ช่วงอากาศร้อนที่อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้น ไม่ได้นำมาเพียงความรู้สึกอบอ้าว ไม่สบายตัวเท่านั้น แต่ยังเป็นปัจจัยเร่งการเจริญเติบโตของเชื้อก่อโรคหลายชนิด ทำให้โรคติดเชื้อกลายเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะโรคทางเดินอาหาร โรคผิวหนัง และความผิดปกติจากความร้อน
ทั้งนี้ สถานการณ์ผู้ป่วยโรคที่เกี่ยวข้องกับสภาพอากาศร้อนในประเทศไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะโรคลมร้อน (Heat Stroke) และโรคทางเดินอาหาร โดยมีรายละเอียดสถิติดังนี้ ข้อมูลล่าสุดปี 2569 จากการตรวจสอบข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (Digital Disease Surveillance: DDS) พบว่า
- โรคลมร้อน (Heat Stroke): ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 36 ราย ทั่วประเทศ
- โรคอาหารเป็นพิษ: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 39,233 ราย
- โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน: ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 274,151 ราย เสียชีวิต 2 ราย
ฉะนั้น การทำความเข้าใจกลไกการเกิดโรค สัญญาณเตือนที่อันตราย และวิธีป้องกันอย่างถูกต้องตามหลักการแพทย์ จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนก้าวผ่านฤดูร้อนนี้ไปได้อย่างปลอดภัยและมีสุขภาพที่ดี
ทำความรู้จักโรคติดเชื้อที่มากับหน้าร้อน
รศ. ดร. นพ.นพพร อภิวัฒนากุล สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายผ่านบทความหน้าเว็บไซต์ “Rama Channel” ว่าเมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และการเจริญเติบโตของจุลชีพ อุณหภูมิที่สูงขึ้นเอื้อให้เชื้อโรคหลายชนิดฟักตัวและเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ความเสี่ยงในการเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
กลไกการแพร่กระจายของเชื้อโรค
สภาพอากาศที่ร้อนและอบอ้าวเป็นสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการแบ่งตัวของเชื้อแบคทีเรียในอาหาร นอกจากนี้ ความร้อนยังทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติระเหยหรือแห้งขอด ส่งผลให้ปริมาณเชื้อโรคต่อหยดน้ำมีความเข้มข้นมากขึ้น เมื่อคนเรานำน้ำมากินหรือใช้ล้างวัตถุดิบโดยไม่ผ่านการฆ่าเชื้อที่ถูกวิธี จึงเกิดการรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เชื้อแบคทีเรียและเชื้อราก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาวะที่ร่างกายมีเหงื่อสะสมและเกิดความอับชื้นจากเสื้อผ้าที่ระบายอากาศไม่ดี
กลุ่มเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอาการแทรกซ้อนเป็นพิเศษ
แม้โรคติดเชื้อหน้าร้อนจะเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่มีประชากรบางกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง ได้แก่
- เด็กเล็กและทารก มีระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และร่างกายสูญเสียน้ำได้เร็วและมากกว่าผู้ใหญ่
- ผู้สูงอายุ มักมีการตอบสนองต่อความกระหายน้ำลดลง ทำให้เสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำโดยไม่รู้ตัว
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ อาจมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงเมื่อเกิดการติดเชื้อ
- ผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้งเป็นเวลานาน เสี่ยงต่อการรับเชื้อจากสิ่งแวดล้อมและมีความเสี่ยงสูงต่อโรคลมแดด
- โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำที่พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน
- โรคติดต่อทางเดินอาหารและน้ำที่พบบ่อยในช่วงฤดูร้อน
"โรคยอดฮิตอันดับต้น ๆ ในช่วงฤดูร้อนมักพบได้บ่อยคือความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากการกินอาหารและน้ำดื่มที่มีเชื้อโรคหรือสารพิษปะปนอยู่"
อหิวาตกโรคและท้องร่วงรุนแรงจากการปนเปื้อนในอาหาร
อหิวาตกโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ปนเปื้อนในอาหารหรือน้ำดื่ม อาการเด่นชัดคือการถ่ายเหลวเป็นน้ำซาวข้าวปริมาณมากและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง บางรายอาจมีอาการอาเจียนร่วมด้วย หากไม่ได้รับการรักษาและทดแทนสารน้ำอย่างทันท่วงที อาจทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่อย่างรุนแรง นำไปสู่ภาวะช็อก ไตวาย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง ในปัจจุบันพบโรคนี้น้อยลง
อาหารเป็นพิษภัยเงียบจากเชื้อแบคทีเรียที่เติบโตเร็ว
อากาศที่ร้อนอบอ้าวทำให้อาหารบูดเสียได้เร็วกว่าปกติ เชื้อแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วในเวลาอันสั้นเมื่อตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ผู้ป่วยมักมีอาการปวดบิดในช่องท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และถ่ายเหลว ซึ่งมักเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษที่เชื้อแบคทีเรียสร้างขึ้น
โรคตับอักเสบชนิดเออันตรายจากการกินของดิบ
โรคตับอักเสบชนิดเอเป็นโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร โดยเฉพาะการกินอาหารทะเลที่ปรุงสุก ๆ ดิบ ๆ เช่น หอยนางรม หอยแครง หรือผักผลไม้สดที่ล้างทำความสะอาดไม่เพียงพอ อาการเริ่มแรกจะคล้ายไข้หวัด มีไข้ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตามมาด้วยอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม และปวดบริเวณชายโครงขวา โรคนี้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยการรักษาสุขอนามัยและฉีดวัคซีนป้องกัน
โรคติดเชื้อผิวหนังจากความอับชื้น
ไม่ใช่แค่เรื่องอาหารการกิน แต่อุณหภูมิที่สูงขึ้นและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยยังส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจและสุขภาพผิวหนังของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ไข้หวัดแดด แตกต่างไข้หวัดธรรมดากับภาวะเพลียแดด
ไข้หวัดแดดมักเกิดจากการที่ร่างกายปรับตัวไม่ทันเมื่อต้องเผชิญกับการเปลี่ยนอุณหภูมิอย่างฉับพลัน เช่น การเดินจากอากาศร้อนจัดกลางแจ้งเข้ามาในห้องแอร์ที่เย็นจัด ผู้ป่วยอาจมีอาการของไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว แต่จะไม่มีอาการคัดจมูก เจ็บคอ หรือน้ำมูกไหลมากเหมือนไข้หวัดที่เกิดจากเชื้อไวรัสโดยตรง การพักผ่อนในที่ที่อากาศถ่ายเทสะดวกและดื่มน้ำให้เพียงพอจะช่วยให้อาการค่อย ๆ ดีขึ้น
โรคพิษสุนัขบ้าอันตรายใกล้ตัวที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน
ในช่วงฤดูร้อน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สุนัขและแมวมักมีความเครียดสะสมและหงุดหงิดง่าย ทำให้สถิติการถูกสัตว์กัดหรือข่วนเพิ่มสูงขึ้น โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคติดต่อร้ายแรงที่มีอัตราการเสียชีวิตเกือบ 100% หากเริ่มมีอาการ หากถูกสัตว์กัดหรือข่วน ต้องรีบล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาดทันทีอย่างน้อย 10-15 นาที จากนั้นไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและประเมินความเสี่ยงของบาดทะยัก นอกจากนี้ในผู้ที่มีโอกาสถูกสุนัขหรือแมวกัดได้ง่าย เช่น เด็กเล็กที่ชอบเล่นกับสุนัขหรือแมว ผู้ปกครองสามารถให้เด็กรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าล่วงหน้าก่อนได้
เชื้อราและตุ่มหนองบนผิวหนังจากเหงื่อสะสม
เมื่ออากาศร้อน ร่างกายจะขับเหงื่อออกมาในปริมาณมากเพื่อระบายความร้อน หากสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปหรือระบายอากาศได้ไม่ดี จะทำให้เกิดความอับชื้น ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เชื้อราและแบคทีเรียบนผิวหนังชื่นชอบ นำไปสู่ปัญหาผดผื่นคัน โรคกลาก เกลื้อน หรือการติดเชื้อแบคทีเรียที่รูขุมขนจนเกิดเป็นตุ่มหนองอักเสบ การอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายทันที และฟอกสบู่อย่างเหมาะสม หลังเหงื่อออกมากและเลือกใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายจึงเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด
สัญญาณเตือนอันตรายที่ต้องรีบมาพบแพทย์โดยด่วน
การเฝ้าระวังอาการผิดปกติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะโรคติดเชื้อบางชนิดสามารถลุกลามและทำลายระบบการทำงานของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว หากพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ไม่ควรนิ่งนอนใจและไม่ควรซื้อยามากินเอง
อาการขาดน้ำรุนแรงในเด็กและผู้สูงอายุ
ภาวะขาดน้ำเป็นผลแทรกซ้อนที่อันตรายและพบบ่อยที่สุดจากอาการท้องเสียและอาเจียน สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดน้ำอย่างหนักและต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ ได้แก่
- ริมฝีปากแห้ง แตก ผิวหนังแห้งและขาดความยืดหยุ่น หยิกแล้วไม่คืนตัว
- กระหายน้ำอย่างรุนแรง หรือในทางกลับกันคือมีอาการซึมจนไม่สามารถดื่มน้ำได้
- ปัสสาวะออกน้อยลงมาก ปัสสาวะมีสีเข้มจัด หรือไม่มีปัสสาวะเลยเกิน 4-6 ชั่วโมง
- ดวงตาโหลลึก ในเด็กทารกอาจพบว่ากระหม่อมด้านหน้ายุบลงกว่าปกติ
- ร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา หัวใจเต้นเร็ว หายใจหอบลึก ชีพจรเต้นเบาและเร็ว
ภาวะช็อกจากการติดเชื้อในกระแสเลือด
ในกรณีที่ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ หรือติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงสูง เชื้อโรคจากระบบทางเดินอาหารหรือจากบาดแผลอาจหลุดรอดเข้าสู่กระแสเลือด นำไปสู่ภาวะติดเชื้อรุนแรงทั่วร่างกาย อาการที่ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินคือ มีไข้สูงจัด หนาวสั่น ซึมลง สับสน ถามตอบไม่รู้เรื่อง หายใจเร็ว ความดันโลหิตตก ผิวหนังเย็นซีด และอาจหมดสติได้ หากไม่ได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดดำอย่างทันท่วงที อาจทำให้ระบบอวัยวะล้มเหลวและเสียชีวิต
ป้องกันและปรับพฤติกรรมเพื่อความปลอดภัย
การป้องกันย่อมเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการรักษาเสมอ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันเพียงเล็กน้อย สามารถสร้างเกราะป้องกันและลดความเสี่ยงจากโรคติดเชื้อในช่วงหน้าร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
หลักการกินร้อนช้อนกลางล้างมือตามมาตรฐานสุขอนามัย
สุขอนามัยพื้นฐานคือด่านแรกที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคทางเดินอาหาร
- กินร้อน เลือกกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ๆ ผ่านความร้อนอย่างทั่วถึง หลีกเลี่ยงอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ ยำต่าง ๆ ที่ทิ้งไว้นาน รวมถึงน้ำแข็งที่ไม่ได้มาตรฐาน
- ช้อนกลาง ใช้ช้อนกลางส่วนตัวทุกครั้งที่ต้องกินอาหารร่วมโต๊ะกับผู้อื่น เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสและแบคทีเรียผ่านน้ำลาย
- ล้างมือ ล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 วินาที ทั้งก่อนปรุงอาหาร ก่อนกินอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้ง
เลือกซื้ออาหารและวิธีเก็บรักษาอย่างถูกวิธีในอุณหภูมิสูง
ควรเลือกซื้อวัตถุดิบจากแหล่งที่สะอาดและเชื่อถือได้ สังเกตสี กลิ่น และความสดใหม่ของเนื้อสัตว์และอาหารทะเล สำหรับอาหารที่ปรุงสุกแล้ว ไม่ควรตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องนานเกิน 2 ชั่วโมง (หรือ 1 ชั่วโมงในวันที่อากาศร้อนจัด) หากกินไม่หมดควรเก็บเข้าตู้เย็นทันที และต้องนำมาอุ่นให้เดือดหรือร้อนจัดอย่างทั่วถึงทุกครั้งก่อนนำมากินซ้ำ ส่วนอาหารที่มีส่วนประกอบของกะทิควรระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะบูดเสียได้ง่ายมากและไม่ควรเก็บข้ามวัน
เสริมสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายให้พร้อมรับมืออากาศร้อน
การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจากภายในช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ควรดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว เพื่อทดแทนน้ำที่สูญเสียไปกับเหงื่อ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้สดที่ล้างสะอาดเพื่อรับวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงที่แดดจัดระหว่าง 10.00 – 15.00 น. เพื่อลดความเสี่ยงจากการสูญเสียน้ำและเพลียแดด และไปรับวัคซีนตามความเหมาะสม
โรคติดเชื้อในช่วงฤดูร้อน ไม่ว่าจะเป็นโรคระบบทางเดินอาหาร หรือปัญหาผิวหนัง ล้วนเป็นภัยใกล้ตัวที่แฝงมากับสภาพอากาศที่ร้อนจัดและสภาวะแวดล้อมที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคเหล่านี้สามารถป้องกันและรับมือได้ง่าย ๆ ด้วยความใส่ใจในสุขอนามัยส่วนบุคคล การเลือกกินอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ การรักษาสมดุลของน้ำในร่างกาย และการสังเกตความผิดปกติของตนเองและคนในครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการรุนแรง เช่น ภาวะขาดน้ำ อาเจียนไม่หยุด หรือมีไข้สูง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการประเมินและการรักษาอย่างถูกต้อง เพื่อให้ทุกคนสามารถใช้ชีวิตในช่วงหน้าร้อนได้อย่างปลอดภัย และมีสุขภาพที่ดีตลอดฤดูกาล
อ้างอิง: Rama Channel





