วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม 2569

Login
Login

'เอ็นไอเอ' ทุ่มกว่า 50 บาทติดสปีดนวัตกรรมกลุ่มเฮลท์เทค

'เอ็นไอเอ' ทุ่มกว่า 50 บาทติดสปีดนวัตกรรมกลุ่มเฮลท์เทค

ตลาดเฮลท์เทคทั่วโลกยังคงมีทิศทางเติบโตแบบก้าวกระโดดจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าสู่สังคมสูงวัย ภาระโรคเรื้อรังที่เพิ่มขึ้น การสรรหาตัวช่วยบุคลากรทางการแพทย์และกลุ่มโรงพยาบาล รวมถึงพฤติกรรมประชากรยุคใหม่ที่ต้องการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวก รวดเร็ว และมีความเป็นเฉพาะบุคคลมากขึ้น

จากแรงขับเคลื่อนดังกล่าวส่งผลให้มูลค่าเฮลท์เทคและตลาดดิจิทัลเฮลท์ทั่วโลกเพิ่มจาก 312.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ขยับมาเป็น 387.8 พันล้านดอลลาร์ในปี 2025 และมีแนวโน้มทะลุ 2.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 22–25 ต่อปี

วันนี้ (5 มีนาคม 2569) สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ,คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และคณะเวชศาสตร์เขตร้อน ) และโรงพยาบาลพระรามเก้า เดินหน้าเร่งสร้างสตาร์ทอัพเฮลท์เทคด้วย  “SPEAR H Accelerator แพลตฟอร์ม” เร่งการเติบโตสตาร์ทอัพด้านการแพทย์และสุขภาพ

โดยสนับสนุนแบบครบวงจร ทั้งการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาลผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดและพันธมิตรธุรกิจ รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนสูงสุดรายละ 5 ล้านบาท เพื่อเร่งให้นวัตกรรมเฮลท์เทคไทยสามารถเข้าสู่การใช้งานจริง พร้อมเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Health Tech Innovation Hub ของภูมิภาค

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

‘ม.มหิดล’ ประกาศทรานส์ฟอร์มครั้งใหญ่ สร้าง 'Real World Impact'

เอ็นไอเอ ชวนส่อง 2 โมเดลห้องเรียนนวัตกรรมระดับโลก เอสโตเนีย-สิงคโปร์

NIA ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท ชูนวัตกรรมเฮลท์เทค

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่าการเติบโตของเฮลท์เทคไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของตลาดเทคโนโลยี แต่สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขและเศรษฐกิจโลก หลายประเทศจึงยกให้อุตสาหกรรมนี้เป็นวาระสำคัญ และประเทศชั้นนำต่างมีนโยบายเร่งพัฒนาสตาร์ทอัพในกลุ่มเฮลท์เทคให้เติบโตผ่านการจัดตั้งพื้นที่ทดสอบแนวคิดนวัตกรรม (Regulatory Sandbox) การลงทุนในกองทุนเฉพาะทาง

รวมถึง การเชื่อมโยงตลาดกับโรงพยาบาลและภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่ห้องวิจัยสู่การใช้งานจริง โดยนโยบายเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ประเทศสามารถยกระดับคุณภาพการรักษา เพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ แต่ยังสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่มีศักยภาพเติบโตสูง และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาว

“NIA มีแนวทางและความพร้อมในการสนับสนุนและลงทุนเกี่ยวกับนวัตกรรม Healthtech ในหลากหลายมิติ เพื่อผลักดันให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการสามารถนำนวัตกรรมออกสู่เชิงพาณิชย์ได้จริง โดยได้มีการตั้งเป้างบประมาณสำหรับโครงการที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ของปี 2569ไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท อีกทั้งยังมีแผนการร่วมลงทุน (Joint Investment) ในอนาคต ซึ่งอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักอย่างหนึ่งคืออุตสาหกรรม Health and Wellness”ดร.กริชผกา กล่าว

ลดข้อจำกัด ยกระดับสตาร์ทอัพเฮลท์เทค

ดร.กริชผกา กล่าวต่อว่าปัจจุบันมีสตาร์ทอัพที่สนใจด้านเฮลท์เทค เวลเนส หรือ longevity จำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ยังไม่สามารถผลิตนวัตกรรมทางการแพทย์ได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากข้อจำกัดต้องมีการทดลองในมนุษย์ เพราะนวัตกรรมทางการแพทย์ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย ความแม่นยำและประสิทธิภาพเป็นสำคัญ NIA ต้องการช่วยแก้ปัญหาเรื่องข้อจำกัดดังกล่าว โครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ NIA ให้การสนับสนุน หรือสตาร์ทอัพที่เข้าร่วมโครงการ อย่าง SPEAR จะมีการดึงโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือ เพื่อให้สตาร์ทอัพสามารถทำการทดลองวิจัยได้จริง

รวมทั้งจะมีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) เพื่อให้คำแนะนำด้านกฎระเบียบและสร้างช่องทาง Fast Track เพื่อให้กระบวนการขอการรับรองต่าง ๆ รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยประเภทนวัตกรรมที่ NIA ให้การสนับสนุน จะมีทั้ง Telehealth และ Telemedicine , AI เน้นการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูล (Data) และแอปพลิเคชันสำหรับการทดสอบต่าง ๆ,อุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น หุ่นยนต์หรืออุปกรณ์ที่ใช้ในการฝึกสอนนักเรียนแพทย์ และATMPs ซึ่ง NIA มีความพร้อมและยินดีสนับสนุนทุนให้แก่นวัตกรรมในด้านนี้

“NIA เปิดกว้างสำหรับสตาร์ทอัพ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชน หรือผู้ที่มีงานวิจัยด้านการแพทย์ที่ต้องการต่อยอดสู่การใช้งานจริง โดยเน้นการสร้างแพลตฟอร์มที่ทุกภาคส่วนมาทำงานร่วมกันเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม”ดร.กริชผกา กล่าว

SPEAR H ปิด Pain Pointสตาร์ทอัพเฮลท์เทค

ความร่วมมือในโครงการ SPEAR H พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัยมหิดล และ รพ. พระรามเก้า เพื่อทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเทคโนโลยีเชิงลึกสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข พร้อมปิดช่องว่างของนวัตกรรมการแพทย์ไทย ทั้งด้านการทดสอบทางคลินิก การกำกับดูแลมาตรฐาน และการเชื่อมโยงสู่ตลาดจริง

โดยโครงการดังกล่าวถูกออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มเร่งการเติบโตแบบครบวงจรตั้งแต่การยกระดับโมเดลธุรกิจ การเตรียมความพร้อมด้านกฎระเบียบผ่านกลไก Regulatory Sandbox การเข้าถึงพื้นที่ทดสอบจริงในโรงพยาบาล ไปจนถึงการเปิดโอกาสเชื่อมต่อกับนักลงทุนและพันธมิตรเชิงพาณิชย์ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการลด Time-to-Market ของนวัตกรรมการแพทย์ และเพิ่มโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีเป้าหมายสร้างจุดเปลี่ยนให้ไทยก้าวข้ามจากผู้ใช้นวัตกรรมเฮลธ์เทคไปสู่ “ผู้สร้างนวัตกรรม” เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์ เพิ่มโอกาสการขยายตลาดต่างประเทศในอนาคต ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการที่มีศักยภาพพัฒนาเทคโนโลยีเชิงลึกที่ตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพของประเทศในภาพรวมอีกด้วย

ดร.กริชผกา กล่าวเสริมว่า SPEAR H : HealthTech Accelerator มุ่งปิด Pain Point สำคัญของสตาร์ทอัพในมิติการเข้าถึงแหล่งทุน เนื่องจากเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง มีระยะพัฒนายาว และต้องผ่านการรับรองมาตรฐานทางการแพทย์ และเพื่อให้สอดคล้องนักลงทุนทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับกลุ่มนี้มากขึ้น โดยในช่วงหลังโควิด-19 เม็ดเงินลงทุนในเฮลท์เทคทั่วโลกแตะระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี  และกองทุน Venture Capital รวมถึง Corporate Venture Capital ในภูมิภาคเอเชียเริ่มขยายพอร์ตเข้าสู่เทคโนโลยีการแพทย์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

“โครงการ SPEAR H ไม่ได้เป็นแค่โปรแกรมส่งเสริมธุรกิจเพื่อเร่งการเติบโตและเพิ่มมูลค่า แต่จะทำหน้าที่เป็นกลไกด้านการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่การสนับสนุน Market Testing Fund การเชื่อมต่อและเปิดโอกาสให้พบปะนักลงทุน ตลอดจน Fast Track สู่โอกาสรับทุนสนับสนุนจาก NIA มูลค่า 1.5-5 ล้านบาท เพื่อขยายผลนวัตกรรมสู่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้”ดร.กริชผกา กล่าว  

มุ่งเน้น 4 นวัตกรรมด้าน เฮลท์เทค

ดร.กริชผกา กล่าวด้วยว่าSPEAR H มุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมที่เป็น "Core Keynotes" ของยุคปัจจุบัน เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรและเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ได้แก่

1.AI สำหรับการตัดสินใจทางการแพทย์ (Decision Support): ระบบอัจฉริยะที่ช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคได้แม่นยำและรวดเร็วขึ้น

2.การเชื่อมโยงและบริหารจัดการข้อมูล (Data & System Integration): การจัดการระบบข้อมูลหลังบ้านให้ทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ

3.อุปกรณ์ตรวจวินิจฉัยและชุดทดสอบ (Diagnostic Tools & Test Kits): เครื่องมือแพทย์และชุดทดสอบที่ทันสมัยและผลิตได้เองในประเทศ

4.ระบบบริการและ Operational Solutions: นวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในโรงพยาบาล (Back-office & Service)

“การเน้น AI และ Data ไม่ใช่แค่ตามกระแส แต่เทคโนโลยีเหล่านี้ทำหน้าที่เป็น "ตัวคูณพลัง"  ที่ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์ที่รับภาระหนัก สามารถดูแลคนไข้ได้มากขึ้นและดีขึ้นในเวลาที่น้อยลง ” ดร.กริชผกา กล่าว

ตั้งเป้า 4-5 ปี สร้างยูนิคอร์นสายเฮลท์เทค

คาดว่าภายในเดือนเมษายน 2569 โครงการ  SPEAR H ทาง NIA จะลงนามความร่วมมือกับ 30 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมทางการแพทย์ที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ และต้องการสร้างสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นในส่วนเฮลท์เทค

เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นในภาคส่วนอื่น  แต่ไม่มีสายเฮลท์เทคh เป้าหมายของ SPEAR H ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จึงไม่ใช่แค่การสนับสนุนโครงการวิจัย แต่คือการสร้าง "Real Impact" ทางเศรษฐกิจ ตั้งเป้าให้สตาร์ทอัพ ที่เข้าร่วมมีรายได้เติบโตขึ้นมากกว่า 2 เท่า พร้อมทั้งสร้างความพร้อมให้สตาร์ทอัพ สามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เปลี่ยนสถานะประเทศไทยจากผู้บริโภคสู่การเป็น "ศูนย์กลางนวัตกรรมของโลก"

"เราต้องการสร้างยูนิคอร์นสาย HealthTech รายแรกของไทยให้เกิดขึ้นจริงภายใน 4-5 ปีข้างหน้า และทำให้โครงการนี้เป็นสปริงบอร์ดที่พาประเทศไทยก้าวสู่การเป็นชาติแห่งนวัตกรรมอย่างเต็มภาคภูมิ" ดร.กริชผกา กล่าว

บ่มเพาะเร่งสปีดนวัตกรรม สร้างสตาร์ทอัพเฮลท์เทค

ด้าน รศ.ดร.วิริยะ เตชะรุ่งโรจน์ ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (INT) มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าว  เกิดขึ้นจากความตระหนักว่า การพัฒนานวัตกรรมการแพทย์ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และนักลงทุน จึงออกแบบให้เป็นแพลตฟอร์มที่มุ่ง “บ่มเพาะและเร่งสปีดนวัตกรรม” อย่างเป็นระบบ สนับสนุนตั้งแต่การพัฒนาเทคโนโลยี การออกแบบ Business Model การให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยผู้เชี่ยวชาญ ไปจนถึงการเชื่อมต่อเครือข่ายพันธมิตร เพื่อผลักดันสตาร์ทอัพให้เติบโตได้เร็วและแข็งแรงขึ้น

หัวใจสำคัญของโครงการคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพได้มีโอกาสในการทดสอบทางคลินิก ในครือข่ายโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยมหิดล และ โรงพยาบาลพระรามเก้า เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย ลดช่องว่างระหว่างนวัตกรรมกับการใช้งานจริง พร้อมทั้งสนับสนุนกระบวนการ Regulatory Sandbox ที่เอื้อต่อการทดสอบเทคโนโลยีภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะสม ช่วยลดความเสี่ยงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาด

“โครงการ SPEAR H แตกต่างจากโครงการทั่วไป เพราะเราไม่ได้เริ่มจากไอเดีย แต่เริ่มจากสตาร์ทอัพที่มีความพร้อม และเร่งผลักดันจาก ‘พร้อมใช้’ ไปสู่ ‘พร้อมลงทุน’ และ ‘พร้อมขยายตลาด’ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่เพียงเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเฮลท์เทคไทยให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน”

ด้าน นพ.รัฐ ปัญโญวัฒน์ ที่ปรึกษากรรมการผู้อำนวยการ และผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านสารสนเทศ โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด กล่าวว่า ในมุมมองของภาคเอกชน นวัตกรรมไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ แต่ต้องเป็นโซลูชันที่ผสานเข้ากับระบบบริการได้จริง เพื่อยกระดับทั้ง คุณภาพการรักษา และประสบการณ์ของผู้ป่วยอย่างเป็นรูปธรรม

การพิจารณาเลือกนวัตกรรมของโรงพยาบาล เราให้ความสำคัญกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่Patient Experience, Clinical Outcome และ Operational Efficiency เพื่อให้บุคลากรทำงานได้คล่องตัวขึ้น และมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยมากขึ้น สำหรับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ควรมีผลลัพธ์ทางคลินิกที่ชัดเจน เข้าใจ Patient Journey อย่างลึกซึ้ง ให้ความสำคัญกับ มาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วย

โรงพยาบาลพระรามเก้า เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในโครงการ SPEAR H  จะเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้นวัตกรรมเฮลท์เทคไทยได้รับการพัฒนา และสามารถนำไปใช้ได้จริงในระบบบริการสุขภาพ สร้างประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการ โรงพยาบาล และที่สำคัญที่สุดคือเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

สำหรับสตาร์ทอัพที่สนใจร่วมโครงการ สามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 8 มีนาคม 2569 ที่ https://forms.gle/FEqxWUT19qGWQoPW6 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://int.mahidol.ac.th/