ทุกอุตสาหกรรมต่างเผชิญกับวิกฤต "Oil Shock" ที่ราคาน้ำมันขยับขึ้นแบบรายวัน “จากวันเดียว 6 บาท พรุ่งนี้บวกอีก 2 บาท และคาดว่าจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ" จนกลายเป็นความตระหนกที่ส่งผลกระทบต่อเงินในกระเป๋าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำให้หลายคนตัดสินใจ "ชะลอการจ่าย" ในสิ่งที่ไม่เร่งด่วน ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ การดูแลสุขภาพโดยไปโรงพยาบาล
หากเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย หรือต้องติดตามอาการ อย่าง โรคเบาหวาน หลายคนอาจจะไปคลินิก หรือร้านยา เพื่อลดค่าใช้จ่ายแทนการไปที่โรงพยาบาล ซึ่งในมุมมองการดูแลรักษา นี้อาจจะเป็นพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคที่ส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
สุขภาพยุคใหม่ 'พญาไท พหลโยธิน' พลิกโฉมสู่ 'Flagship Hub'
มหิดลผนึก200 ธุรกิจ ขับเคลื่อนGDP ชู MU Synergy อัพอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
Oil Shock ส่งผลคนไทยชะลอการรักษา
“นพ.ธนารักษ์ สถาพรวรศักดิ์” ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์กลุ่ม PMC และผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท 2 พร้อมด้วย “นพ.พิษณุ สุนทรปิยะพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายแพทย์ โรงพยาบาลพญาไท พหลโยธิน ได้ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” สะท้อนมุมมองบทบาทของโรงพยาบาล และธุรกิจเฮลท์แคร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการสุขภาพที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้บริโภค ผู้ป่วยดีขึ้น และการเติบโตของโรงพยาบาลที่สามารถไปต่อได้ในยุควิกฤตซ้อนวิกฤต ด้วยแคมเปณ “สุขภาพดีไปต่อ ไม่ต้องรอเศรษฐกิจ”
นพ.ธนารักษ์ กล่าวว่าจากภาวะที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ Oil Shock หรือค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ผู้ป่วยมีแนวโน้มที่จะระมัดระวังการใช้จ่ายและต้องการเก็บเงินสดไว้กับตัว ทำให้ลดการไปโรงพยาบาลในกรณีที่ไม่จำเป็น เช่น ผู้ป่วยที่เป็นไข้หวัด หรือ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้ป่วยมักจะไปซื้อยาทานเองแทนที่จะมาหาแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่ต้องจ่ายเงินเอง เป็นกลุ่มที่ชะลอการรักษามากที่สุด เพราะต้องพิจารณาความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจ และจากการตรวจสอบข้อมูล Big Data พบว่าผู้ป่วยเริ่มชะลอการตัดสินใจรักษาหรือเลื่อนการผ่าตัดออกไปก่อน ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้วต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรกของปีนี้
“การชะลอการรักษาจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวจะส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้นและเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าเดิมมาก โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคกลุ่มNCDs เบาหวาน ความดัน ไขมัน หากขาดการติดตามอาการจะเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง เช่น โรคหัวใจ อัมพาต (Stroke) ภาวะไตวาย หรือเบาหวานขึ้นตาจนตาบอด และการชะลอการตรวจคัดกรอง อาทิ การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ อาจทำให้ตรวจไม่พบติ่งเนื้อตั้งแต่เนิ่นๆ ปล่อยให้ลุกลามกลายเป็นมะเร็ง รักษาได้ยากกว่า เป็นต้น”
ลดข้อกังวลค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล
เพื่อแก้โจทย์ความกังวลด้านค่าใช้จ่าย เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้ปรับกลยุทธ์ผ่านแนวคิด Value-based Healthcare ที่มุ่งเน้นการเข้าถึงได้จริง โดยออกแบบโซลูชันที่ช่วยให้การตัดสินใจเข้ารับการรักษาง่ายขึ้นในภาวะเศรษฐกิจผันผวน อาทิ Single Price Concept: การกำหนดราคาผ่าตัดแบบเบ็ดเสร็จ (Fixed Price) ครอบคลุมทั้งกลุ่ม S-Pay และประกัน เพื่อสร้างความโปร่งใสและลดความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายบานปลาย
รวมถึงมีช่องทาง Telemedicine & Continuous Care เพื่อการดูแลอย่างต่อเนื่องสำหรับผู้ป่วยในต่างจังหวัดและต่างประเทศ เช่น กัมพูชาและตะวันออกกลาง ช่วยลดต้นทุนแฝงจากการเดินทางแต่ยังรักษามาตรฐานการติดตามอาการได้อย่างแม่นยำ และมีมาตรการอุดหนุนที่จับต้องได้ เช่น การฟรีค่าห้อง 2 วันสำหรับเด็กที่มีไข้สูง ในกลุ่มผู้ป่วย S-Pay และการสนับสนุนส่วนเกินค่าห้องสำหรับกลุ่มลูกค้าประกัน เพื่อลดอุปสรรคทางการเงินในยามวิกฤต
นพ.พิษณุ กล่าวเสริมว่า เครือโรงพยาบาลพญาไท–เปาโล ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ให้บริการทางการแพทย์” สู่การเป็น “Partner for Life” ที่เข้าใจและดูแลผู้คนในทุกช่วงของชีวิต โดยยึดแนวคิดสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ Empathic: เข้าใจความกังวลและข้อจำกัดของผู้คนในบริบทเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบัน , Enable :ช่วยให้การตัดสินใจเข้ารับการรักษา “ง่ายขึ้น และรวดเร็วขึ้น” และGuardian:ดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทุกช่วงชีวิต
“ด้วยภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น แคมเปณที่ทางเครือจัดขึ้นนั้น จะเป็นการออกแบบการรักษาที่จำเป็นและตรงจุด ไม่ขายบริการที่เกิดความจำเป็น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในฐานะเพื่อนคู่คิด แก่ผู้ป่วยทุกคนโดยจะไม่สร้างภาระค่ารักษาพยาบาลเพิ่ม ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะบางโรคไม่ควรทิ้งไว้หรือหายไปจากการดูแลของโรงพยาบาล และควรให้แพทย์ประเมินว่าอาการใดที่สามารถรอดูอาการเองได้หรือจำเป็นต้องได้รับการรักษาทันทีเพื่อความปลอดภัยในระยะยาว”
ขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศศักยภาพใหม่
นพ.ธนารักษ์ กล่าวต่อว่าขณะนี้ทุกธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างเผชิญปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเครือรพ.พญาไท-เปาโล ได้มีการกำหนดแผนระยะสั้น/ระยะยาว เพื่อเดินหน้าตามเป้าหมายการเติบโตที่ตั้งไว้ และทดแทนตลาดเดิมที่ผู้ป่วยหายไป ยังไม่กลับมา ไม่ว่าจะเกิดจากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา หรือสงครามในปัจจุบัน เครือฯ ได้ขยายฐานการตลาดไปยังกลุ่มประเทศศักยภาพใหม่ เช่น บังคลาเทศ แอฟริกา และเอธิโอเปีย รวมถึงกลุ่มยุโรปที่มีประกันต่างชาติ (Expat) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการรักษาต่อรายสูง
โรงพยาบาลแต่ละแห่งในในเครือรพ.พญาไท-เปาโล มีความแตกต่างกัน อย่าง รพ.พญาไท 2 จะ มุ่งเน้นกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียม ด้วยการเป็นศูนย์กลางโรคยากซับซ้อน โดยมีแผนสำคัญ คือ การลงทุนเครื่อง Biplane Imaging สำหรับงานหลอดเลือดสมองและหัวใจ รวมถึงการเตรียมเปิดตัวศูนย์ Organ Transplantation (การผ่าตัดเปลี่ยนไต)
ขณะที่ รพ.พญาไท พหลโยธิน จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยคุณค่า มุ่งมาตรฐานระดับพรีเมียมในราคาที่จับต้องได้มากกว่า เข้าถึงได้ง่าย เพื่อรองรับกลุ่มที่ต้องการความคุ้มค่าและมาตรฐานการรักษา
สำรองยา-เวชภัณฑ์ บริหารจัดการต้นทุน
นพ.พิษณุ กล่าวด้วยว่ารพ.ได้มีแผนในการสำรองยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งยาจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ยากลุ่มที่นำเข้า 100% ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องการขนส่งและต้นทุนที่สูงกว่า และ ยากลุ่มที่ผลิตในไทย (Local made) หรือนำเข้าวัตถุดิบมาบรรจุแคปซูลในไทย ซึ่งกลุ่มหลังนี้จะมีปัญหาเรื่องต้นทุนและการขาดแคลนน้อยกว่าเนื่องจากสามารถหาวัตถุดิบจากแหล่งในเอเชียที่ไม่เกี่ยวข้องกับสงครามได้ เช่น อินเดีย จีน บังกลาเทศ และปากีสถาน
เนื่องจากโรงพยาบาลพยายามตรึงราคาค่ารักษาเพื่อไม่ให้กระทบผู้ป่วย จึงหันไปลดต้นทุนด้านอื่นแทน เช่น การใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยงานเพื่อลดการใช้กำลังคน (Man Power) การให้บุคลากรทำงานในลักษณะ Multitasking การบริหารจัดการสต็อกยาให้มีประสิทธิภาพ ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป (Just in time) การใช้พลังงานทดแทน เช่น โซล่าเซลล์ และรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนค่าพลังงาน
“หัวใจสำคัญที่ทำให้เครือฯ สามารถตรึงราคา หรือทำแคมเปญช่วยเหลือผู้ป่วยได้นานถึง 3 เดือน ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน คือการบริหารจัดการประสิทธิภาพภายใน (Internal Margin Management)"
กลไกการสร้าง Competitive Advantage
เครือรพ.พญาไท-เปาโล ได้มีการจัดทำกลไกในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน โดยเน้นการขอความร่วมมือจากบุคลากรทางการแพทย์ในการเจรจาค่าธรรมเนียมแพทย์ (Doctor Fee) ในแคมเปญพิเศษ และการส่งเสริมการทำงานแบบ Multitasking เพื่อลดต้นทุนแฝง
รวมทั้งมีการใช้ระบบจัดซื้อร่วมกันในเครือ (Group Procurement) สำหรับยาและเวชภัณฑ์ เพื่อสร้างอำนาจต่อรองแบบ Big Lot และบริหารสต็อกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด (Just-in-time) และลงทุนใน Solar Cell (รางวัลระดับอาเซียน) และการเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อลดภาระต้นทุนพลังงานในระยะยาวตามมาตรฐานความยั่งยืน
"ในส่วนของการพัฒนาสมุนไพรไทยให้มากขึ้นเพื่อใช้เป็น Safety Net ในยามเกิดสงครามหรือการปิดประเทศ อย่างไรก็ตาม การจะนำมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันได้จริงนั้น จำเป็นต้องมีการสร้างมาตรฐานทางวิทยาศาสตร์และกลไกการเบิกจ่ายให้เป็นมาตรฐานเดียวกับยาแผนปัจจุบัน"
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ความไม่แน่นอนคือความแน่นอน การลงทุนในสุขภาพที่ฉลาดที่สุดคือ "การป้องกันก่อนเกิดโรค" เทคโนโลยีอย่าง Genetic Testing เพื่อวางแผนสุขภาพตามพันธุกรรม หรือการตรวจ VO2 Max เพื่อประเมินสมรรถภาพ คือทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าการรักษาเชิงวิกฤต เพราะร่างกายไม่มีปุ่ม Pause สำหรับความเสื่อมถอย และสุขภาพของคุณ





