วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เบาหวานในเด็ก..เช็กอย่างไร? เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

เบาหวานในเด็ก..เช็กอย่างไร? เรื่องใกล้ตัวที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง

ในปัจจุบัน สถานการณ์โรคเบาหวานในเด็กและวัยรุ่นกำลังเป็นความท้าทายด้านสาธารณสุข และมีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย เบาหวานในเด็กและวัยรุ่นที่ได้รับการวินิจฉัยขณะอายุน้อยกว่า 15 ปี ประกอบด้วยเบาหวานชนิดที่ 1 ซึ่งพบมากที่สุดร้อยละ 74 เบาหวานชนิดที่ 2 พบร้อยละ 19 และเบาหวานชนิดอื่นๆ อีกร้อยละ 7

ทั้งนี้ หากพูดถึงโรคเบาหวาน หลายคนมักนึกถึงโรคที่เกิดในผู้ใหญ่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเด็กก็สามารถเป็นโรคเบาหวานได้ โดยกลไกของโรคเบาหวานเกิดจากการขาดอินซูลิน หรือการทำงานบกพร่องของอินซูลิน หรือจากทั้ง 2 สาเหตุร่วมกัน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

ไทยจ่ายอ่วม! ‘เบาหวาน’ 2 หมื่นล้าน/ปี เร่งคัดกรอง ช่วยลดโรค NCDs

น้ำตาลแฝง-ความเครียด สองภัยเงียบกระตุ้น 'โรคเบาหวาน'

เบาหวานในเด็ก  2 ประเภทที่พบบ่อย

พญ. พรรณทิพา เจือณรงค์ฤทธิ์ แพทย์โรงพยาบาลศิริราชปิยมหาราชการุณย์ อธิบายว่าเบาหวานชนิดที่ 1 : โรคนี้เกิดได้ในเด็กตั้งแต่อายุน้อย ส่วนมากมักไม่อ้วน ประมาณร้อยละ 95 ของผู้ป่วยที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากมีการสร้างภูมิต้านทานตนเองมาทำลายเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ส่งผลให้ตับอ่อนไม่สามารถสร้างอินซูลินในร่างกายได้ ผู้ป่วยจึงมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

 เบาหวานชนิดที่ 2 : ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ป่วยที่เข้าวัยรุ่นแล้ว โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้แก่ ภาวะอ้วน ปัจจัยทางพันธุกรรม อายุที่มากขึ้น เชื้อชาติ (Asian, Native American, African American, Latino, Pacific Islander) และประวัติการคลอดที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยหรือมากกว่าปกติ กลไกเกิดจากการที่ร่างกายไม่ตอบสนองต่ออินซูลิน ร่วมกับตับอ่อนบกพร่องในการหลั่งอินซูลิน ปัจจุบันเนื่องจากสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมการกินที่เปลี่ยนไป เช่น การนิยมรับประทานอาหาร Fast Food ร่วมกับเด็กใช้เวลาไปกับมือถือมากขึ้นทำให้ขาดการออกกำลังกาย จึงส่งผลให้เด็กไทยเป็นโรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่ 2 มากขึ้น

อาการแสดงของโรคเบาหวาน

อาการสำคัญคือ หิวบ่อย รับประทานอาหารมากขึ้น กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย และน้ำหนักลดลง ทั้งที่กินอาหารในปริมาณที่มากกว่าปกติ บางรายมีปัสสาวะรดที่นอนทั้งที่เคยคุมการถ่ายปัสสาวะได้แล้ว การติดเชื้อที่ผิวหนังในเด็กหญิงบางรายพบการติดเชื้อที่ช่องคลอด

ในกรณีที่เป็นรุนแรงจะพบภาวะเลือดเป็นกรด (Diabetic Ketoacidosis : DKA) ผู้ป่วยจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึมลง หายใจหอบลึก ในรายที่เป็นรุนแรงอาจหมดสติ หรือมีภาวะขาดน้ำจนช็อกได้ ภาวะเลือดเป็นกรดมักเป็นอาการแสดงที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1

ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีอาการอย่างช้า ๆ ไม่รุนแรง พบภาวะเลือดเป็นกรดได้น้อย มากกว่าร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มักมีภาวะอ้วนร่วมด้วย และตรวจพบลักษณะดื้ออินซูลิน คือผู้ปวยจะมีรอยปื้นหนาสีดำขรุขระที่คอ รักแร้ หรือข้อพับ (Acanthosis Nigricans)

การรักษาเบาหวานในเด็ก

  • เบาหวานชนิดที่ 1

ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 มีเพียงวิธีเดียวคือการฉีดยาอินซูลิน ควบคู่กับการรับประทานอาหารให้เป็นสัดส่วนให้เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของผู้ป่วยร่วมกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม ยังไม่มีการรักษาด้วยยารับประทาน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ปัจจุบันการฉีดยาอินซูลินมีหลากหลายแบบตั้งแต่ 2 - 4 ครั้ง/วัน หรือในบางรายอาจใช้การติดปั๊มอินซูลินไว้กับตัว (Insulin Pump) เพื่อให้มีการหลั่งอินซูลินเหมือนตามธรรมชาติของตับอ่อนมากที่สุด อย่างไรก็ตามจะเลือกใช้วิธีการฉีดยาแบบใดนั้นขึ้นอยู่กับแพทย์ผู้รักษาพิจารณาร่วมกับครอบครัวผู้ป่วยอีกที

  • เบาหวานชนิดที่ 2

ประกอบด้วยการดูแลเรื่องอาหาร ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการกินยาเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด แต่ถ้าการรักษาดังกล่าวข้างต้นไม่ได้ผลถึงพิจารณาให้การรักษาด้วยยาฉีดอินซูลินเพิ่มเติม

ป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน

ปัจจุบันยังไม่มีวิธีในการป้องกันเบาหวานชนิดที่ 1 ได้แต่เบาหวานชนิดที่ 2 อาจป้องกันโดยการควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะอ้วน โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมร่วมกับการออกกำลังกายเป็นประจำ

พ่อแม่หมั่นสังเกตอาการผิดปกติของเด็ก

ผศ. ดร.สาธิมา สุระธรรม ภาควิชาการพยาบาลกุมารเวชศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมผู้ปกครองต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติที่สำคัญ ดังนี้

  • อาการเบาหวานชนิดที่ 1

กระหายน้ำมากผิดปกติ ปัสสาวะบ่อย (โดยเฉพาะกลางคืน) กินอาหารมากขึ้นแต่น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว    

  • อาการเบาหวานชนิดที่ 2

มักพบในเด็กที่มี ภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน สังเกต ผิวหนังบริเวณคอ รักแร้ หรือขาหนีบมีปื้นดำหนาขรุขระ  แสดงว่ามีลักษณะของ insulin resistance

โดยแนะนำให้พิจารณาตรวจคัดกรองในเด็กและวัยรุ่นเมื่อเริ่มเข้าสู่หนุ่มสาว (puberty) หรือมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน คือดัชนีมวลกายตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 85 ขึ้นไป และมีปัจจัยเสี่ยงตั้งแต่ 1 ข้อขึ้นไป ได้แก่

  • มีพ่อ แม่ พี่ น้อง หรือ ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้า อา เป็นเบาหวานชนิดที่ 2
  • มีลักษณะของ insulin resistance และ polycystic ovary syndrome
  • มีประวัติการคลอดที่มีน้ำหนักแรกเกิดน้อยหรือมากกว่าปกติ
  • มีประวัติมารดามีเบาหวานขณะตั้งครรภ์
  • กำลังได้รับยา atypical antipsychotics ที่ทำให้น้ำหนักขึ้นเร็ว เช่น clozapine, risperidone

ทั้งนี้ในส่วนของผู้ปกครอง หากลูกป่วยเป็นเบาหวานแล้ว จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินหรือใช้อินซูลินปั๊มทดแทนตลอดชีวิตในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 บางรายที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้าม คือ เด็กควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ตามโภชนาการที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและเป็นอาหารสุขภาพ ควรหลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลมและขนมหวาน และปรึกษานักโภชนาการเพื่อกำหนดสัดส่วนอาหารที่เหมาะสม เป้าหมายเพื่อให้มีสุขภาพและการเจริญเติบโตที่ดี ควบคู่กับการรักษาเบาหวาน ลดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดในอนาคต

สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดด้วยการ ควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกิดภาวะอ้วน ดังนี้

  • รับประทานอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม

เพิ่มผักและผลไม้ให้มากขึ้น และลดการบริโภคอาหารประเภททอด อาหารแปรรูป และเครื่องดื่มน้ำตาลสูง แนะนำให้รับประทานอาหารตามสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตร้อยละ 40-50 ไขมันร้อยละ 30-40 และจากโปรตีนร้อยละ 15-25

  • ปรับพฤติกรรม โดยลดพฤติกรรมเนือยนิ่ง

การใช้เวลาหน้าจอที่ไม่เกี่ยวกับการเรียนหรือวิชาการไม่เกิน 1-2 ชั่วโมง/วัน ออกกำลังกายระดับปานกลางถึงหนักอย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน (พร้อมฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออย่างน้อย 3 สัปดาห์/สัปดาห์) เพื่อเพิ่มการตอบสนองต่ออินซูลิน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดน้ำหนักตัวให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 7-10

ท้ายนี้ ฝากถึงพ่อแม่ : ท่านคือผู้กำหนดสุขภาพของลูก การปลูกฝัง พฤติกรรมการกินที่สมดุลและการออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตั้งแต่เยาว์วัยคือ “วัคซีน” ป้องกันเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ดีที่สุด พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการดูแลสุขภาพ และหากพบอาการน่าสงสัย ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่รวดเร็ว การจัดการโรคตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้เด็กเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ

ฝากถึงเด็ก ๆ: การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ การเคลื่อนไหวร่างกายและเล่นสนุกอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ทำให้ร่างกายแข็งแรง แต่ยังเป็นการป้องกันตัวเองจากโรคภัยในอนาคต ทำให้เราใช้ชีวิตได้อย่างสนุกและมีความสุขไปด้วย

อ้างอิง : สาระวิทย์ ,โรงพยาบาลศิริราช ปิยมหาราชการุณย์