background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

"คัดกรองมะเร็งเต้านม"ด้วยแมมโมแกรม รู้ไว รักษาได้

"คัดกรองมะเร็งเต้านม"ด้วยแมมโมแกรม รู้ไว รักษาได้

ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรม เป็นอีกหนึ่งวิธีที่มีความแม่นยำ ถ้าพบว่าเป็นมะเร็งระยะแรกสามารถรักษาให้หายได้

"มะเร็งเต้านม"เป็นโรคร้ายที่ไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ "ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม" (screening) เพื่อค้นหาเซลล์มะเร็งตั้งแต่ระยะที่ยังไม่แสดงอาการ  (preclinical phase) ทำให้สามารถเริ่มการรักษาได้เร็ว หรือใช้การรักษาได้หลายวิธี ก็สามารถหายขาด ส่งผลให้อัตราการตายจากมะเร็งลดลง 

คัดกรองด้วยแมมโมแกรม 

การใช้แมมโมแกรม ซึ่งเป็นการถ่ายเอกซเรย์ด้วยเครื่องเฉพาะ จะมีการกดเต้านมแต่ละข้างระหว่างการถ่ายภาพ ซึ่งมีระบบดิจิตอลแมมโมแกรม 3 มิติ

แมมโมแกรม เป็นเครื่องมือทางรังสีวินิจฉัยในด้านการตรวจคัดกรองมะเร็ง โดยมีงานวิจัยที่รายงานจากทั่วโลก สรุปไว้ว่า แมมโมแกรมเป็นเครื่องมือตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมเพียงชนิดเดียวที่สามารถลดอัตราตายจากมะเร็งเต้านมได้ 20 - 30 เปอร์เซ็นต์

โดยปกติแล้วรอบๆ ตัวเราประกอบด้วยรังสีมากมาย ไม่ว่าจากแสงแดด, รังสีจากชั้นบรรยากาศ, จากอาหารที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยรังสี  

เราเรียกรังสีเหล่านี้ว่า Background radiation ซึ่งปริมาณรังสี (radiation dose) เหล่านี้ ทุกคนได้รับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 2.0 millisievert (mSv) ต่อปี 

ปริมาณรังสีที่เป็นอันตราย

มีการวิจัยระบุว่า ถ้าคนเราได้รังสี >50.0 mSv จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง ปริมาณรังสีที่ได้รับจากการตรวจทางการแพทย์ในแต่ละวิธีในการทำ CT Scan หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ในส่วน CT brain หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่สมอง จะได้รับรังสี 2.0 mSv

ส่วน CT abdomen หรือเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ในช่องท้องจะได้รับรังสี 10.0 mSv ถ้าเป็นChest X-Ray หรือเอ็กซเรย์ปอด จะได้รับรังสี 0.02 mSv

ส่วนการแมมโมแกรม (ทั้ง 2 ข้างรวมกัน) จะได้รับรังสี 0.7 mSv ซึ่งน้อยกว่าที่เราได้รับในแต่ละวันตลอดทั้งปี

เมื่อนำค่าเหล่านี้คิดรวมกันในคนที่ทำแมมโมแกรม เป็นประจำทุก 1-2 ปี ตามข้อบ่งชี้ไปคำนวณความเสี่ยงตลอดอายุขัย พบว่าจะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง 0.01 - 0.001% ในขณะที่ CT abdomen จะมีความเสี่ยงอยู่ที่ 0.1 - 0.01%  ซึ่งแมมโมแกรมมีความเสี่ยงน้อยมาก 

เมื่อเปรียบเทียบระหว่างข้อดีกับข้อเสีย ตามสถิติพบว่า การทำแมมโมแกรมเป็นประจำมีประโยชน์มากกว่าข้อเสีย  

อีกเรื่องที่น่าสนใจ ก็คือ การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมจะมีโอกาสพบความผิดปกติในเต้านมที่ซ่อนอยู่ ซึ่งในบางครั้งจำเป็นต้องใช้เข็มเจาะชิ้นเนื้อ เพื่อนำมาวินิจฉัยว่าเป็นอะไรแน่ 

การตรวจแมมโมแกรมเป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมตามมาตรฐานโลก ประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าสหรัฐอเมริกาและประเทศในยุโรป ยังใช้การตรวจแมมโมแกรมให้ผู้หญิงทุก 1-2 ปี โดยเป็นสวัสดิการของรัฐบาลที่ให้แก่ประชาชน 

สำหรับประเทศไทย เนื่องด้วยเรายังไม่พบอุบัติการณ์มะเร็งเต้านมสูงเท่าชาวต่างชาติ ประกอบกับประเทศเรายังมีทรัพยากรทางการแพทย์จำกัด การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมจึงยังคงเป็นลักษณะสมัครใจตรวจ 

คัดกรองมะเร็งเต้านมทุก 1-2 ปี

อย่างไรก็ตาม แนวทางการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมของประเทศไทย โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติ แนะนำให้หญิงไทยเริ่มตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยแมมโมแกรมตั้งแต่อายุ 40 ปี และตรวจทุก 1-2 ปี ตามความเสี่ยงในสตรีแต่ละคน 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการกำหนดตายตัวว่า อายุเท่าไหร่จะหยุดตรวจแมมโมแกรมได้  ขึ้นอยู่กับสุขภาพอายุขัยของสตรีแต่ละราย

กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม ได้แก่

  • กลุ่มที่มีญาติสายตรงเป็นมะเร็งเต้านม, มะเร็งรังไข่
  • เคยฉายแสงบริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุยังน้อย
  • เคยเจาะชิ้นเนื้อเต้านมพบความผิดปกติบางประเภท
  • ได้ฮอร์โมนเพศหญิงอย่างสม่ำเสมอเกิน 5 ปี จำเป็นต้องตรวจคัดกรองแมมโมแกรมทุก 1 ปี หรือตามแพทย์แนะนำ

นอกจากการตรวจด้วยแมมโมแกรม ยังสามารถตรวจเต้านมด้วย MRI (ภาพสะท้อนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ซึ่งมีราคาแพง ปัจจุบันแนะนำให้ทำ MRI ร่วมกับแมมโมแกรม เฉพาะในผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีความผิดปกติของยีน BRCA ตั้งแต่อายุ 30 ปีขึ้นไปหรือ เคยมีประวัติได้รับการฉายรังสีปริมาณสูงบริเวณหน้าอกตั้งแต่อายุน้อย

.........

อ้างอิงข้อมูล

-คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

-สาขารังสีรักษาและมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย