background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

14 พ.ย. "วันเบาหวานโลก" แต่ละวัยกิน "น้ำตาล" แค่ไหน ถึงจะไม่ป่วยเบาหวาน?

14 พ.ย. "วันเบาหวานโลก" แต่ละวัยกิน "น้ำตาล" แค่ไหน ถึงจะไม่ป่วยเบาหวาน?

14 พฤศจิกายน "วันเบาหวานโลก" ชวนคนไทยตระหนักถึงการลดบริโภค "น้ำตาล" ในชีวิตประจำวันเพื่อหลีกเลี่ยง “โรคเบาหวาน” และลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

กรมอนามัย และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สำรวจพบว่า คนไทยบริโภคน้ำตาลมากถึงวันละ 20 ช้อนชา เกินกว่าปริมาณแนะนำ 3 เท่า ส่งผลให้สถิติผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคอ้วนในไทยก็พุ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว และพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

ดังนั้น การจำกัดการบริโภคน้ำตาลจึงจำเป็นต้องเริ่มตั้งแต่เด็กๆ ถ้าเลยวัยเด็กมาแล้วก็ต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ เพราะหากเกิดความเคยชินกับรสหวาน หรือติดรสหวาน ผู้บริโภคก็จะเผลอเพิ่มปริมาณการบริโภคน้ำตาลมากขึ้น

ด้าน รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยให้ข้อมูลไว้ว่า การบริโภคน้ำตาลปริมาณมากเป็นประจำ จากเครื่องดื่ม ขนมหวาน หรือจากน้ำตาลโดยตรง นอกจากจะเป็นต้นเหตุของฟันผุแล้ว ยังส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและอ้วนในที่สุด ต่อมาภาวะอ้วนดังกล่าวก็จะนำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Non-Communicable diseases) ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคไขมันในเลือดสูง, โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

ขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) มีแนะนำว่า ปริมาณน้ำตาลที่เติมในอาหาร ไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานทั้งหมดที่ได้รับในแต่ละวัน ซึ่งสามารถกำหนดเป็นปริมาณน้ำตาลในแต่ละวันได้ว่า ไม่ควรเกิน 4 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 1,600 กิโลแคลอรี ไม่เกิน 6 ช้อนชา สำหรับผู้ที่ต้องการพลังงาน 2,000 กิโลแคลอรี

 

ทั้งนี้ เพื่อให้จดจำได้ง่าย จึงมีการแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับแต่ละช่วงวัยเอาไว้ว่า (น้ำตาล 1 ช้อนชา จะเท่ากับประมาณ 4 กรัม)

1. วัยเด็ก 3-14 ปี : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัมต่อวัน

2. วัยรุ่น/วัยทำงาน 15-59 ปี : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัมต่อวัน

3. วัยผู้สูงอายุ 60 ปี ขึ้นไป : ไม่ควรบริโภคน้ำตาลเกิน 4 ช้อนชา หรือ 16 กรัมต่อวัน

โดยการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวัยให้คำนึงถึงสุขภาพและโรคประจำตัวของแต่ละบุคคลด้วย (น้ำตาล 1 ช้อนชา = ประมาณ 4 กรัม) ส่วนปริมาณน้ำตาล 4 และ 6 ช้อนชาดังกล่าวข้างต้น ไม่ได้หมายความว่าจะต้องกินให้ได้ 4 และ 6 ช้อนชาต่อวัน แต่หมายถึงว่าควรลดปริมาณน้ำตาลต่อวันให้น้อยที่สุด และไม่ควรบริโภคเกินจากนี้นั่นเอง 

นอกจากนี้ โรคเบาหวานไม่ได้เกิดขึ้นกับผู้ที่ทานของหวานหรือแป้งเยอะเท่านั้น แต่พฤติกรรมบางอย่างในชีวิตประจำวันของเรา ก็มีส่วนทำให้เสี่ยงป่วยเป็น “เบาหวาน” ได้เช่นกัน โดยควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเหล่านี้ ได้แก่

1. กินข้าวหน้าทีวี : มักจะกินเพลิน ไม่รู้ปริมาณ ทำให้กินเยอะเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ

2. ไม่ออกกำลังกาย : ทำให้ร่างกายไม่เผาผลาญน้ำตาลในเลือด เมื่อน้ำตาลในเลือดสูงก็เสี่ยงเป็นเบาหวาน

3. ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ : ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมากกว่าปกติ

4. ทำงานหนักจนเครียดสะสม : เมื่อเครียดร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมา ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานในรูปแบบน้ำตาล ยิ่งเครียดมากระดับน้ำตาลในเลือดก็ยิ่งสูง

5. อดนอนบ่อย นอนไม่พอ : ทำให้ร่างกายลดการตอบสนองต่อ "อินซูลิน" เสี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูงโดยไม่รู้ตัว

6. ไม่กินผักผลไม้ ขาดไฟเบอร์ : ไฟเบอร์ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลสู่กระแสเลือด หากไม่กินไฟเบอร์เลย ก็เสี่ยงระดับน้ำตาลในเลือดสูง แต่ทั้งนี้ก็ไม่ควรกินเยอะเกินไปเพราะนำ้ตาลจากผลไม้ก็ค่อนข้างสูงเช่นกัน

-------------------------------------

อ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชฯ ม.มหิดลสสส.สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย