วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

มิติใหม่ 'ไหมไทย' Silklife วิศวะ จุฬาฯ สู่วัสดุการแพทย์

มิติใหม่ 'ไหมไทย'  Silklife วิศวะ จุฬาฯ สู่วัสดุการแพทย์

นักวิจัยคณะวิศวฯ จุฬาฯพัฒนาโปรตีนไหม เป็นแพลตฟอร์มผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ตั้งแต่แผ่นแปะบรรเทาปวด เนื้อเยื่อเทียม ไปจนถึงเจลฉีดข้อช่วยในการรักษาผู้ป่วย เช่นวัสดุทันตกรรม “เจลฉีดข้อ” และ “แผ่นแปะช่วยนอนหลับ” ลดการพึ่งพาวัสดุนำเข้าจากต่างประเทศและสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

รศ.ดร.จุฑามาศ รัตนวราภรณ์ ประธานหลักสูตรสหสาขาวิชาวิศวกรรมชีวเวช คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ หัวหน้าทีมวิจัยโครงการ Silklife  กล่าวว่าโครงการวิจัย Silklife โปรตีนไหม พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ได้รับการจดสิทธิบัตรและการขึ้นทะเบียน อย. โดยการวิจัยครบทุกมิติตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำยกระดับคุณภาพ ตั้งแต่แปลงหม่อนในจ.ราชบุรี โรงเรือนเลี้ยงหม่อนกระบวนการผลิตในโรงงาน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ใช้กับผู้ป่วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

 

ให้ความสำคัญ“ไฟโบรอิน”

โครงการวิจัย Silklife โปรตีนไหม ให้ความสำคัญ คือ ไฟโบรอิน เป็นโปรตีนธรรมชาติ เมื่อย่อยสลายในร่างกาย จะกลายเป็นกรดอะมิโนที่ปลอดภัย ร่างกายสามารถกำจัดออกได้ง่ายไม่เหลือสารตกค้างอันตราย นำมาประยุกต์เป็นเนื้อเยื่อเทียมและระบบนำส่งยา ผลทดสอบในสัตว์ทดลองทั้งหนู กระต่ายและสุนัข ที่พบว่าโปรตีนไหม มีความเป็น(อินเนิร์ท) หรือไม่ค่อยมีปฏิกิริยากับร่างกาย (low immunogenicity) ซึ่งดีกว่าคอลลาเจนที่มักเกิดปฏิกิริยาเมื่อฝังเข้าไปในร่างกาย

ทั้งนี้ ทีมวิจัยได้สร้างต้นแบบการเลี้ยงหนอนไหมแบบอินทรีย์บนพื้นที่ 5 ไร่ในจ.ราชบุรี และได้รับการรับรองมาตรฐาน มกษ. 9000 ซึ่งเป็นมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สำหรับแปลงหม่อน ควบคุมทุกปัจจัยตั้งแต่ดินที่ปราศจากการปนเปื้อน มีแนวกันชนล้อมรอบแปลงเพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากภายนอกการใช้ปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่มีปุ๋ยเคมีไปจนถึงการเลือกวัสดุอุปกรณ์ที่ไม่มีสารปนเปื้อนอันตราย

นอกจากนี้โรงเรือนเลี้ยงหนอนก็ต้องเป็นระบบปิดมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นให้คงที่ตลอดทั้งปี เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอตามฤดูกาล ทั้งนี้โรงเรือนของโครงการ Silklife ได้รับมาตรฐาน มกษ. 8203 เป็นแห่งแรกและแห่งเดียวของประเทศไทยและกลายเป็นต้นแบบให้กับกรมหม่อนไหมอีกด้วย เกษตรกรที่เป็นคอนแทรคฟาร์มมิ่งจะได้รับการฝึกอบรมให้ปฏิบัติตามSOP อย่างเคร่งครัด ตั้งแต่การสวมเสื้อกาวน์ ถุงมือเพื่อลดการปนเปื้อนตลอดกระบวนการ

มิติใหม่ 'ไหมไทย'  Silklife วิศวะ จุฬาฯ สู่วัสดุการแพทย์

ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่หลากหลาย

เมื่อได้รังไหมคุณภาพสูงแล้วขั้นตอนต่อไปคือการสกัดโปรตีน กระบวนการนี้ จะทำในโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งได้มาตรฐาน ISO 13485 สำหรับการควบคุมคุณภาพการผลิต และ ISO 10993 สำหรับการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่งต้องผ่านการทดสอบประมาณ 6 ชุดในสัตว์ทดลองการยกระดับมาตรฐานตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงกลางน้ำนี้ใช้เวลาประมาณ3-4 ปี จึงจะได้วัตถุดิบที่เป็นเกรดทางการแพทย์ (medical grade)

จากแผ่นแปะสู่เนื้อเยื่อเทียม จุดแข็งของโปรตีน Silklife คือความเป็น แพลตฟอร์มที่สามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลากหลายรูปแบบโดยทีมวิจัยเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกร่างกายก่อน เพื่อทดสอบความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นตัวอย่างผลิตภัณฑ์ที่ใช้ภายนอกร่างกาย ได้แก่ แผ่นไฮโดรเจลแปะผิวหนัง เป็นผลิตภัณฑ์แรกที่พัฒนาสำเร็จจากการใช้โปรตีนไหมเป็นตัวนำพาเพื่อกักเก็บและค่อย ๆ ปลดปล่อยสารออกฤทธิ์ เช่น สารสกัดว่านสมุนไพรสำหรับแก้ปวดกล้ามเนื้อสามารถปลดปล่อยสารอย่างต่อเนื่องนาน 6-8 ชั่วโมงซึ่งแตกต่างจากแผ่นแปะทั่วไปที่ให้แค่ความรู้สึกร้อนเย็น

แผ่นแปะ CBD (สารสกัดจากกัญชง) สำหรับช่วยการนอนหลับแทนการหยด CBD ใต้ลิ้นซึ่งอาจทำให้เกิดการดื้อยาจากการใช้โดสสูงแผ่นแปะจะส่ง CBD ผ่านผิวหนังไปที่รีเซปเตอร์สำคัญ ภายใน 15-20 นาทีหลังแปะจะรู้สึกผ่อนคลายและหลับง่ายขึ้น ให้ผลอย่างต่อเนื่องตลอดคืน ผลิตภัณฑ์นี้อยู่ระหว่างรอการขึ้นทะเบียน อย. และมีโรงงานผลิตพร้อมแล้ว

ผลิตภัณฑ์ที่ซับซ้อนขึ้น ได้แก่ สแคฟโฟลด์ หรือ เมทริกซ์รูพรุน ที่ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำหรือสะพานเชื่อมเนื้อเยื่อ หนึ่งในการนำผลิตภัณฑ์ไปประยุกต์ใช้คือการอุดแผลหลังถอนฟันคุดหรือฟันกราม เพื่อช่วยให้เนื้อเยื่อติดกันได้ดีขึ้น นอกจากนี้ วัสดุจะค่อยๆ สลายตัวไปเองโดยไม่ต้องผ่าตัดเอาออก ซึ่งจะสะดวกสำหรับผู้ป่วย โครงการนี้มีแผนจะขยายไปสู่การรักษารากฟันและเนื้อเยื่อเทียมอื่นๆ เช่นกระดูกหรือเอ็นที่ฉีกขาด ซึ่งจะเข้าสู่ขั้นตอน Clinical Trial ในปี 2569 

เจลฉีดเข้าข้อ เป็นอีกนวัตกรรมที่น่าจับตา เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคข้อในระยะเริ่มต้นที่ขาดสาร หล่อลื่น เจลไหมจะช่วยรองรับแรง ทำหน้าที่หล่อลื่นและกระตุ้นให้ร่างกายสร้างน้ำหล่อลื่นขึ้นมาเอง

นอกจากนี้ยังสามารถผสมกับผงกระดูกหรือสารอื่นๆ ได้อีกหลายชนิดทำให้สามารถแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ได้มากมาย ปัจจุบันอยู่ระหว่างเริ่มต้น Clinical Trial ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ 

"โครงการ Silklife ไม่ได้มุ่งแค่พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เท่านั้น แต่ยังมองถึงการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรด้วยโครงการนี้ส่งผลให้เกษตรกรได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการผลิตตามมาตรฐาน มีรายได้ที่มั่นคงและสูงขึ้น”

มูลค่ารังไหมกก.ละหมื่นบาท

ปัจจุบันมีเกษตรกรหนึ่งครัวเรือนเป็นต้นแบบในเกษตรพันธสัญญา(Contract farming) แทนที่จะขายรังไหมกิโลกรัมละ 1,000 กว่าบาทเกษตรกรที่ร่วมโครงการสามารถขายรังไหมสำหรับตลาดผลิตภัณฑ์การแพทย์ โดยได้มูลค่ากิโลกรัมละหลักหมื่นบาทได้มูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาจากคุณค่าที่ใส่เข้าไปในกระบวนการ

“เราอยากเห็นวันที่ประเทศไทยมีผลิตภัณฑ์เหมือนญี่ปุ่นที่เมื่อใส่กระบวนการมาตรฐานและเพิ่มมูลค่าก็สามารถขายได้ราคาสูงเช่นกันซึ่งการยกระดับนี้มาจากกระบวนการ มาตรฐาน และวิธีการที่เปลี่ยนไปการลงทุนในมาตรฐานสูงคุ้มค่าเพราะผลิตภัณฑ์ปลายน้ำมีมูลค่าสูงและสามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์นำเข้าจากต่างประเทศได้"

ผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

เป้าหมายทีม Silklife คือการผลักดันผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาดให้มากที่สุดเพื่อสร้างการยอมรับและความเชื่อมั่นเมื่อคนเห็นผลิตภัณฑ์    หวังว่าจะมีการนำไหมไทยไปใช้ทางการแพทย์ในวงกว้างขึ้นมีนักวิจัยและภาคเอกชนให้ความสนใจมากขึ้นด้วยเมื่อปลายทางมีความต้องการมาก ต้นทางก็ต้องเพิ่มจำนวนขึ้นตามดังนั้นเกษตรกรจะผลิตได้มากขึ้น มีรายได้สูงขึ้น ที่สำคัญประเทศไทยจะสามารถพึ่งพาตนเองในเรื่องผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ได้วันหนึ่งเราต้องมีผลิตภัณฑ์การแพทย์ที่เราผลิตใช้เองจากในประเทศ

“การวิจัยไม่ควรจบแค่การตีพิมพ์ ความสำเร็จอีกขั้นหนึ่งงานวิจัยกับการทำผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์สามารถไปด้วยกันได้ ช่วยให้เกิดผลิตภัณฑ์จากวัสดุท้องถิ่น เป็นการพัฒนาจากห้องแล็บสู่การขึ้นทะเบียน อย.จากงานวิจัยพื้นฐาน สู่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ในชีวิตจริงสืบค้น Silklife ได้ที่ www.enginelife.co.th"