background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

"Future Food" ไม่ใช่ "Future Health" บางอย่างมีอันตรายซ่อนอยู่

"Future Food" ไม่ใช่ "Future Health" บางอย่างมีอันตรายซ่อนอยู่

ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสนใจกับ เทรนด์ Future Food หรืออาหารแห่งอนาคตอย่างมาก จนอาจเข้าใจไปว่าเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ซึ่งแท้จริงแล้วใม่ใช่ Future Food ทุกประเภทจะดีต่อสุขภาพ  

ทั้งนี้ จากการสำรวจเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ทำให้มีข้อมูลว่า คนไทยเลือกอาหารจากรสชาติเป็นหลักดังนั้น ในการเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ จึงควรเน้นบริโภคอาหารหลากหลายและสร้างสมดุลของอาหารแต่ละชนิดด้วย  

4 กลุ่ม Future Food

Future Food ประกอบด้วยอาหาร 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. อาหารฟังก์ชัน (Functional Food) เป็น ผลิตภัณฑ์อาหารที่เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกาย แล้วจะสามารถทำหน้าที่อื่นๆ ให้กับร่างกาย นอกเหนือจากความอิ่มและความอร่อย ให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็น เพื่อประโยชน์ทั้งในด้านการปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ระบบและสภาพการทำงานของร่างกาย

แบ่งย่อยเป็น กลุ่มอาหารที่มีการแต่งเติมสารอาหารหรือลดสารอาหารที่เป็นประโยชน์น้อย เพื่อให้มีผลต่อการสร้างเสริมสุขภาพ  เช่น อาหารและเครื่องดื่มที่เสริมด้วยวิตามินหรือแร่ธาตุต่างๆ ไข่ไก่เสริม โอเมก้า-3 เป็นต้น และกลุ่มอาหารที่แปรรูปจากวัตถุดิบธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่ส่งผลดีต่อร่างกาย เช่น ถั่วเหลือง กระเทียม มะเขือเทศ โยเกิร์ต โดยไม่ได้เพิ่มหรือลดสารอาหารอื่นๆ

2. อาหารใหม่ (Novel Food)  การผลิตรูปแบบใหม่ที่ได้จากพืชหรือสัตว์ที่ ไม่ได้ใช้เทคนิคการผลิตโดยทั่วไปของอาหารนั้นๆ มีการปรับแต่งกระบวนการผลิตแบบใหม่ การใช้นาโนเทคโนโลยี เช่น โปรตีนจากพืช เนื้อจากพืช นมจากพืช เป็นต้น

3.อาหารทางการแพทย์ (Medical Food) ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้ทดแทนยาห รือ อาหารเสริมภายใต้การควบคุมของแพทย์ เพื่อช่วยรักษาผู้ป่วยให้ได้รับสารอาหารที่ถูกต้องและเหมาะสมต่อโรค รูปแบบทาน หรือดื่มแทนอาหารหลักบางมื้อ หรือให้ทาง สายยาง เช่น เจลลี่ โดยเป็นสูตรอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน เหมาะสำหรับผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ทารก หรือผู้ที่มีระบบเผาผลาญผิดปกติ

 4. อาหารอินทรีย์ (Organic Food) ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ผลิตหรือแปรรูป โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงที่สังเคราะห์ทางเคมี ไม่มีการตัดแต่งพันธุกรรม ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยที่มาจากกากของระบบบำบัดน้ำเสีย

มูลค่าการส่งออก Future Food

การส่งออก Future Food ของไทย ในปี 2564 พบว่ามีมูลค่ารวมกว่า 94,000 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกหลัก คือ สหรัฐอเมริกา จีน และเวียดนาม ขณะที่ปี 2566 มูลค่ามากกว่า 144,000 ล้านบาท อัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น(CAGR )8.2%  

 89% เป็นอาหารเชิงฟังก์ชัน อย่างผลิตภัณฑ์ลดหวาน มันเค็ม สารประกอบเชิงฟังก์ชัน เช่น สารสกัด วิตามิน โพรไบโอติกส์ พรีไบโอติกส์ และอาหารเสริม) ,5% เป็นโปรตีนทางเลือก ,4% เป็นอาหารทางการแพทย์ และอาหารเฉพาะบุคคล และ 2% เป็นผลิตภัณฑ์อินทรีย์ และอาหารไม่ปรุงแต่ง ซึ่งภาพรวมสัดส่วนการส่งออกอยู่ที่ 11% เติบโตสูง และคาดการณ์ว่าภายปี 2570 การส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารอนาคตจะมีมูลค่าถึง 220,000 ล้านบาท

Future food อาจไม่ใช่ Future Health

อย่างไรก็ตาม ในการเสวนาประเด็น “สิทธิในอาหารและระบบอาหารที่ยั่งยืน เพื่อการเข้าถึงอาหารสมดุลเพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน” ภายในเวทีบูรณาการเครือข่ายอาหารสู่การบริโภคที่สมดุลด้วยระบบอาหารที่ยั่งยืน เนื่องในวันอาหารโลก 2567 เมื่อเร็วๆนี้

สมิทธิ โชติศรีลือชา กรรมการและประธานวิชาการ สมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า  อาหารแห่งอนาคตหรือ Future food จะเป็นเทรนด์แน่นอน เพื่อตอบโจทย์เรื่องสุขภาพในอนาคต แต่ Future food  ที่ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมบางอย่างอาจจะมีการเติมแต่งสารบางอย่างที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ จะเป็น Future Health หรือไม่

“ โจทย์ของอุตสาหกรรม จะต้องทำให้ Future food  กลายเป็น Future Healthด้วย และผู้บริโภคจะต้องตระหนักรู้ว่าไม่ใช่ Future food  ทั้งหมดจะต้องดี และ Future foodที่ดีต่อสุขภาพจะต้องทำให้คนเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม สร้างความมั่นคงทางอาหาร”สมิทธิกล่าว 

เทคนิคกินอาหารเพื่อสุขภาพ   

ในฐานะนักกำหนดอาหาร แนะนำว่า ประชาชนควรที่จะต้องกินอาหารสมดุล หรืออาหารสุขภาพดี ที่รับประทานแล้วมีสารอาหาร พลังงานที่เพียงพอ หลากหลาย ปลอดภัย เข้าถึงได้ รับประทานได้ระยะยาว ไม่ทำให้เกิดโรคในอนาคต  ส่งเสริมสุขภาพดี  ซึ่งจะช่วยทั้งการป้องกันและบำบัดรักษาโดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(NCDs)

การเลือกอาหารเพื่อสุขภาพ  หากเป็นกลุ่มที่ทำอาหารเอง หากซื้อวัตถุดิบมาแล้วมีความเสี่ยงเรื่องสารตกค้างก็หาวิธีที่จะลดปริมาณสารตกค้างลง เลือกอาหารหลากหลาย อาหารในท้องถิ่น ลดการปรุง ลดเค็ม ลดหวาน ลดมันลง แต่ยังมีรสชาติอร่อย 

ส่วนคนเมืองที่ไม่ได้ทำอาหารเอง อาจจะต้องดูฉลากโภชนาการมากขึ้นในการเลือกซื้อ แล้วเลือกที่มีน้ำตาล โซเดียม ไขมันน้อยลง รวมถึง เลือกกินให้ครบ 5 หมู่ หลากหลาย และสร้างสมดุลในการทาน เช่น จับคู่อาหารที่เหมาะสม แทนที่จะเป็นแกงกะทิกับไข่เจียว ก็เปลี่ยนเป็นแกงกะทิกับไข่ต้ม เป็นต้น 

“สรุปแล้วอะไรก็ทานได้ แต่หลักสำคัญจะต้องรับประทานอาหารอย่างหลากหลายและสร้างสมดุลของอาหารแต่ละวัน อย่างเช่น มื้อเย็นทานขาหมูในวันต่อไปขอเลือกเป็นอาหารไขมันต่ำแทน  ซึ่งจะทำให้สามารถรับประทานอาหารอร่อยอย่างสนุกควบคู่ไปกับโภชนาการได้ แต่จะต้องกินให้พอ ไม่ก่อโรคและไม่ทำลายโลก”สมิทธิกล่าว 

คนไทยเลือกอาหารจากรสชาติเป็นหลัก

ขณะที่ นวรัตน์ เฉลิมเผ่า ผู้ช่วยผู้แทนองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ(FAO) ประจำประเทศไทย (ฝ่ายโครงการ) กล่าวว่า  เมื่อ 3-4 ปีก่อนสำนักงานสถิติแห่งชาติมีการสำรวจ พบว่า คนไทยเลือกซื้ออาหารและรสชาติเป็นหลัก ทั้งที่ควรจะเลือกจากโภชนาการเพื่อสุขภาพมาก่อนเลือกอาหารปลอดภัย มีประโยชน์ ไม่เลือกอาหารที่จะทำให้เกิดโรค ไม่เลือกอย่างเหลือทิ้งเหลือขว้าง และต้องมีความหลากหลาย

“มีข้อมูลว่าทั่วโลกมีการปลูกพืชประมาณ 6,000 ชนิด แต่ 66 %ของอาหารมาจากพืชเพียง 9 ชนิด จะเห็นว่าความเปราะบางเรื่องความหลากหลายของอาหารมีมาก จึงไม่แปลกใจที่คนมีปัญหาเรื่องสุขภาพ เพราะกินอาหารหลากหลายต่ำ”นวรัตน์กล่าว

 นวรัตน์ บอกว่า FAO ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการจัดทำแผนปฏิบัติการปฏิรูประบบอาหารประเทศไทย เพื่อส่งเสริมการเกษตรที่มีประสิทธิภาพ ที่ปรับตัวได้ในสภาพภูมิอากาศที่มีการปลี่ยนแปลงได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และทำให้ร่างกายแข็งแรงประกอบด้วย 1.อาหารปลอดภัย 2.ความยั่งยืน ประชากรต้องไม่กินทิ้งกินขว้าง 3.การผลิตอาหารที่รักษาสิ่งแวดล้อม 4.การกระจายรายได้ในระบบอาหารอย่างเท่าเทียมตั้งแต่เกษตรกรจนถึงผู้ประกอบการ และ5.การจัดการอาหารในภาวะวิกฤต