วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

หักล้างความรู้เดิม วิจัยใหม่ชี้ชัด คุยมือถือนานๆ ไม่ทำให้ป่วย ‘มะเร็งสมอง’

หักล้างความรู้เดิม วิจัยใหม่ชี้ชัด คุยมือถือนานๆ ไม่ทำให้ป่วย ‘มะเร็งสมอง’

หักล้างข้อมูลความรู้เดิม เมื่อวิจัยใหม่ล่าสุด เผย การใช้โทรศัพท์มือถือนานๆ ไม่เกี่ยวกับสาเหตุการเกิด ‘มะเร็งสมอง’ หรือมะเร็งอื่นๆ ในส่วนศีรษะ แม้ว่าจะใช้งานมือถือมานาน 10 ปีขึ้นไป หรือใช้งานบ่อยๆ ต่อวันก็ตาม

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่มักได้ยินคำเตือนประมาณว่า “อย่าคุยมือถือนานๆ หรือ ตอนนอนอย่าวางมือถือไว้ใกล้หัว เดี๋ยวจะเป็นมะเร็งสมอง ซึ่งผู้คนจะกังวลเรื่องนี้ก็ไม่แปลกหรอก เพราะสมัยนั้นมีการเผยแพร่การศึกษาชิ้นหนึ่งที่อ้างว่า สัญญาณจากโทรศัพท์มือถืออาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งสมองหรือบริเวณศีรษะ แต่ข้อมูลอัปเดตใหม่ล่าสุดปี 2024 กลับพบว่าเรื่องนี้ ไม่จริง!

ก่อนจะไปดูผลวิจัยชิ้นใหม่ ขอพาย้อนกลับไปในปี 2011 นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้นเริ่มศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างการใช้งานโทรศัพท์มือถือกับโรคมะเร็ง (เป็นการศึกษาในระยะเริ่มแรก) โดยศึกษาถึงความแตกต่างระหว่างกลุ่มคนที่มีเนื้องอกในสมองซึ่งอาจพัฒนาไปเป็นมะเร็ง และกลุ่มคนที่ไม่มีเนื้องอกสมอง ซึ่งใช้วิธีซักประวัติกลุ่มตัวอย่างเรื่องการสัมผัสโทรศัพท์มือถือของแต่ละคน

แต่การใช้วิธีวิจัยลักษณะนั้น ทำให้ผลการศึกษาเกิดความลำเอียง เพราะกลุ่มที่ไม่มีเนื้องอกให้ข้อมูลที่ดี แต่ในกลุ่มที่มีเนื้องอกมักจะรายงานข้อมูล “เกินจริง” 

ผลการศึกษาในระยะเริ่มต้นดังกล่าวจึงแสดงออกมาให้เห็นว่า การใช้โทรศัพท์มือถือแนบศีรษะเป็นเวลาหลายชั่วโมง อาจมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งสมอง ด้าน “สำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติของ WHO หรือ IARC” ก็ออกประกาศกำหนดให้สนามความถี่วิทยุเช่นเดียวกับจากโทรศัพท์มือถือ อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งได้ เทียบเท่ากับสารก่อมะเร็งชนิดอื่นๆ อีกหลายร้อยชนิดซึ่งยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าก่อให้เกิดอันตรายได้จริงหรือไม่ เช่น ว่านหางจระเข้, ผักดอง และการทำงานในร้านซักแห้ง

IARC ได้จำแนกประเภทสารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งไว้หลายประเภท โดยสารก่อมะเร็งต่างๆ ถูกนำมาจำแนกกว้างๆ ออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มสารที่ชี้ชัดว่าเป็นสารก่อมะเร็งที่ “แน่นอน” (เช่น การสูบบุหรี่) ขณะที่อีกกลุ่มถูกนิยามว่า “อาจจะเป็นไปได้” หรือ “น่าจะเสี่ยง” เป็นสารก่อมะเร็ง นั่นทำให้การจำแนกแบบนี้ไม่มีความชัดเจน 

มีงานวิจัยว่า การใช้มือถือนานๆ เสี่ยงเป็นมะเร็ง ออกมาจำนวนมาก แต่กลับไม่มีหลักฐานชัดเจน

ช่วงเวลาหลังจากนั้น มีรายงานเกี่ยวกับการใช้มือถือที่เชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งเผยแพร่ออกมาอีกจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่กลับไม่มีหลักฐานที่บ่งชี้ได้แน่ชัด ต่อมาในปี 2019 องค์การอนามัยโลก (WHO) จึงได้มอบหมายให้มีการทบทวนงานวิจัยเหล่านั้นใหม่อย่างเป็นระบบอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์ไร้สายอื่นๆ ที่ปล่อยคลื่นวิทยุออกมา จะมีผลกระทบต่อสุขภาพจริงหรือไม่?

หักล้างความรู้เดิม วิจัยใหม่ชี้ชัด คุยมือถือนานๆ ไม่ทำให้ป่วย ‘มะเร็งสมอง’

มาจนถึงวันนี้ในปี 2024 ข้อมูลชุดเดิมข้างต้นถูกหักล้างไปจนสิ้นซาก เมื่อทีมนักวิจัยชาวออสเตรเลีย นำโดย สำนักงานป้องกันรังสีและความปลอดภัยนิวเคลียร์แห่งออสเตรเลีย (Arpansa) ที่ได้รับมอบหมายจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้ทำการรื้องานวิจัยเก่าๆ จำนวนมากกว่า 5,000 รายการ เอามาทบทวนใหม่อย่างเป็นระบบ และต้องผ่านการตรวจสอบหลักฐานการวิจัยคุณภาพสูงสุด 

จากนั้นจะคัดเอาเฉพาะการศึกษาวิจัยที่มีความเข้มงวดทางวิทยาศาสตร์สูงสุด และจะแยกการศึกษาที่อ่อนแอออกไป ในที่สุดก็สามารถสรุปผลการศึกษาวิจัยครั้งใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน พบว่า “โทรศัพท์มือถือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับมะเร็งสมอง

ข้อมูลใหม่ล่าสุด นักวิจัยชี้ชัดแล้วว่า ไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมะเร็งสมอง

รองศาสตราจารย์ เคน คาริพิดิส (Ken Karipidis) ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประเมินผลกระทบต่อสุขภาพของ Arpansa เปิดเผยว่า ในการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสุดท้าย รวมถึงการศึกษาวิจัยเชิงสังเกตในมนุษย์ 63 รายการ ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ระหว่างปี 1994 - 2022 ซึ่งถือเป็นการตรวจสอบที่ครอบคลุมที่สุดจนถึงปัจจุบัน ทีมวิจัยสรุปได้ว่า ไม่มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างโทรศัพท์มือถือกับมะเร็งสมองหรือมะเร็งศีรษะและคออื่นๆ (มะเร็งของระบบประสาทส่วนกลาง มะเร็งสมอง เยื่อหุ้มสมอง ต่อมใต้สมองและหู เนื้องอกของต่อมน้ำลาย และเนื้องอกในสมอง) 

อีกทั้ง ระยะเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือก็ไม่เชื่อมโยงกับโรคมะเร็ง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้งานเป็นเวลานาน (เช่น การใช้โทรศัพท์มือถือ 10 ปีขึ้นไป) และไม่มีความเกี่ยวข้องกับปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือ (จำนวนการโทรออกหรือเวลาที่ใช้โทรศัพท์) และไม่ใช่แค่โทรศัพท์มือถือ แต่ผลวิจัยนี้ก็ครอบคลุมไปถึง “อุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้เทคโนโลยีไร้สาย” ไม่ว่าจะเป็นแล็ปท็อป เครื่องส่งสัญญาณวิทยุและโทรทัศน์ เสาโทรศัพท์มือถือ ฯลฯ 

“ผมค่อนข้างมั่นใจในข้อสรุปของเรา และข้อบ่งชี้สำคัญที่ทำให้เราค่อนข้างมั่นใจก็คือ แม้ว่าการใช้โทรศัพท์มือถือจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่จำนวนผู้ป่วยเนื้องอกในสมองยังคงเท่าเดิม เนื่องจากคลื่นสัญญาณมือถือ เป็นเพียงคลื่นวิทยุระดับต่ำ ซึ่งทุกวันนี้คนเราต้องเผชิญกับคลื่นวิทยุระดับต่ำในชีวิตประจำวันอยู่เสมอ” คาริพิดิส ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการป้องกันรังสีที่ไม่ก่อให้เกิดไอออน กล่าวย้ำ 

หักล้างความรู้เดิม วิจัยใหม่ชี้ชัด คุยมือถือนานๆ ไม่ทำให้ป่วย ‘มะเร็งสมอง’

ผลการวิจัยอีกชิ้น เผย การใช้มือถือนานๆ ไม่ได้ทำให้จำนวนอสุจิลดลง 

นอกจากนี้ WHO ยังมอบหมายให้ทีมวิจัยจาก Arpansa ทำการตรวจสอบอย่างเป็นระบบทอีกกรณีหนึ่ง ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่าการใช้มือถือนานๆ มีผลต่อการเจริญพันธุ์ของผู้ชายหรือไม่? ผลการศึกษาพบว่า ไม่มีหลักฐานของความเชื่อมโยงระหว่างโทรศัพท์และจำนวนอสุจิที่ลดลง 

ขณะที่ในการตรวจสอบอีกหนึ่งกรณีซึ่งดูว่าการใช้มือถือนานๆ มีผลต่อความสามารถในการเจริญพันธุ์ของผู้หญิงหรือไม่? ผลการศึกษาพบว่า มีความเกี่ยวข้องกันในบางสถานการณ์ เช่น การส่งผลกระทบต่อน้ำหนักของเด็กแรกเกิด แต่อย่างไรก็ตาม ความเกี่ยวข้องดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมารดาได้รับคลื่นวิทยุเกินกว่าขีดจำกัดความปลอดภัยอย่างมาก ซึ่งในชีวิตประจำวันคนเราไม่ได้สัมผัสคลื่นวิทยุที่เข้มข้นขนาดนั้น

ด้าน ทิม ดริสโคลล์ (Tim Driscoll) ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยซิดนีย์และประธานคณะกรรมการด้านมะเร็งในอาชีพและสิ่งแวดล้อม ของสภามะเร็งแห่งออสเตรเลีย กล่าวว่า แม้ระเบียบวิธีของการทบทวนกลุ่มงานวิจัยต่างๆ ข้างต้น จะถูกนำมาตรวจสอบใหม่อย่างระบบและมีคุณภาพสูง แต่ตนมองว่าการศึกษานี้ก็ยังไม่ได้สมบูรณ์แบบนัก อย่างไรก็ตาม หลักฐานที่มีน้ำหนักอย่างแน่นอนก็คือ โทรศัพท์มือถือควรได้รับการพิจารณาว่าปลอดภัยในการใช้งาน และไม่เกี่ยวกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของโรคมะเร็ง

อย่างไรก็ตาม การทำงานของทีมวิจัยชุดนี้ ยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ เพราะยังต้องทำการทบทวนและคัดกรองงานวิจัยเก่าๆ อีกจำนวนมาก  ซึ่ง เคน คาริพิดิส และทีมวิจัยกำลังทำงานในส่วนที่สองของการศึกษาต่อไป นั่นคือ การตรวจสอบความเชื่อมโยงของโทรศัพท์มือถือกับโรคมะเร็งที่เกิดขึ้นในส่วนอื่นๆ ของร่างกาย เช่น มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด non-Hodgkin เขาย้ำว่า เนื่องจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสารยังพัฒนาก้าวหน้าต่อไปไม่หยุด การศึกษาเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทีมวิจัยต้องทำต่อไป