background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม 2569

Login
Login

ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน  ร่างกาย 3 ระบบหนักสุด

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเผย ปี 68 คนไทยป่วยจากฝุ่น PM 2.5 กว่า 10 ล้านคน 3 ระบบร่างกายกระทบมากสุด สัมผัสซ้ำๆเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด วอนเร่งแก้ที่ต้นเหตุ

เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2568 นพ.ศุภกร ตุลย์ไตรรัตน์ นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ กลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านอาชีวเวชศาสตร์และเวชศาสตร์สิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี  กรมการแพทย์ กล่าวถึงผลกระทบจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ว่า ภาพรวมจากข้อมูลของโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศมีผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ของปี 2568 อยู่ที่ประมาณ 10,000,000 คน ยังไม่รวมผู้ที่เข้ารับการรักษาจากโรงพยาบาลเอกชนหรือคลีนิคเอกชน

“ไม่ได้มีอาการหนักขนาด แต่ทำให้มีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบจำนวนมาก หากเทียบกับปี 2567 ทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 12,000,000 คน ดังนั้น ปี 2568 ถือว่าลดลงนิดหน่อยแต่ก็ยังไม่ครบทั้งปีจึงเทียบได้ยาก ส่วนปี 2566 มีผู้ได้รับผลกระทบจำนวน 11,000,000 คนส่วนปี 2565 มีผู้ได้รับผลกระทบ 10,000,000 คน”นพ.ศุภกรกล่าว

นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า จากข้อมูลคนไข้และการศึกษาวิจัย กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ กลุ่มโรคทางเดินหายใจ แยกย่อยเป็นหลอดลมอักเสบ เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรังหอบหืด รองลงมากลุ่มโรคผิวหนัง ผื่นคัน และระบบตา ตาแดง เยื่อบุตาอักเสบ ทั้งนี้ กรณีกลุ่มโรคทางเดินหายใจถ้าเป็นคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้วก็ต้องบอกว่ามีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้  โดยเฉพาะคนที่เป็น หอบหืด หรือปอดอุดกั้นเรื้อรังเพียงแต่อาจจะไม่ได้มีจำนวนที่นับเฉพาะในขณะที่มีอาการรุนแรง เพราะตัวเลขที่รายงานเข้ามาเป็นสถิติของประเทศทั้งอาการเล็กน้อย ปานกลาง รุนแรง

“คนที่มีเลือดกำเดาไหล ไอเป็นเลือดในช่วงฤดูฝุ่น PM 2.5  มีทั้งที่เกิดจาก PM 2.5 จริงๆ และเกิดจากอย่างอื่นที่ไม่ได้เกี่ยวกับ PM 2.5 แต่ถ้าถามว่า PM 2.5  ทำให้เกิดภาวะเหล่านี้ได้หรือไม่ก็ต้องตอบว่าเกิดได้ ซึ่งอาการเลือดกำเดาไหลอาจจะอยู่ระดับปานกลาง ส่วนความรุนแรง เช่น หอบเหนื่อยในคนที่เป็นหอบหืดอยู่แล้ว หรือเป็นปอดอุดกั้นเรื้อรังอยู่ แล้วถูกกระตุ้นด้วย PM 2.5 ก็มีโอกาสที่จะเป็นหนักถึงขั้นต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีคนป่วย เพียงแต่จำนวนเคสไม่ได้มีการนับไว้อย่างชัดเจน”นพ.ศุภกรกล่าว   

นพ.ศุภกร กล่าวอีกว่า การสัมผัส PM 2.5 ซ้ำๆจะส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว เพิ่มความเสี่ยงเช่น โรคมะเร็งปอด อยู่แล้ว เพียงแต่ว่ามะเร็งปอดนั้นพิสูจน์ได้ยาก ว่าเป็นเพราะพีเอ็ม 2.5 หรือไม่ เพราะไม่มีแลบที่ตรวจได้เป็นการเฉพาะว่าเกิดจากสาเหตุอะไรกันแน่ เพียงแต่ ทั่วโลกยืนยันตรงกันว่าพีเอ็ม 2.5 ยิ่งมีปริมาณมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งปอดมากขึ้น ยิ่งมีการสัมผัสในระยะยาวก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเกิดเป็นมะเร็งปอดมากยิ่งขึ้น แต่สัมผัสนานแค่ไหนถึงจะเกิดโรคนั้นข้อมูลไม่ได้มีบอกเอาไว้ชัดเจน แต่ยิ่งสัมผัสหลายปีก็ยิ่งมีโอกาสมากขึ้น

นพ.ศุภกร กล่าวด้วยว่า หากจะแก้ปัญหาระยะยาว ต้องแก้ที่ต้นเหตุของการเกิดฝุ่น PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่สัมพันธ์กับปัญหาเศรษฐกิจด้วย เช่น การเผาทางการเกษตร การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ เมื่อเทียบกับช่วงโควิดที่มีการปิดเมือง ใช้รถน้อย ผลคือ PM 2.5 ลดน้อยลงตามไปด้วย ดังนั้น ก็ต้องส่งเสริมการใช้รถไฟฟ้าให้มากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหาการเผาทางการเกษตรรัฐบาลก็ต้องมีนโยบายสนับสนุนให้มีการปรับเปลี่ยนจากการเผาเป็นการทำอย่างอื่น

ส่วนคำแนะนำประชาชน ถ้าเป็นไปได้ขอให้หลีกเลี่ยงการออกนอกบ้านในช่วงที่ ฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ถ้าจะออกจากบ้านก็ขอให้เช็คค่าฝุ่นก่อน ถ้าจำเป็นต้องออกจากบ้านก็ขอให้ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ถ้าจะให้ดีที่สุดคือชนิด N95 และขอให้สวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว เพราะคนที่มาสัมผัสที่ตัวก็มีโอกาสทำให้เกิดผิวหนังผื่นอักเสบได้ เมื่อกลับบ้านมาก็ขอให้รีบอาบน้ำทำความสะอาดร่างกาย

ส่วนสิ่งที่สามารถปรับแผนไม่ต้องออกนอกบ้านแล้วหันมาทำในบ้านแทนได้ก็ขอให้ทำ เช่น การออกกำลังกายจากที่เคยไปออกไปวิ่งกลางแจ้ง ก็เปลี่ยนมาเป็นการเข้าฟิตเนสแทน และหากสงสัยว่าจะได้รับผลกระทบจาก PM 2.5 ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาการทางเดินหายใจเป็นหลัก หรืออาการทางผิวหนัง หรือทางตาก็สามารถมาพบแพทย์ ซึ่งสามารถพบผ่านคลินิกมลพิษออนไลน์ หรือพบแพทย์ที่คลินิกมลพิษใกล้บ้านได้