background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ยิ่ง ‘โลกร้อน’ ขึ้น ยิ่งทำให้ผู้ป่วย ‘โรคหอบหืด’ อาการกำเริบง่ายกว่าเดิม

ยิ่ง ‘โลกร้อน’ ขึ้น ยิ่งทำให้ผู้ป่วย ‘โรคหอบหืด’ อาการกำเริบง่ายกว่าเดิม

เปิดผลวิจัยล่าสุด เผย "PM 2.5" ภาวะโลกร้อน และโรคร่วม ทำผู้ป่วย "โรคหืด" มีอาการหอบกำเริบ โดยพบยอดผู้ป่วยเด็กเข้าโรงพยาบาลพุ่งสูงขึ้น 15% ส่วนผู้ป่วยผู้ใหญ่ก็อาจมีอาการกำเริบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

Key Points: 

  • สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยเสียชีวิตจาก "โรคหืด" จำนวน 4,182 รายต่อปี คิดเป็นวันละ 11-12 ราย หรืออัตรา 3.93 ต่อประชากร 1 แสนคน
  • สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะ “โลกร้อน” ที่ส่งผลให้ “ละอองเกสร” และ “เชื้อรา” มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
  • รวมไปถึงปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ก็กระตุ้นให้อาการกำเริบเช่นกัน โดยการเพิ่มขึ้นของค่า PM 2.5 ในทุกๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้อาการหอบกำเริบเพิ่มขึ้น 0.2 ครั้ง

ไม่กี่วันที่ผ่านมา สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์ของกลุ่มผู้ป่วย “โรคหืด” ในไทยที่พบว่า ช่วงหลังๆ มานี้ ผู้ป่วยมีอาการหอบกำเริบรุนแรงขึ้น โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “โลกร้อน

เนื่องจากเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น จะส่งผลให้ “ละอองเกสร” และ “เชื้อรา” มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา เมื่อผู้ป่วยสูดเอาอากาศที่มีละอองเกสรและเชื้อราปะปนอยู่ในปริมาณที่สูงขึ้น ก็ส่งผลให้อาการหอบหืดกำเริบได้ง่ายกว่าเดิม

ล่าสุด มีรายงานพบว่าผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี มีอาการหอบเร็วขึ้นและนอนโรงพยาบาลพุ่งขึ้นถึง 15% อีกทั้งยังพบว่า หากค่า PM 2.5 เพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร จะส่งผลให้อาการหอบกำเริบเพิ่มขึ้น 0.2 ครั้ง ส่วนผู้ป่วยผู้ใหญ่บางรายก็อาจมีอาการกำเริบได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

ยิ่ง ‘โลกร้อน’ ขึ้น ยิ่งทำให้ผู้ป่วย ‘โรคหอบหืด’ อาการกำเริบง่ายกว่าเดิม

 

  • ยิ่งโลกร้อน สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยหอบหืดต้องดูแลตัวเองมากขึ้น

ศ.ดร.พญ.อรพรรณ โพชนุกูล นายกสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลล่าสุดในปี 2020 ประเทศไทยพบผู้ป่วยเสียชีวิตจากอาการของโรคหืด 4,182 รายต่อปี คิดเป็นวันละ 11-12 รายหรืออัตรา 3.93 ต่อประชากร 1 แสนคน

โดยสาเหตุการเสียชีวิตส่วนใหญ่มาจากการไม่ได้พ่นยาควบคุมการรักษาอย่างต่อเนื่อง และเวลามีอาการกำเริบก็จะพ่นยาไม่ทันหรือไม่ถูกวิธี ดังนั้น ช่วงไม่กี่ปีให้หลังมานี้ ที่คนเราต้องเผชิญกับสภาวะโลกร้อนและปัญหาฝุ่น PM 2.5 รุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคหืดมีอาการหอบกำเริบง่ายขึ้น ผู้ป่วยจึงควรดูแลตนเองให้มากขึ้น ดังนี้

  • “พ่นยาโรคหืด” อย่างสม่ำเสมอ
  • “ตรวจวัดดัชนีคุณภาพอากาศ” ทุกวันก่อนออกจากบ้าน สำคัญอย่างยิ่ง!

นอกจากนั้น ปีนี้ทางสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ ทีมผู้ดูแลโรคระบบทางเดินหายใจ กลุ่มการบริการปฐมภูมิ ภายใต้ราชวิทยาลัยแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวแห่งประเทศไทย ในการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ตามแนวทางการรักษาโรคหืดสำหรับผู้ใหญ่ เพื่อรับมือกับสถานการณ์โรคหืดที่รุนแรงขึ้นในประเทศไทย

 

  • วิจัยล่าสุด พบผู้ป่วยหอบหืดมี "โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ" ร่วมด้วย

ขณะที่ อ.นพ.ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ ประธานวิจัยฯ สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ผู้ร่วมทำวิจัยนานาชาติชิ้นล่าสุด จากความร่วมมือระหว่าง 7 สถาบันทางการแพทย์ พบข้อมูลใหม่ว่า มีผู้ป่วยโรคหืดจำนวน 458 ราย จากกลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยทั้งหมด 600 ราย (คิดเป็น 80%) มีอาการของ "โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ" และผู้ป่วยส่วนหนึ่งไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคดังกล่าวร่วมด้วย

ยิ่ง ‘โลกร้อน’ ขึ้น ยิ่งทำให้ผู้ป่วย ‘โรคหอบหืด’ อาการกำเริบง่ายกว่าเดิม

โดย “โรคภูมิแพ้จมูกอักเสบ” ถือเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการไม่สามารถควบคุมโรคหืดได้ และยังมีภาวะโรคร่วมอื่นๆ ที่สามารถพบบ่อยในผู้ป่วยโรคหืดอีกด้วย ได้แก่ โรคภาวะกรดไหลย้อน, ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ, ภาวะซึมเศร้า 

สำหรับข้อมูลใหม่ที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว ทางสมาคมฯ กำลังเตรียมนำเสนอผลงานวิจัยที่งานประชุมนานาชาติ American Thoracic Society ณ เมือง Washington DC ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเดือนพฤษภาคม 2566 นี้

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยมีการจัดตั้งเครือข่ายคลินิกโรคหืดและปอดอุดกั้นเรื้อรัง มานานกว่า 14 ปีแล้ว ซึ่งเครื่อข่ายตรงนี้ สามารถช่วยลดจำนวนผู้ป่วยต้องมา admit ที่ รพ. ให้น้อยลงได้กว่า 17,585 ครั้ง (คิดเป็น 25.9%) แต่ทั้งนี้ผู้ป่วยโรคหอบหืดที่เข้าถึงการรักษาได้ ยังมีจำนวนน้อยเพียง 30%

ในอนาคตยังคงต้องพัฒนาเครื่อข่ายนี้ให้ขยายวงกว้างมากขึ้น เพื่อทำให้ผู้ป่วยอีก 70% เข้าถึงการรักษาให้ได้ เพื่อควบคุมและรับมือกับสถานการณ์โรคหืดที่รุนแรงขึ้นในประเทศไทย ท่ามกลางภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ (โลกร้อน) และมลภาวะ PM 2.5 ในปัจจุบัน

------------------------------------

อ้างอิง : สมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย (ข้อมูลจากงานแถลงข่าว ณ 24 มี.ค. 66)