การบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในกรุงเทพมหานคร (กทม.) เป็นภารกิจที่มีความซับซ้อนสูง ข้อมูลในปี 2566 ระบุว่ามีประชากรผู้มีสิทธิบัตรทองในพื้นที่กทม.สูงถึง 5.48 ล้านคน สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จำเป็นต้องพัฒนานโยบายเชิงรุกและปรับโครงสร้างการให้บริการเพื่อให้ครอบคลุมประชาชนทุกคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่กทม.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยที่ไม่สร้างภาระทางการเงินให้กับระบบสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยเฉพาะประชากรอาศัยอยู่จริง รวมประชากรแฝงแล้วอาจจะสูง ถึง 7-10 ล้านคนให้เข้ารับบริการหน่วยปฐมภูมิใกล้บ้าน จะช่วยลดระยะเวลารอคอย ลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ และช่วยให้ควบคุมต้นทุนการรักษาโรคเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี” เลขาธิการ สปสช.ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า ประชากรตามทะเบียนบ้าน 3.5 ล้านคน ขณะที่มีประชากรอาศัยอยู่จริง (รวมประชากรแฝง) อาจจะสูงถึง 7-10 ล้านคน จึงมีแนวคิดการปฏิรูปการบริหารจัดการโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการสิทธิให้เปลี่ยนไปตามตัวบุคคลทันที (Real-time) โดยไม่ต้องยึดติดกับทะเบียนบ้าน เปลี่ยนวิธีจัดสรรงบประมาณที่ยึดโยงกับ “จำนวนประชากรจริง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในทะเบียนบ้าน เป็นแนวทางที่จะช่วยให้ สปสช.สามารถบริหารจัดการงบประมาณ ให้กับระบบปฐมภูมิใน กทม.พื้นที่ดูแลคนทุกกลุ่มในพื้นที่ได้ โดยไม่ต้องเป็นภาระงบประมาณของหน่วยบริการ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
‘30 บาทรักษาทุกที่’ สปสช.ปรับระบบใหม่ คุมเข้มเบิกจ่าย
'ช่วงเวลาดื่มน้ำ' ที่ร่างกายต้องการ ดูแลสุขภาพ ปลุกสมอง ลดโรค
ดึง“ประชากรแฝง”เข้าสู่ระบบงบประมาณกทม.
โมเดลที่สปสช.เสนอจะยึดหลักการ “คนมาเงินมา” (Money Follows the Patient) โดยใช้เทคโนโลยีตรวจสอบว่าประชากรจากจังหวัดอื่นมาพำนักอาศัยและรับบริการสถานพยาบาลใน กทม. จะต้องมีการโอนงบประมาณรายหัวจากภูมิลำเนาเดิมตามเข้ามาที่สถานพยาบาลที่ลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิบัตรทองใน กทม. เพื่อให้สถานพยาบาลปฐมภูมินั้นๆมีทรัพยากรดูแลได้
“พูดง่ายๆ ก็คือ หากตรวจพบว่าคนจากจังหวัดอื่นมาพำนักใน กทม. และลงทะเบียนเพื่อใช้สิทธิปฐมภูมิในสถานพยาบาลในกทม.จะต้องมีการโอนงบประมาณรายหัวจากภูมิลำเนาเดิมตามเข้ามาที่สถานพยาบาลนั้นๆ แต่จะต้องมีการปลดล็อกเงื่อนไขทะเบียนบ้านให้การลงทะเบียนรับสิทธิมีความยืดหยุ่นและทันที (Real-time) ผ่านระบบดิจิทัลก็จะสามารถดูแลประชากรแฝงในกทม.ได้”
แนะกทม.บริหารเป็น“องค์กรกึ่งอิสระ"
เขาเสนอว่ารูปแบบการบริหารโรงพยาบาลในสังกัด กทม.ด้วยว่าควรจะมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหาร ให้มีลักษณะเป็น “องค์กรกึ่งอิสระ” หรือ “องค์กรมหาชน” คล้ายกับโมเดลของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อให้การจ้างงานบุคลากรมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงกว่าระบบราชการปัจจุบัน และยังมีแนวคิดดึงโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลปริมณฑลเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลระบบบริการปฐมภูมิ (Primary Care) ในกทม. และขยายศูนย์บริการสาธารณสุขหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ เพิ่มหน่วยบริการนวัตกรรม เช่น ร้านยา และคลินิกเอกชน เข้ามาในระบบเพื่อดึงผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ออกจากโรงพยาบาลใหญ่ซึ่งช่วยลดความแออัดลงไปได้ด้วย
“ปัญหาใหญ่ที่ กทม. เผชิญคือ “ประชากรแฝง” กว่าหลายล้านคนที่ไม่ได้ย้ายสิทธิการรักษาเข้ามา ทำให้งบประมาณรายหัวยังคงตกอยู่ที่ภูมิลำเนาเดิม สปสช. จึงเสนอแนวคิดการปฏิรูปโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการสิทธิให้เปลี่ยนไปตามตัวบุคคลทันที (Real-time) โดยไม่ต้องยึดติดกับทะเบียนบ้าน”
นพ.จเด็จ กล่าวว่าระบบสุขภาพของกทม. ยังมีความท้าทายด้านการบริหารงบประมาณส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ปัจจุบัน กองทุนหลักประกันสุขภาพกรุงเทพมหานคร มีเงินสะสมที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้ประโยชน์สูงถึง 1.5 พันล้านบาท สปสช. จึงกำลังเร่งทบทวนหลักเกณฑ์และตั้งเป้าให้สามารถใช้งบประมาณได้มากกว่า 80% เพื่อนำเงินเหล่านี้ไปสร้างสรรค์โครงการส่งเสริมสุขภาพแก่กลุ่มเปราะบางในชุมชนอย่างแท้จริง
ปัจจุบันการเชื่อมโยงข้อมูล สธ. และหน่วยงานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ผ่านหมอพร้อมและ Health Link ได้มีการลงนาม MOU ระหว่าง สธ. และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และอยู่ระหว่างจัดทำข้อตกลงประมวลผลข้อมูล (DPA) และ DSA ให้ครบถ้วนตามกรอบธรรมาภิบาลข้อมูล ซึ่งหากได้รายละเอียดชุดข้อมูลครบถ้วน จะสามารถพัฒนาแล้วเสร็จภายใน 2-4 เดือน และทดสอบระบบอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนประกาศเป็นนโยบาย
ทั้งนี้สธ. มีข้อมูลการให้บริการผู้ป่วยรายบุคคล ที่ได้จากทุกหน่วยงานที่เชื่อมต่อกับ BDI โดยมีโรงพยาบาลนอกสังกัด สธ. ประมาณ 147 แห่ง และอีกกว่า 8,400 แห่ง เป็นกลุ่มคลินิกนวัตกรรมที่เชื่อมแล้ว ขณะเดียวกัน สปสช. สามารถตรวจสอบข้อมูลการให้บริการของผู้ป่วยแต่ละรายได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องเรียกเอกสารย้อนหลัง โรงพยาบาลได้รับเงินชดเชยเร็วขึ้น และประชาชน สามารถตรวจสอบข้อมูลการรับบริการของตนเอง และแจ้งเมื่อพบความผิดปกติได้
"นโยบายของ สปสช. ในการดูแลคนกรุงเทพฯ มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครือข่ายปฐมภูมิที่เข้มแข็ง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเชื่อมต่อข้อมูล และการปรับตัวเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตหน่วยบริการอย่างทันท่วงที เพื่อให้ประชาชนหลายล้านคนในพื้นที่เมืองหลวงได้รับการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพที่สุด”





