background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

รู้ทัน...โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง กว่าจะรู้ตัว ก็อาจสาย

รู้ทัน...โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง กว่าจะรู้ตัว ก็อาจสาย

โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ช่วงอายุที่มากขึ้น ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ มีไขมันในเลือดสูง ดื่มแอลกอฮอล์ โรคทางพันธุกรรม ความน่ากังวลของโรคนี้ก็คือ ส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการ และหากเส้นเลือดแตก มีโอกาสเสี่ยงเสียชีวิตได้

ข้อมูลจาก รศ.นพ.รุ่งศักดิ์ ศิวานุวัฒน์ ในเว็บไซต์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย อธิบายถึง โรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง (Cerebral Aneurysm) ว่า เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการบางลงของผนังหลอดเลือดสมอง ทำให้ผนังเส้นเลือดสมองโป่งพองออกคล้ายบอลลูนและแตกออกง่าย โรคนี้มักเกิดขึ้นกับเส้นเลือดบริเวณฐานกะโหลกศีรษะ พบได้บ่อยในช่วงอายุ 30-60 ปี ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ โรคทางพันธุกรรมบางชนิด ประวัติโรคเส้นเลือดสมองโป่งพองในครอบครัวโรคความดันโลหิตสูงที่ไม่ได้รับการรักษา การสูบบุหรี่ และอายุที่มากขึ้น

 

ประเภทของเส้นเลือดสมองโป่งพอง

1. เส้นเลือดสมองโป่งพองแบบยังไม่แตก

อาการ

  • ส่วนมากมักจะไม่มีอาการ ยกเว้นกรณีที่หลอดเลือดสมองโป่งพองมีขนาดใหญ่ อาจเกิดการกดทับเส้นประสาทข้างเคียง เช่น มีอาการปวดร้าวบริเวณใบหน้าหนังตาตก หรือมองเห็นภาพซ้อน
  • หลอดเลือดสมองโป่งพองที่มีขนาดใหญ่ อาจทำให้เลือดไหลวนอยู่ภายใน เกิดลิ่มเลือดขึ้นและหลุดไปอุดตันหลอดเลือดสมองส่วนปลาย ส่งผลให้เกิดอาการสมองขาดเลือด

 

2. เส้นเลือดสมองโป่งพองแบบแตกแล้ว

อาการ

  • ทำให้เกิดภาวะเลือดออกใต้ชั้นเยื่อหุ้มสมอง และความดันในกะโหลกสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน โดยเฉพาะบริเวณต้นคอ ก้มคอไม่ได้
  • ส่วนใหญ่มีอาการคลื่นใส้ อาเจียน บางรายอาจชักหมดสติ ไม่รู้สึกตัว หรือเสียชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องรับการรักษาโดยเร็ว

 

ความป่วยที่ไม่แสดงอาการ

ข้อมูลจาก โรงพยาบาลสมิติเวช อธิบายว่า หลอดเลือดสมองโป่งพองที่ยังไม่แตกที่ตรวจพบ มีเพียง 1% ที่แสดงอาการ โดยจะมีอาการหลักคือปวดศีรษะ แต่อาจพบอาการอื่น ๆ ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนได้ ซึ่งมักเกิดจากหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดใหญ่และกดเบียดสมองหรือเส้นประสาทสมอง ทำให้การมองเห็นผิดปกติ

หลอดเลือดโป่งพองในสมองที่ยังไม่แตก มักตรวจพบโดยบังเอิญและยังไม่มีอาการ การตรวจร่างกายโดยทั่วไปอาจไม่พบความผิดปกติ แต่ถ้ามีอาการปริแตกของหลอดเลือดโป่งพองในสมอง จะตรวจพบลักษณะความดันในสมองสูง คอแข็ง ระดับความรู้สึกตัวลดลง เลือดออกในจอประสาทตา เป็นต้น

 

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง เส้นเลือดสมองโป่งพอง

1. สาเหตุที่ทำให้เกิดความผิดปกติและความอ่อนแอลงของผนังหลอดเลือด ที่เกิดภายหลัง เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • การสูบบุหรี่
  • ไขมันในหลอดเลือด
  • การใช้ยาเสพติด เช่น ยาบ้า หรือโคเคน
  • การดื่มแอลกอฮอล์โดยเฉพาะการดื่มครั้งละมาก ๆ
  • การบาดเจ็บที่บริเวณสมอง
  • การติดเชื้อในหลอดเลือด
  • การมีภาวะหลอดเลือดแดงฉีกเซาะ
  • โรคมะเร็งบริเวณศีรษะและคอ

 

2. ปัจจัยบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับโรคทางพันธุกรรม หรือทางกายภาพ ได้แก่

  • เพศหญิง
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดโป่งพอง
  • เป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด หรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เช่น Fibromuscular dysplasia,  Hereditary hemorrhagic telangiectasis, Ehlers-Danlos syndrome, Marfan syndrome, neurofibromatosis type 1 
  • มีภาวะโรคถุงน้ำ เช่น polycystic kidney disease, tuberous sclerosis
  • มีภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพองแต่กำเนิด

 

ความรุนแรงของโรคเส้นเลือดสมองโป่งพอง

หากหลอดเลือดสมองที่โป่งพองแตกจะมีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก 24% เสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมงแรก และ 50% จะเสียชีวิตใน 3 เดือนถัดมา

 

 

อาการแบบนี้ต้องรีบมาพบแพทย์

  • ปวดศีรษะแบบผิดปกติ ชนิดที่ไม่เคยเป็นมาก่อน: เราทุกคนย่อม เคยปวดศีรษะ แต่เมื่อไรก็ตามที่ปวดแล้วรู้สึกว่าคราวนี้ต่างออกไป ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน
  • อาการอื่น ๆ เช่น ปวดศีรษะร่วมกับแขนขาอ่อนแรง แม้ลงท้ายผู้ป่วยจะดูอาการทุเลาลง พูดคุยได้ เดินได้ตามปกติ

 

การวินิจฉัย เส้นเลือดสมองโป่งพอง 

  • การตรวจร่างกายโดยทั่วไปอาจไม่พบความผิดปกติโดยเฉพาะหลอดเลือดโป่งพองที่ยังไม่มีการปริแตก ยกเว้นเมื่อหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดใหญ่มาก แต่ถ้ามีอาการปริแตกของหลอดเลือดโป่งพองในสมอง ก็จะมาด้วยอาการเลือดออกในชั้นเยื่อหุ้มสมอง จะตรวจพบลักษณะความดันในสมองสูง คอแข็ง ระดับความรู้สึกตัวลดลง เลือดออกในจอประสาทตา เป็นต้น

 

ส่วนการตรวจหาภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง แพทย์จะทำการตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือดที่มีการโป่งพอง โดยอาจพิจารณาทำการตรวจพิเศษดังต่อไปนี้

  • การตรวจหลอดเลือดด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRA)
  • การตรวจหลอดเลือดด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CTA)
  • การฉีดสารทึบรังสีเพื่อตรวจสอบหลอดเลือด (Diagnostic cerebral angiogram)  ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการวินิจฉัยภาวะนี้

 

การรักษา เส้นเลือดสมองโป่งพอง 

เนื่องจากความเสี่ยงของหลอดเลือดโป่งพองขึ้นอยู่กับขนาดของหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยเฉพาะหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่กว่า 7 มิลลิเมตรขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสของการปริแตกมากขึ้นเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับขนาดที่เล็กกว่า 7 มิลลิเมตร รวมถึงตำแหน่งของหลอดเลือดโป่งพองซึ่งจะมีผลต่อแรงกระแทกต่อหลอดเลือดนั้น เช่น หลอดเลือด Posterior communicating artery aneurysm จะมีความเสี่ยงในการแตกมากที่สุดเมื่อเทียบกับหลอดเลือดโป่งพองที่มีขนาดเท่ากันในตำแหน่งอื่น เนื่องจากเป็นตำแหน่งที่มีแรงกระแทก การไหลวนของเลือด (turbulent flow) มาก

 

หากหลอดเลือดโป่งพองมีขนาดไม่ใหญ่

มักจะใช้การติดตามเป็นระยะๆ เพื่อดูอัตราการโตของหลอดเลือดโป่งพองนั้น หากมีความเสี่ยงที่จะแตกมากขึ้น จำเป็นจะต้องทำการอุดปิดหลอดเลือดที่โป่งพองเพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดหลอดเลือดปริแตก หรือเมื่อมีการปริแตกของหลอดเลือดโป่งพองนั้นแล้ว จำเป็นต้องทำการอุดปิดรอยรั่วของหลอดเลือดโป่งพองนั้นไม่ให้เกิดเลือดออกซ้ำอีก สามารถทำได้โดยการรักษาทางหลอดเลือด และการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด

 

การรักษาทางหลอดเลือด (Endovascular therapy)

วิธีนี้ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะแต่จะสอดท่อขนาดเล็กเข้าไปทางหลอดเลือดแดง มักเป็นบริเวณขาหนีบหรือข้อมือและนำท่อไปถึงบริเวณหลอดเลือดที่โป่งพองในสมอง โดยจะมีอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดเพื่อหยุดเลือดออกและลดความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือดที่โป่งพอง หรือเป็นการใส่ท่อตาข่ายเข้าไปเพื่อให้เลือดมีการไหลเวียนผ่านท่อตาข่ายนี้แทนที่จะผ่านหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยแพทย์จะแนะนำวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายก่อนการผ่าตัด

 

วิธีนี้มีระยะเวลาในการฟื้นตัวสำหรับผู้ที่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่หลายสัปดาห์จนถึงเป็นเดือนเช่นเดียวกัน แต่ในผู้ที่ยังไม่มีการแตกของหลอดเลือดที่โป่งพองผู้ป่วยอาจฟื้นตัวได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่อาจมีความเสี่ยงในการกลับมาเลือดออกซ้ำได้มากกว่าวิธีการผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด

 

การผ่าตัดแบบเปิดเพื่อหนีบเส้นเลือด (Open surgical (microvascular) clipping)

แพทย์จะทำการผ่าตัดเปิดกะโหลกศีรษะและใช้การหนีบเส้นเลือดเพื่อหยุดการไหลของเลือดเข้าไปในบริเวณที่มีเส้นเลือดโป่งพอง ระยะเวลาในการฟื้นตัวสำหรับผู้ที่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่หลายสัปดาห์จนถึงเป็นเดือน และการฟื้นตัวในผู้ที่ยังไม่มีการแตกของหลอดเลือดอยู่ที่ 2-4 สัปดาห์ วิธีนี้เป็นวิธีที่มีอัตราการกลับมาเป็นซ้ำต่ำ

 

นอกจากการรักษาหลอดเลือดที่โป่งพองโดยตรงแล้ว ต้องทำการควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้หลอดเลือดโป่งพองขยายขนาดขึ้นหรือแตก ได้แก่

  • การควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • หยุดสูบบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และการใช้สารเสพติด
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ จะช่วยทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่น

 

การป้องกัน เส้นเลือดสมองโป่งพอง

  • รักษาภามะความดันโลหิตสูง
  • งดสูบบุหรี่
  • หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัดหรือมีไขมันสูง
  • และเน้นรับประทานผัก ผลไม้

 

อ้างอิง : โรงพยาบาลสมิติเวช , โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ , โรงบำรุงราษฎร์