วันเสาร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

5 พฤติกรรมการกินผิดปกติ ที่บ่งบอกว่ากำลัง 'ป่วยทางจิต'

5 พฤติกรรมการกินผิดปกติ ที่บ่งบอกว่ากำลัง 'ป่วยทางจิต'

ยุคนี้ที่เทรนด์ดูแลสุขภาพกำลังฮิต ผู้คนให้ความสำคัญและใส่ใจมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาหารเป็นหนึ่งในสิ่งที่คนรักสุขภาพให้ความสำคัญอย่างมาก อาหารทุกมื้อถูกนับแคลอรี ผักต้องไร้สาร และโปรตีนต้องลีนที่สุด หลายคนอาจมองว่านี่คือวิถีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ แต่หากความใส่ใจนี้เริ่มกลายเป็นการ "หมกมุ่น" จนทำลายความสุขในชีวิต นั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคที่เรียกว่า “ออร์โธเร็กเซีย เนอร์โวซา (Orthorexia Nervosa)” หรือ “โรคคลั่งกินคลีน”

3 ใน 10 คนมีอาการป่วย แนวโน้มสูงขึ้น

ทั้งนี้  เมื่อปี 2023 (พ.ศ.2566) วารสาร Journal of Global Health (JOGH) มีการเผยแพร่ผลการศึกษาเรื่อง “สัดส่วนโดยรวมของอาการออร์โธเร็กเซียเนอร์โวซา: การทบทวนอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์เชิงเมตา โดยรวมบุคคล 30,476 คนจาก 18 ประเทศ” ซึ่งชี้ให้เห็นว่า  ความชุกทั่วโลก สัดส่วนของคนที่มีอาการของ Orthorexia (คลั่งกินคลีน) อยู่ที่ประมาณ 27.5% หรือเกือบ 3 ใน 10 คน 

เมื่อพิจารณาตามประเภทของประชากร พบว่าสัดส่วนโดยรวมสูงสุดอยู่ในกลุ่มคนที่มุ่งเน้นด้านสมรรถนะทางกีฬาหรือองค์ประกอบของร่างกาย แต่ไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญระหว่างเพศชาย (32.1%) และหญิง(34.6% )  เมื่อใช้เกณฑ์วัดเดียวกัน ทำให้หักล้างความเชื่อเดิมที่ว่าโรคนี้มักเกิดในผู้หญิงมากกว่า

แนวโน้มอาการ Orthorexia เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งสะท้อนถึงอิทธิพลของค่านิยมสุขภาพในสังคมสมัยใหม่และโซเชียลมีเดีย ซึ่งงานวิจัยเน้นย้ำว่าแม้จะดูเหมือนเป็นการใส่ใจสุขภาพ แต่ในผู้ที่มีคะแนนสูงมักพบความเชื่อมโยงกับ ภาวะย้ำคิดย้ำทำ , ความวิตกกังวล, และ ความพึงพอใจในชีวิตที่ลดลง เนื่องจากการถูกจำกัดด้วยกฎการกินของตัวเอง
 

9 พฤติกรรมของคนที่เสี่ยงมีอาการป่วยทางจิตคลั่งทานคลีน

1.“ไม่ทาน” อาหารที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

2.หลีกเลี่ยง “ไม่ทานอาหารนอกบ้าน” หรือทานอาหารกับผู้อื่น

3.“หมกมุ่น” ว่าอาหารที่ทานต้องดีต่อสุขภาพเท่านั้น ใช้เวลาเลือกพิจารณานาน ๆ

4.“คำนวณ” จำนวนแคลอรีในอาหารอย่างจริงจังทุกมื้อ

5.ไม่ยอมทานอาหารใด ๆ หาก “ไม่ใช่อาหารคลีน”

6.หากยิ่งทานอาหารคลีนได้มากจะรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองว่าฉันใช้ได้ “ฉันเก่ง”

7.มีอาการ “ย้ำคิดย้ำทำ” เช่น หากจะทานผักก็ล้างแล้วล้างอีกกลัวไม่สะอาด

8.ทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารคลีนเข้าไป จะพยายาม “โหมออกกำลังกายอย่างหนักหน่วง”

9.เมื่อทำตามกฎที่วางไว้ไม่ได้ในแต่ละวันก็จะ “โทษตัวเอง”

ผลเสียของการทานอาหารคลีนมากเกินไปหรือผิดวิธี

  • ทำให้ขาดสารอาหารบางหมู่
  • เกิดความผิดปกติทางการบริโภค เช่น โรคอะนอเร็กเซีย (Anorexia)
  • เกิดภาวะน้ำหนักลดต่ำกว่าปกติ
  • หากเป็นมาก ๆ ก็สามารถพัฒนาเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ หรือโรคซึมเศร้า

โรคกินไม่หยุด - โรคล้วงคอ- โรคเลือกกินอาหาร

นอกจากนี้ ยังมี “โรคทางใจ” อีกหลายโรคที่จัดอยู่ใน “กลุ่มพฤติกรรมการกินอาหารที่ผิดปกติ (Eating Disorder)” แบ่งได้จากความผิดปกติของพฤติกรรมการกิน

1.โรคคลั่งผอม (Anorexia Nervosa) เป็นโรคที่ผู้ป่วยจะมีภาวะกังวลต่ออาหารที่กินเข้าไป กังวลเรื่องรูปร่างและน้ำหนักว่าจะทำให้ดูอ้วนจึงไม่ยอมกินอาหารใดๆ ปฏิเสธการกินอาหารว่าไม่หิว ทั้งที่จริงๆ ร่างกายหิวและต้องการอาหาร

อาการของโรคคลั่งผอมนี้นอกจากพฤติกรรมการไม่ยอมกินอาหารแล้ว ยังสังเกตได้จากร่างกายที่ซูบผอม หนาวง่าย อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เวียนหัว ประจำเดือนขาดหรือมาไม่ปกติ เป็นลมได้ง่ายเนื่องจากการขาดน้ำ รวมไปถึงผมร่วง ผิวแห้ง เล็บฉีกขาดได้ง่ายอีกด้วย ซึ่งจะต่อยอดให้ร่างกายเป็นโรคขาดสารอาหาร โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคสมอง หรืออวัยวะภายในทำงานล้มเหลวได้

2.โรคกินไม่หยุด (Binge Eating Disorder (BED) เป็นโรคที่มีอาการตรงกันข้ามกับโรคคลั่งผม ซึ่งผู้ป่วยโรคกินไม่หยุดมักจะกินอาหารครั้งละมากๆ กินอย่างรวดเร็ว กินเยอะ กินจุ หากไม่รู้สึกอิ่มหรือไม่แน่นท้องก็จะไม่หยุดกิน แล้วจากนั้นก็จะรู้สึกผิด ซึมเศร้าที่ตัวเองกินมากไป แต่ก็ไม่สามารถสั่งร่างกายให้หยุดกินอาหารได้ ในบางรายอาจล้วงคอเพื่อเอาอาหารออก

ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่มักเสพติดการลดน้ำหนัก เครียด เคยล้มเหลวในการลดน้ำหนัก หรือพบเจอเรื่องสะเทือนใจมากจึงทำให้มีพฤติกรรมเหล่านี้ สุดท้ายอาจส่งผลให้เกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือดได้

3.โรคล้วงคอ (Bulimia Nervosa) เป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวเนื่องได้ทั้งโรคคลั่งผอมและโรคกินไม่หยุด ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้มักเป็นกลุ่มคนที่มีความกังวลเรื่องของน้ำหนักและรูปร่าง โดยเป็นภาวะที่เมื่อจิตใจรู้สึกผิดต่อการกินอาหารที่กินเข้าไป ทำให้ทุกครั้งหลังกินอาหารจะต้องไปล้วงคอเพื่อเอาอาหารออกมา หรือบางคนอาจใช้ยาระบาย ยาขับปัสสาวะ สวนทวารและออกกำลังอย่างหนักเพื่อไม่ให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

5 พฤติกรรมการกินผิดปกติ ที่บ่งบอกว่ากำลัง 'ป่วยทางจิต'

ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหารให้ทำงานผิดปกติได้ ไม่สามารถกินอะไรได้ตามปกติ ร่างกายต่อต้านการกินอาหาร เป็นกรดไหลย้อน ฟันผุจากกรดในกระเพาะอาหารที่ทำลายผิวเคลือบฟันขณะที่อาเจียนอาหารออกมา ท้องเสีย รวมถึงฮอร์โมนในร่างกายแปรปรวน ซึ่งจะส่งผลต่อทุกระบบในร่างกายให้ทำงานผิดปกติและอาจอันตรายต่อชีวิตได้

4.โรคเลือกกินอาหาร (Avoidant / Restrictive Food Intake Disorder) เป็นโรคที่มักพบได้บ่อยในเด็ก แต่ในผู้ใหญ่ก็สามารถพบได้เช่นกัน โดยผู้ป่วยจะหลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสชาติ สีสัน เนื้อสัมผัสที่ไม่ชอบ หรืออาหารที่ฝังใจในด้านไม่ดีและแสดงออกด้วยความกลัว สำลัก อาเจียน ท้องเสีย หรือเกิดอาการแพ้อาหารขึ้นมาได้ ซึ่งโรคนี้อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้

แม้การใส่ใจสุขภาพจะเป็นเรื่องดี แต่เส้นแบ่งระหว่าง "ความใส่ใจ" กับ "ความหมกมุ่น" นั้นเปราะบางกว่าที่คิด โดยเฉพาะโรคออร์โธเร็กเซีย (Orthorexia) ที่สะท้อนให้เห็นว่าการยึดติดกับกฎเกณฑ์ความคลีนจนเกินพอดี สามารถกลายเป็นสิ่งที่ทำลายทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิต ไม่ต่างจากกลุ่มโรคพฤติกรรมการกินผิดปกติ (Eating Disorder) อื่นๆ

กุญแจสำคัญของการมีสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่แค่การเลือกอาหารที่ไม่เป็นพิษ แต่คือการสร้างสมดุลระหว่างการดูแลร่างกายกับการรักษาความสุขในใจ เพื่อให้การกินเป็นเรื่องของการบำรุงชีวิต ไม่ใช่การลงโทษตัวเอง

อ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี , รพ.วิมุต