ KLK14 (Kallikrein-related peptidase 14) เพิ่มขึ้น
ส่งผลลึกซึ้งถึงสมอง
การผลิตโปรตีนชนิดนี้จะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญกับความร้อนในระดับที่สูงพอ เช่น ที่อุณหภูมิ 37 องศาเซลเซียส โปรตีน KLK14 จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดและเดินทางไปยังสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายและสมดุลพลังงาน การที่สารจากผิวหนังสามารถส่งสัญญาณข้ามไปยังระบบประสาทส่วนกลางได้นี้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงระบบการเผาผลาญไขมันของร่างกาย
เมื่อโปรตีน KLK14 เข้าสู่สมองส่วนไฮโปทาลามัส ก็จะจับกับตัวรับเฉพาะบนผิวเซลล์เกลียชนิดหนึ่งที่เรียกว่า LRRC7+ Astrocytes การจับกันนี้จะกระตุ้นให้เกิดการปรับเปลี่ยนการทำงานของยีนภายในเซลล์ ทำให้เซลล์จดจำสภาวะความร้อนที่เกิดขึ้นได้ยาวนานหลายสัปดาห์ การจดจำระดับเซลล์นี้ส่งผลให้แอสโทรไซต์สร้างและปล่อยสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งที่เรียกว่ากาบา (GABA) ออกมามากขึ้น
กระบวนการสลายไขมันทำงานได้น้อย
สารกาบาจะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาทออกซิโทซิน (OXT neurons) ที่อยู่ติดกัน ซึ่งตามปกติเซลล์ประสาทกลุ่มนี้จะส่งสัญญาณไปยังเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อสั่งการให้เกิดการสลายไขมัน เมื่อเซลล์ประสาทถูกยับยั้ง ระดับการกระตุ้นที่เนื้อเยื่อไขมันจึงลดลง ส่งผลให้กระบวนการสลายไขมันทำงานได้น้อยลง
ร่างกายจึงมีอัตราการใช้พลังงานที่ต่ำลงและเกิดการสะสมของไขมันในช่องท้องมากขึ้น หากบุคคลนั้นรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงร่วมด้วย จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง และภาวะดื้อต่ออินซูลิน
วิตามินเอ ช่วยบรรเทา
การศึกษานี้ยังพบวิธีการบรรเทาผลกระทบดังกล่าวด้วยการใช้ “วิตามินเอ” ในสภาวะที่ร่างกายเผชิญความร้อน ระดับวิตามินเอในผิวหนังจะลดลง การเสริมวิตามินเอจะช่วยรักษาสมดุลของเซลล์ผิวหนังและลดการผลิตโปรตีน KLK14
ทีมวิจัยได้ทดสอบประสิทธิภาพของวิตามินเอทั้งในสัตว์ทดลองและในมนุษย์ โดยในมนุษย์ได้ทำการศึกษาแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมในกลุ่มพนักงานส่งอาหารที่ต้องทำงานกลางแจ้งในช่วงฤดูร้อน ผู้เข้าร่วมการทดลองได้รับวิตามินเอในปริมาณ 5,000 หน่วยสากล (IU) ต่อวันอย่างต่อเนื่อง
ผลการตรวจวัดทางคลินิก พบว่า
- กลุ่มที่ได้รับวิตามินเอมีระดับโปรตีน KLK14 ในเลือดต่ำกว่า และมีอัตราการเพิ่มขึ้นของดัชนีมวลกาย (BMI) ขนาดรอบเอว และพื้นที่ไขมันในช่องท้องน้อยกว่ากลุ่มที่ได้รับยาหลอกอย่างมีนัยสำคัญ
- กลุ่มที่ได้รับวิตามินเอยังมีระดับอินซูลินขณะอดอาหารและค่าบ่งชี้ภาวะดื้อต่ออินซูลิน (HOMA-IR) ที่ดีกว่า
ข้อมูลเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าการเสริมวิตามินเอสามารถช่วยลดผลกระทบทางระบบเผาผลาญที่เกิดจากการสัมผัสความร้อนเรื้อรังได้
"การค้นพบนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เข้าใจถึงความเชื่อมโยงอันซับซ้อนระหว่างสภาพแวดล้อม ผิวหนัง และสมอง แต่ยังตอกย้ำให้เห็นว่า ภาวะโลกร้อนกำลังคุกคามสุขภาพในมิติที่ลึกซึ้งกว่าที่เคยคาดคิด แม้ว่าเราอาจจะหลีกเลี่ยงสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวได้ยากในยุคปัจจุบัน แต่การดูแลสุขภาพผิวและการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเออย่างเพียงพอ อาจเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ช่วยรักษาสมดุลของระบบเผาผลาญ"

