วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

บทเรียนการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อม (2)

บทเรียนการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อม (2)

ครั้งที่แล้วผมเขียนถึง การใช้ข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่เมืองฮิซายามะ ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียดและครบถ้วน ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2503

โดยได้อาศัยการใช้ข้อมูลที่มีความยาวนานถึง 65 ปี ดังกล่าว ในการทำงานวิจัยเพื่อใช้ในการดูแลสุขภาพ ของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงในการเป็นโรคสมองเสื่อม ซึ่งเป็นโรคที่น่ากลัวสำหรับผู้สูงวัย ทั้งในเชิงของผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ที่ประสบกับโรคดังกล่าว และในเชิงของผลกระทบกับคนรอบข้าง และกับเศรษฐกิจโดยรวม

งานวิจัยเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมที่ใช้ข้อมูลของชาวเมืองฮิซายามะที่ผมเขียนถึงในครั้งที่แล้ว คือ การเชื่อมโยงความเสี่ยงของการเป็นโรคสมองเสื่อมกับการรักษาดูแลสุขภาพปากให้มีฟันแท้เหลืออยู่อย่างน้อย 24 ซี่ขึ้นไป

ครั้งนี้ผมจะเขียนถึงงานวิจัยอีก 2 เรื่องที่ใช้ข้อมูลจากเมืองฮิซายามะ คืองานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Alzheimer’s and Dementia เมื่อปี 2564 คือ Development of a Dementia Prediction Model for Primary Care: The Hisayama Study. งานวิจัยนี้อาศัยข้อมูลจากผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีและมากกว่า) 795 คน อายุเฉลี่ย 74.1 ปี โดยติดตามเป็นเวลานาน 24 ปี จากปี 2531-2565 และพบว่า 363 คน เป็นโรคสมองเสื่อมตอนจบงานวิจัย จะเห็นได้ว่าผู้สูงอายุเป็นโรคสมองเสื่อมในกรณีนี้ถึง 45.7%

ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปใช้สร้างแบบจำลองในรูปแบบของแบบสอบถาม เพื่อคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อม ทำให้ประชาชนทั่วไปและผู้ที่เกี่ยวข้องด้านสาธารณสุข สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นเป็นรายบุคคลได้

กล่าวคือ เราสามารถประเมินความเสี่ยงของตัวเองที่จะเป็นสมองเสื่อมใน 10 ปี ข้างหน้า โดยการตอบคำถาม 9 คำถาม ดังปรากฏในตาราง หากได้คะแนนสูงมากเท่าไหร่ความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมก็จะเพิ่มขึ้นจาก 4% ไปจนกระทั่งสูงถึง 80% หรือมากกว่า หากได้คะแนนเท่ากับ 13 หรือมากกว่า จากคะแนนเต็ม 19 คะแนน

บทเรียนการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อม (2)

จะเห็นได้ว่า ความเสี่ยงสูงสุด คือ การมีอายุมากขึ้น ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เว้นแต่จะเป็นโรคอื่นแล้วเสียชีวิตไปก่อน กล่าวคือ หากมีอายุยืนถึง 85 ปีหรือมากกว่าก็จะมีความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม 29% ภายในอีก 10 ปี ข้างหน้า แม้ว่าจะดูแลตัวเองอย่างดีเยี่ยมอย่างไร หากเป็นผู้ชาย 

แต่หากเป็นผู้หญิงความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นเป็น 37% เป็นต้น ซึ่งค่อนข้างจะสอดคล้องกับงานวิจัยอื่นๆ  ที่พบว่าผู้หญิงมีความเสี่ยงจากการเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าผู้ชาย ในบางกรณีพบว่ามีความเสี่ยงมากกว่าผู้ชายถึง 50 ถึง 60% ซึ่งสาเหตุนั้นยังเป็นเรื่องที่ถกเถียงกันอยู่ โดยส่วนหนึ่งประเมินว่า เป็นเพราะผู้หญิงอายุยืนกว่าผู้ชายแต่ก็น่าจะยังมีปัจจัยสาเหตุอื่นๆ อีกด้วย

ผมจะยังไม่ขอขยายความในเรื่องของความเสี่ยงเพราะเพศในตอนนี้ เพราะอยากขอเชื้อเชิญให้ เรา (ผู้สูงวัย)ใช้แบบจำลองดังกล่าว ประเมินความเสี่ยงของตัวเองและนำข้อมูลไปปรับพฤติกรรมเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว

เช่น การเลิกสูบบุหรี่และการออกกำลังกายเป็นประจำร่วมกัน จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมได้ถึง 10% (ซึ่งคุ้มค่าอย่างมาก เพราะเวลาเราลงทุนซื้อตราสารหนี้ หากได้ผลตอบแทน 3 ถึง 4% ก็รู้สึกว่าสูงเพียงพอแล้ว ทำไมจะไม่ยอมดูแลสุขภาพสมองของตัวเองเพื่อให้ได้ผลตอบแทน 10%?) 

นอกจากนั้น การหลีกเลี่ยงการเป็นโรคเบาหวาน และการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ ก็จะลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมได้อีก 10% (และแน่นอนว่าจะลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอันตรายอื่นๆ อีกหลายโรคอีกด้วย)

อีกงานวิจัยหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Gerontology เมื่อปี 2566 คือ Association of Gait Speed with Regional Brain Volumes and Risk of Dementia in Older Japanese: The Hisayama Study”. งานวิจัยนี้ ติดตามผู้สูงอายุ (อายุ 65 ปีหรือมากกว่า) 1,112 คน ณ จุดเริ่มต้นปราศจากโรคสมองเสื่อม โดยติดตามเป็นเวลา 5 ปี เมื่อจบงานวิจัยพบว่า 108 คนประสบภาวะสมองเสื่อม

ข้อสรุปสำคัญคือ การเดินที่ช้าลงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สะท้อนภาวะสมองเสื่อม กล่าวคือ คนที่เดินเชื่องช้า มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าคนที่เดินเร็วเป็นปกติถึง 2.4 เท่า (ดูรูป)

บทเรียนการดูแลสุขภาพเพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อม (2)

ต่อมาก็มีงานวิจัยอื่นๆ ที่สนับสนุนผลการวิจัยดังกล่าว ตัวอย่างเช่น พบว่า การเดินช้ากว่า 60 เมตรต่อหนึ่งนาที สะท้อนว่ามีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นโรคสมองเสื่อม และพบว่าการเดินที่ช้าลงทุก 6 เมตรต่อ 1 นาทีจะเพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม 13% ขณะที่การเดินเร็วเป็นปกตินั้นต้องใช้สมอง ร่างกายต้องมีกำลังวังชาและมีความสมดุล 

หากเดินเร็วเป็นปกติไม่ได้ หรือมีปัญหาในเคลื่อนไหวก็จะทำให้ต้องเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปข้างนอกและเสียโอกาสในการพบปะเพื่อนฝูง ถูกโดดเดี่ยว ซึ่งจะทำให้อาการสมองเสื่อมยิ่งเร่งตัวขึ้นอีกครับ