ภาวะเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญกับ "Perfect Storm" ทั้งจากวิกฤตราคาน้ำมันผันผวน กำลังซื้อภาคครัวเรือนที่เปราะบาง และอัตราเงินเฟ้อที่กัดเซาะโครงสร้างต้นทุน “ธุรกิจโรงพยาบาลเอกชน” จึงตกอยู่ในสภาวะที่ต้องตัดสินใจระหว่างการประคองตัวหรือการรุกคืบ
ขณะที่สังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ ปัญหาสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็น จำนวนผู้ป่วยโรค NCDs ที่เพิ่มมากขึ้น ปัญหาข้อเข่าเสื่อม และโรคเรื้อรังต่างๆ ตามมาเป็นลูกโซ่ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูง ความกังวลเรื่องค่ารักษาพยาบาลกลายเป็นกำแพงที่ขวางกั้นโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ดี
“โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา” ได้ฉลองก้าวสู่ปีที่ 34 ปรับตัวเชิงกลยุทธ์ ชู "Advanced Care" ภายใต้การนำของทีมบริหารที่มองไกลกว่าการรักษาโรค แต่เป็นการวางหมากเพื่อรักษาสมดุลระหว่าง "นวัตกรรมขั้นสูง" และ "การบริหารต้นทุนที่เป็นธรรม" เพื่อมุ่งสู่การเป็นสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) ที่ยั่งยืน
วานนี้ (26 มี.ค.2569) โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ฉลองครบรอบ 33 ปี ชู เดินหน้ายกระดับสู่การเป็นศูนย์การแพทย์ชั้นนำย่านกรุงเทพฝั่งตะวันตก พร้อมประกาศเปิด "อาคาร 3" อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด 'Advanced Care สู่ก้าวที่เหนือกว่า" เพื่อรองรับจำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มสูงขึ้น พร้อมซูความเชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อด้วยนวัตกรรมหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม VELYS™ Robot-Assisted Solution ผลักดันการรักษาโรคซับซ้อนให้ก้าวล้ำ รับมือวิกฤตสุขภาพในยุคสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
บริการที่คุณค่าสำคัญสุด หัวใจบริหารโรงพยาบาลยุคปัจจุบัน
Hospital of Choice! ธนบุรีพร้อม ตึกใหม่ AI -ดิจิทัล บริการครบครัน
ทุ่ม 600 ล้าน เปิดอาคารใหม่รองรับคนไข้
“นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัทธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของกลุ่มโรงพยาบาลธนบุรีว่า กลุ่มธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป มีความมุ่งมั่นที่จะยกระดับมาตรฐานการให้บริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรและ วิกฤตสุขภาพในระดับชาติ
“ปีที่ผ่านมา โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา มีผลประกอบการโดดเด่นโดยมี EBITDA มากกว่า 30% และได้ลงทุนสร้างอาคาร 3 ร่วม 600 ล้านบาท ในการเปิดอาคารใหม่วันนี้ พร้อมทั้งนำนวัตกรรมหุ่นยนต์ VELYS™ เข้ามาให้บริการ ลูกค้าในครั้งนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนวิสัยทัศน์ของกลุ่มบริษัทฯ ในการเป็นผู้นำด้านการดูแลสุขภาพมาตรฐานสากล เพื่อมอบคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนอย่างยั่งยืน”
แผนลงทุนเพิ่มรายได้ 1,400 ล้านบาท
“เฉลิมกุล อภิบุณโยภาส” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา กล่าวถึงความสำเร็จ ว่า ตลอดระยะเวลา 33 ปี โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้บริการมาโดยตลอด และได้ดูแล ผู้ป่วยมากกว่า 660,000 ราย การเปิดอาคารใหม่ถือเป็นหมุดหมายสำคัญสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) เต็มรูปแบบ ที่พร้อมรักษาโรคซับซ้อน โดยตั้งเป้าผลักดันให้จำนวนผู้เข้ารับบริการเติบโตขึ้น 10% ในปีนี้
“โรงพยาบาลวางเป้าหมายรายได้ปี 2569 ไว้ที่ 1,400 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% ผ่านยุทธศาสตร์การเจาะตลาดแบบ Segmented Approach คือเจาะกลุ่มหมู่บ้านจัดสรรระดับบนในพื้นที่ทวีวัฒนาและใกล้เคียงที่ต้องการการรักษาด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง (MIS & Robotics) และด้วยจำนวนคนไข้ต่างชาติลดลงจากสถานการณ์การเมืองในประเทศเพื่อนบ้าน (กัมพูชา ลาว เมียนมา) ด้วยแผนการใช้ "Agent-led recovery" เพื่อดึงคนไข้กลุ่มที่มีกำลังซื้อกลับมาใช้บริการในประเทศไทย”
ส่วนแผนจะนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อพัฒนาศักยภาพและยกระดับองค์กรในหลายด้าน โดยเน้นที่การสร้างความก้าวหน้าและการเติบโตอย่างยั่งยืน มีดังนี้
1.ลงทุนในนวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการแพทย์ อาทิ หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด โดยโรงพยาบาลเลือกที่จะลงทุนก่อนที่อื่นในระแวกเดียวกันเพื่อก้าวไปสู่มาตรฐานที่เหนือกว่า และให้การรักษาที่มีความแม่นยำสูงขึ้น หรือการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (MIS) มีการเพิ่มงบประมาณเพื่อจัดหาเทคโนโลยีและอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดผ่านกล้องที่ช่วยให้คนไข้เจ็บตัวน้อยลงและฟื้นตัวได้ไวขึ้น
2. การเพิ่มบุคลากรทางการแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จะเปิดรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเข้ามาเพิ่ม โดยเฉพาะกลุ่มแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดแบบ MIS เพื่อเพิ่มศักยภาพและขยายขอบเขตการให้บริการที่มากขึ้น
3.ยกระดับสู่การเป็นโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ (Tertiary Care) รายได้ส่วนหนึ่งจะถูกนำมาใช้เพื่อผลักดันนโยบายสู่ระดับตติยภูมิ เพื่อมีความพร้อมในการดูแลและรักษาโรคที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
4. วิเคราะห์และการพัฒนาองค์กร โรงพยาบาลมีการจัดสรรเปอร์เซ็นต์ของรายได้เพื่อใช้ในการทำ Feasibility Study (การวิเคราะห์ความพยากรณ์และความเป็นไปได้) สำหรับโครงการใหม่ ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกการลงทุนจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทั้งองค์กรและลูกค้า
จัดการต้นทุน-โลจิสติกส์รับมือวิกฤตน้ำมัน
“ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ น้ำมันและสงครามในขณะนี้ โรงพยาบาลได้นำงบประมาณส่วนหนึ่งมาบริหารจัดการคลังเวชภัณฑ์สำรอง เพื่อไปใช้ในการสำรองยาและเวชภัณฑ์เพิ่มขึ้นเป็น 2-3 เดือน จากเดิม 1 เดือน เพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเฉพาะกลุ่มพลาสติก เช่น ถุงน้ำเกลือ และบรรจุภัณฑ์ยา”
เฉลิมกุล กล่าวต่อว่านอกจากนั้น จะมีการควบรวมพื้นที่ให้บริการที่มีผู้ป่วยน้อยจาก 2-3 จุด มาไว้ที่จุดเดียว เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณูปโภคและบริหารจัดการบุคลากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด อีกทั้งมีการติดตั้ง Solar Cell เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าซึ่งเป็นต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) หลัก และการวางแผนจัดการน้ำมันเชื้อเพลิงร่วมกับสถานีบริการน้ำมันเป็นกรณีพิเศษสำหรับรถฉุกเฉิน
รวมทั้ง การบริหารจัดการน้ำมันดีเซลอย่างชาญฉลาด ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชนิดเดียวกันที่ใช้ทั้งในเครื่องปั่นไฟสำรอง (Generator) และรถพยาบาล ทำให้สามารถหมุนเวียนสต็อกน้ำมันได้อย่างคล่องตัวและลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงในยามวิกฤต
“ทุกธุรกิจได้รับผลกระทบหมด ขึ้นอยู่กับมุมมองการบริหารจัดการว่าจะพาองค์กรให้อยู่รอดได้อย่างไร เราพยายามหาต้นทุนที่ประหยัด เพื่อนำมาอุดหนุนส่วนที่เราจะไม่ไปเพิ่มราคาค่ารักษาพยาบาล เพราะเราไม่อยากไปซ้ำเติมผู้บริโภคในภาวะที่ทุกคนต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน"
บริหารธุรกิจโรงพยาบาลในยุคผันผวน
เฉลิมกุล กล่าวด้วยว่าการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งธุรกิจได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และภาวะเศรษฐกิจถดถอย ดังนั้น หลักในการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะต้องมีการนำนวัตกรรมทางการแพทย์เข้ามาให้บริการ และไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือรักษา แต่เป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจที่สร้าง First-mover Advantage ในพื้นที่ที่คู่แข่งยังเข้าไม่ถึง
“ผู้บริหารโรงพยาบาลจะต้องมีความสามารถในการปรับตัว เช่น การควบรวมแผนกหรือการบริหารเชื้อเพลิงสำรอง คือสิ่งที่แยกองค์กรที่อยู่รอด ออกจากองค์กรที่ล้มเหลว ที่สำคัญต้องเข้าใจประวัติและวิถีชีวิตของลูกค้าในพื้นที่ สำคัญเท่ากับการมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย และการเติบโตขององค์กรต้องมาพร้อมกับการตอบแทนสังคม และการบริหารจัดการที่ชาญฉลาดเพื่อไม่ให้เป็นการซ้ำเติมผู้บริโภคในยามวิกฤต" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา กล่าวทิ้งท้าย
หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด VELYS™ รองรับโรคซับซ้อน
รศ.พท.นพ.บุระ สินธุภากร ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ ข้อสะโพกและข้อเช่า โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา กล่าวว่าปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เข้ามาพลิกโฉมการผ่าตัดในฐานะผู้ช่วยอัจฉริยะ ที่สามารถวิเคราะห์โครงสร้างทางชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) ของผู้ป่วยได้อย่างละเอียด ระบบจะประมวลผลข้อมูลกายวิภาคแบบเรียลไทม์ เพื่อคำนวณพิกัดการวางข้อเทียมด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร ช่วยลดความคลาดเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดฯ VELYS™ Robot-Assisted Solution ถือเป็นการตอบโจทย์ผู้ป่วยยุคใหม่ได้ ช่วยให้การผ่าตัดมีความแม่นยำสูงสุดภายใต้การควบคุมของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่น คือ การประมวลผลสร้างภาพ 3 มิติแบบ Real-time ในห้องผ่าตัดได้ทันที่โดยไม่ต้องทำ CT Scan ล่วงหน้า ช่วยให้แพทย์สามารถจัดวาง ข้อเข่าเที่ยมให้เข้ากับระนาบชาและสรีระของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างสมดุล ซึ่งช่วยวางแผนผ่าตัดแบบเฉพาะบุคคล ยืดอายุการใช้งานของข้อเทียมให้ยาวนานขึ้น”
อีกทั้ง การผ่าตัดด้วยนวัตกรรมช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย และลดอาการปวดได้อย่างชัดเจน ถือเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของการรักษาที่ช่วยให้ผู้ป่วยลุกเดินได้ภายใน 12 ชั่วโมงหลังผ่าตัด มีข้อเข่าที่ยืดหยุ่นเป็นธรรมชาติ ลดอัตราการติดเชื้อและโอกาสการผ่าตัดซ้ำ ซึ่งสถิติทั่วไประบุว่าผู้ป่วยมีความพึงพอใจต่อผลลัพธ์การรักษาด้วยเทคโนโลยีนี้สูงถึง 91% โดยมีค่าใช้จ่ายประมาณ 290,000 บาท เมื่อเทียบกับแบบปกติ 200,000 บาท
อย่างไรก็ตาม โรงพยาบาลธนบุรี ทวีวัฒนา มุ่งสู่ความเป็นเลิศด้านการรักษาโรคซับซ้อน พร้อมเชื่อมโยงการดูแลสุขภาพอย่างอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว เพื่อเป็นองค์กรแห่งความยั่งยืนที่พร้อมส่งมอบ "สุขภาพดีที่คุณเข้าถึงได้ (Simply for your health)" ให้แก่ประชาชน





