วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

บทเรียนการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงโรคสมองเสื่อม (1)

บทเรียนการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงโรคสมองเสื่อม (1)

ผมได้ดูรายการโทรทัศน์ของญี่ปุ่น Medical Frontiers ของสถานีโทรทัศน์ NHK World Japan เรื่อง “Dementia: Long Term Study Reveals New Findings” เมื่อวันที่ 1 พ.ย.2568

จึงขอนำมาสรุป เพื่อแบ่งปันความรู้สำหรับผู้สูงวัย (เช่นผม) ที่ต้องการหลีกเลี่ยงการเป็นโรคสมองเสื่อมในบั้นปลายของชีวิต

ก่อนอื่นต้องขอบอกว่า ข้อมูลเกี่ยวกับงานวิจัยด้านสมองเสื่อมที่กล่าวถึงในรายการนั้น ไม่ใช่อะไรที่เป็นเรื่องใหม่ กล่าวคือ ได้อ้างอิงผลงานวิจัยเมื่อปี 2560 2564 และ 2566 แต่ก็มีประโยชน์อย่างมาก ในการให้คำแนะนำในการดำเนินชีวิตเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นโรคสมองเสื่อม

ที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งคือ ฐานข้อมูลที่ใช้ในการวิจัยนั้นมาจากแหล่งเดียว คือ ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของคนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ที่เมืองฮิซายามะ (Hisayama) ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆ (ประชากร 9,355 คน) อยู่ติดกับเมืองฟูกูโอกะ (Fukuoka) ซึ่งมีประชากรประมาณ 1.6 ล้านคน บนเกาะคิวชูของประเทศญี่ปุ่น

เมืองฮิซายามะ มีความสำคัญในเชิงวิชาการด้านสุขภาพ เพราะได้เริ่มเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของประชากรมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2503 กล่าวคือ มีข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพของประชากรอย่างค่อนข้างจะละเอียดครบถ้วนมานานกว่า 65 ปี และจะยังเก็บข้อมูลสุขภาพต่อไปอีกเรื่อยๆ โดยเป็นความร่วมมืออันยาวนานระหว่างเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ประชาชนของเมือง และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคิวชู

ในตอนแรกนั้น เมืองฮิซายามะเก็บข้อมูลด้านสุขภาพของประชาชน โดยตั้งใจว่าจะค้นคว้าหาสาเหตุของการเสียชีวิตจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง (stroke) และในปี 2507 ก็สามารถได้ข้อสรุปทางวิชาการว่า การเสียชีวิตจากภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยงนั้น สาเหตุสำคัญคือ ภาวะความดันโลหิตสูง

แต่ต่อมาพบว่า ข้อมูลสุขภาพที่มีอย่างครบถ้วน ทำให้สามารถทำการวิจัยเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพได้ในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับ “ภาวะสมองเสื่อม” ซึ่งเป็นโรคที่กำลังมีความสำคัญอย่างยิ่งในประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว

ตรงนี้ต้องขอเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่นว่า ประชากรของญี่ปุ่นนั้นเริ่มลดลงตั้งแต่ประมาณปี 2552 และอายุมัธยฐาน (median age หรืออายุที่อยู่กึ่งกลาง โดยมีประชากรจำนวนเท่ากันที่มีอายุมากกว่าหรือน้อยกว่า) ของประชาชนญี่ปุ่น ณ วันนี้ คือ 50 ปี ในขณะที่อายุมัธยฐานของประชาชนคนไทย ณ วันนี้ คือ 40 ปี และจำนวนประชากรของไทยเพิ่งเริ่มลดลงประมาณปี 2567 หรือหลังจากญี่ปุ่นประมาณ 25 ปี

เมืองฮิซายามะส่งเสริมการดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างทั่วถึง โดยให้ประชาชนมีอายุ 40 ปีหรือมากกว่า สามารถมารับการตรวจสุขภาพได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย 1 ครั้งต่อปี ซึ่งในตอนแรกนั้นประชาชนก็ไม่ได้กระตือรือร้นมากนัก แต่ฝ่ายสาธารณสุขและนักวิจัยของมหาวิทยาลัยคิวชูก็ได้เดินทางลงไปในพื้นที่เพื่อพบปะดูแลตรวจสุขภาพให้กับชาวบ้าน

และเชื้อเชิญให้ทำการตรวจสุขภาพเป็นประจำ จนในที่สุดก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทำให้มีข้อมูลด้านสุขภาพที่มีความครบถ้วนยาวนานจนสามารถนำมาทำงานวิจัยที่สำคัญ ซึ่งผมจะขอกล่าวถึงต่อไป

งานวิจัยชิ้นแรกที่ผมคิดว่าน่าสนใจคือ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Geriatric Society เมื่อเดือน พ.ค.2560 เรื่อง Tooth Loss and Risk in the Community: the Hisayama Study งานวิจัยนี้ติดตามผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีหรือมากกว่าจำนวน 1,566 คน เป็นเวลา 5 ปี

พบว่า ต่อมา 180 คน (11.5%) เป็นโรคสมองเสื่อม โดยแบ่งเป็น 127 คน (8.1%) เป็นโรคอัลไซเมอร์ และ 42 คน (2.7%) เกิดภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด (Vascular dementia)

ทั้งนี้เมื่อแบ่งผู้สูงอายุออกเป็น 4 กลุ่ม ตามจำนวนฟันที่มีอยู่ในปาก คือ

- กลุ่มที่ 1 มีฟัน 20 ซี่หรือมากกว่า

- กลุ่มที่ 2 มีฟัน10 ถึง 19 ซี่

- กลุ่มที่ 3 มีฟัน 1 ถึง 9 ซี่

- กลุ่มสุดท้ายไม่มีฟันเหลือเลย

 

บทเรียนการดูแลสุขภาพ หลีกเลี่ยงโรคสมองเสื่อม (1)

งานวิจัยพบว่า คนที่มีฟัน 20 ซี่หรือมากกว่าจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมต่ำที่สุด และคนที่มีฟัน 9 ซี่หรือน้อยกว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคสมองเสื่อมมากกว่าถึง 60-80% ดังปรากฏในรูป ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? 

สาเหตุที่น่าจะเป็นคือ “การเคี้ยว” เป็นการกระตุ้นให้มีเลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น โดยเฉพาะที่ Hippocampus ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเรียนรู้และความจำ โดยเฉพาะการเปลี่ยนความทรงจำระยะสั้นให้เป็นความทรงจำระยะยาว นอกจากนั้น การเคี้ยวอาหารไม่ได้มักจะทำให้ไม่สามารถบริโภคโปรตีนและผักผลไม้ได้เพียงพอ

(งานวิจัยพบว่า การบริโภคโปรตีนโดยเฉพาะจากพืชและการบริโภคผักผลไม้ปริมาณมากจะลดความเสี่ยงของการเป็นโรคสมองเสื่อม) และสุดท้ายคือ การที่ฟันเสียและมีเชื้อโรคในปากจะทำให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังที่เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อม

จากการวิจัยดังกล่าว รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ส่งเสริมการดูแลสุขภาพของช่องปากให้ประชาชนมีฟันอย่างน้อย 20 ซี่ตอนอายุ 80 ปี หรือที่เรียกว่าโครงการ 8020