พรรคการเมือง บุหรี่ไฟฟ้าและวันเด็ก พ.ศ. 2569

ในขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ เตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 8 ก.พ.2569 การเสนอนโยบายเพื่อให้ประชาชนรับทราบถึงจุดยืนของพรรคเป็นสิ่งสำคัญ
ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 มีหลายพรรคการเมืองได้เสนอนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งตลอดเวลา 3 ปีที่ผ่านมา หลักฐานเชิงประจักษ์จากงานวิจัยและกรณีศึกษาจากประเทศต่างๆ บ่งชี้ถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อสังเกตแรก คือผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีการพัฒนารูปแบบอย่างรวดเร็ว การออกแบบเป็นตุ๊กตา ของเล่นต่างๆ สำหรับเด็กและเยาวชน บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ามีเจตนามุ่งเป้าไปยังเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิของเด็กที่จะต้องได้รับการปกป้อง คุ้มครอง จากสารเสพติด
เช่น นิโคติน ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งอนุวัตรตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กขององค์การสหประชาชาติ เพราะเด็กและเยาวชนคืออนาคตและความมั่นคงของชาติ
เด็กและเยาวชนทั่วโลกต่างถูกละเมิดสิทธิด้วย “การตลาดล่าเหยื่อ” และสถิติบ่งชี้ว่า กลุ่มประเทศที่มีกฎหมายห้ามผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง (Total Ban) มีอัตราการแพร่ระบาดในกลุ่มเด็กน้อยกว่า 0.6 เท่าของกลุ่มประเทศที่มีกฎหมายควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อสังเกตที่สอง คือการกล่าวอ้างว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวน ทั้งๆ ที่ไม่มีงานวิจัยเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่สูบบุหรี่มวนและผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ากลุ่มไหนมีโรคภัยไข้เจ็บน้อยกว่า หรืออายุยืนยาวกว่า แต่มีงานวิจัยจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (US-CDC) บ่งชี้ว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีโลหะหนักและสารก่อมะเร็งที่ไม่ปรากฏอยู่ในบุหรี่มวน
สอดคล้องกับรายงานจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ซึ่งบ่งชี้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีสารเคมีมากกว่าร้อยชนิดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และไม่มีหลักฐานว่ามีประสิทธิผลในการช่วยเลิกสูบบุหรี่มวน และผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสเสี่ยงที่จะสูบบุหรี่มวนสูงเป็น 3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า
ข้อสังเกตที่สาม คือการอ้างว่าหากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกกฎหมาย รัฐบาลจะสามารถเก็บภาษีได้ งานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์บ่งชี้ว่า รัฐแคลิฟอร์เนียเก็บภาษีบุหรี่ไฟฟ้าได้ปีละ 300 ล้านบาท แต่เสียค่ารักษาพยาบาลผู้ได้รับผลกระทบจากบุหรี่ไฟฟ้ามากกว่าปีละ 500,000 ล้านบาท ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีค่ารักษาพยาบาลและค่าใช้จ่ายสุขภาพเพิ่มขึ้นต่อคนประมาณ 70,000 บาทต่อปี มากกว่าผู้ที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า
ปลายเดือน พ.ย.2567 รัฐสภาเวียดนามลงมติ 458 จาก 460 เสียง ห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกชนิด หลังจากผลการศึกษาทางเศรษฐศาสตร์บ่งชี้ว่า ทุกๆ 1 หน่วยที่รัฐเก็บภาษีจากบุหรี่ไฟฟ้า จะมีผลกระทบทางลบ 5 เท่า จึงไม่มีความคุ้มค่า คุ้มทุน
จุดมุ่งหมายสำคัญของภาษีสรรพสามิตยาสูบ คือ เพื่อลดการบริโภคยาสูบ ส่วนรายได้จากภาษีสรรพสามิตยาสูบเป็นผลพลอยได้เท่านั้น การสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เพื่อรัฐจะได้เก็บภาษีนั้น เป็นการหลงประเด็น
ข้อสังเกตที่สี่ การอ้างว่าประเทศไทยห้ามนำเข้า ห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้ามา 10 ปีแล้ว ไม่ได้ผลเพราะสามารถหาซื้อบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนได้ง่าย ประเด็นนี้เป็นปัญหาสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวด แต่การอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย ไม่ใช่การแก้ไขปัญหา
ประเทศที่เคยห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง แล้วอนุญาตให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย เช่น แคนาดา และนิวซีแลนด์ พบว่า อัตราการแพร่ระบาดในกลุ่มเยาวชนแคนาดาเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 14.6 เป็น 29.4 ส่วนนิวซีแลนด์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.8 เป็น 9.6
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของมาเลเซียมีนโยบายที่จะห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิงในปี พ.ศ. 2569 เหตุผลสำคัญคือเพื่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน มาเลเซียจะเป็นประเทศที่ 7 ในอาเซียนที่จะห้ามบุหรี่ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกับ บรูไน กัมพูชา ลาว สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม
ข้อมูลจากหลักฐานเชิงประจักษ์และกรณีศึกษาในต่างประเทศมีปรากฏอยู่ในรายงานกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุม กำกับ บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย มีการอภิปรายรายงานฉบับดังกล่าวในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาลได้พิจารณารายงานแล้ว
โดยคงมาตรการการห้ามนำเข้าห้ามจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าอย่างสิ้นเชิง และมีข้อสั่งการโดยนายกรัฐมนตรีให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง บังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ส่งผลให้มีการตรวจจับและยึดบุหรี่ไฟฟ้าได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งหากมีการใช้กฎหมายปราบปรามการฟอกเงินจะทำให้สืบสาวไปถึงต้นตอของนายทุนและผู้นำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเถื่อนได้
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2568 รับทราบมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเฉพาะประเด็นการปกป้องเด็กและเยาวชนจากบุหรี่ไฟฟ้า และเห็นชอบมาตรการต่างๆ ในการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย ซึ่งการคงไว้มาตรการการห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับธนาคารโลกและองค์การสหประชาชาติ ที่บ่งชี้ว่าผลิตภัณฑ์ที่มี นิโคติน ก่อให้เกิดผลเสียต่อเศรษฐกิจและสังคม
การบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นกลยุทธ์ของบริษัทยาสูบข้ามชาติ ผู้ผลิตบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ และเครือข่ายบริวาร ดังนั้น มาตรการต่างๆ ที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เสนอต่อ ครม. เพื่อให้ความเห็นชอบนั้น เป็นกระบวนการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งใช้เวลาในการกลั่นกรองข้อมูลจากทุกภาคส่วน จึงมีความน่าเชื่อถือมากกว่าผู้ที่พูดความจริงเพียงครึ่งเดียว
พรรคการเมืองควรจะเสนอนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าให้สังคมรับทราบ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาสูบและบุหรี่ไฟฟ้า มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนคือเป้าหมายของบริษัทยาสูบข้ามชาติและเครือข่ายบริวาร
นโยบายที่จะสนับสนุนให้บุหรี่ไฟฟ้าถูกกฎหมาย สะท้อนถึงการบ่อนทำลายอนาคตและความมั่นคงของชาติ สังคมจะได้ทราบถึงเจตนาและจุดยืนของพรรคการเมืองที่ชูนโยบายเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างชัดเจน







