background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

"วัยทำงาน" ควร "ดื่มน้ำ" เยอะแค่ไหน? ดื่มมากไประวังภาวะ "สมองบวมน้ำ"

"วัยทำงาน" ควร "ดื่มน้ำ" เยอะแค่ไหน? ดื่มมากไประวังภาวะ "สมองบวมน้ำ"

ชาวออฟฟิศรู้ยัง? "ดื่มนำ้" เยอะไปก็ไม่ดี! เพราะอาจเสี่ยงต่อภาวะ "Hyponatremia" ทำให้เซลล์สมองบวมน้ำ สับสน ปวดหัว ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นช้าลง หากรุนแรงอาจเสี่ยงต่ออาการชักและเสียชีวิตได้

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็น "วัยทำงาน" ยุคนี้พกขวดน้ำไซส์บิ๊ก 1.5 - 2 ลิตร เพื่อบังคับให้ตนเอง "ดื่มน้ำ" ระหว่างวันให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย และไม่เกิดภาวะ "ร่างกายขาดน้ำ (Dehydration)" แต่บางคนก็ขยันดื่มน้ำไม่หยุดแบบสุดโต่ง อาจด้วยเหตุผลที่ว่า

“ดื่มน้ำเยอะๆ แล้วจะได้ลุกไปเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อู้งานได้ครั้งละ 10 นาที” ซึ่งเป็นมุกตลกขำๆ ของชาวออฟฟิศที่กลายเป็นไวรัลในโลกโซเชียลอยู่ช่วงหนึ่ง หรือจะด้วยความเชื่อที่ว่ามันช่วยดีท็อกซ์ร่างกายก็ตาม

แต่ไม่ว่าจะทางไหน.. การดื่มน้ำเยอะเกินไปก็ไม่ดีทั้งนั้น เพราะหากร่างกายได้รับน้ำในปริมาณที่เกินพอดี อาจทำให้เกิดภาวะ “Hyponatremia” หรือภาวะเซลล์ในร่างกายบวมน้ำ โซเดียมในเลือดเสียสมดุล ส่งผลให้ป่วยแบบคาดไม่ถึง! 

"วัยทำงาน" ควร "ดื่มน้ำ" เยอะแค่ไหน? ดื่มมากไประวังภาวะ "สมองบวมน้ำ"

มีข้อมูลจาก WebMed ที่อธิบายเกี่ยวกับภาวะดังกล่าวในบทความวิชาการไว้ว่า เซลล์ทั้งหมดในร่างกายของคนเราต้องการ “น้ำ” ในปริมาณมากเพื่อให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดี โดยร่างกายของผู้หญิงและผู้ชายต้องการน้ำในแต่ละวันแตกต่างกันเล็กน้อย คือ

  • ผู้หญิงวัยทำงาน ควรดื่มน้ำประมาณ 2.7 ลิตรต่อวัน
  • ผู้ชายวัยทำงาน ควรดื่มน้ำประมาณ 3.7 ลิตรต่อวัน 

*หมายเหตุ : ในกรณีที่เป็นนักกีฬา ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ ร่างกายจะต้องการน้ำที่แตกต่างจากค่าเฉลี่ยนี้

จริงๆ แล้ว มันไม่มีสูตรตายตัวในการกำหนดปริมาณน้ำที่คุณควรดื่มต่อวัน คำแนะนำยอดนิยมของนักโภชนาการที่เราเคยได้ยินกันว่า “ควรดื่มน้ำวันละ 7-8 แก้วต่อวัน” ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะดื่มน้ำให้เพียงพอโดยที่จะไม่ก่อให้เกิด “ภาวะขาดนำ้” และคุณสามารถปรับปริมาณการดื่มน้ำเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ตามสภาพแวดล้อม ระบบการออกกำลังกาย และสุขภาพโดยรวม

แต่ถ้าหากหนุ่มสาววัยทำงาน "ดื่มน้ำมากเกินพอดี" อาจส่งผลร้ายต่อร่างกายอย่างไม่คาดคิด โดยขั้นแรกร่างกายจะเกิดภาวะ Over-hydration ส่งผลให้เกิดความเป็นพิษ (water poisoning), มึนเมา (intoxication) และการทำงานของสมองหยุดชะงัก สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีน้ำมากเกินไปในเซลล์ของร่างกาย รวมถึงในเซลล์สมอง ส่งผลให้เซลล์สมองบวมน้ำจนเกิดแรงดันสูงในสมอง ผู้ป่วยที่มีภาวะดังกล่าวจะมีอาการ สับสน ง่วงนอน เวียนหัว คลื่นไส้ อาเจียน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นช้าลง หายใจลำบาก เป็นต้น

"วัยทำงาน" ควร "ดื่มน้ำ" เยอะแค่ไหน? ดื่มมากไประวังภาวะ "สมองบวมน้ำ"

นอกจากนี้ หากภาวะ Over-hydration รุนแรงขึ้น ก็จะส่งผลให้เกิดภาวะ Hyponatremia ซึ่งเป็นผลกระทบจากสารโซเดียมในเลือดเสียสมดุล เมื่อน้ำเข้าสู่ร่างกายมากเกินไป ไตของคุณจะไม่สามารถกำจัดน้ำส่วนเกินได้ โซเดียมในเลือดจะเจือจางลง ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ เซลล์บวมน้ำ เสี่ยงต่ออาการชัก อาการโคม่า หรือแม้แต่เสียชีวิต 

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตื่นตระหนกมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่ภาวะอันตรายข้างต้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก ข้อมูลจาก mayoclinic.org ยืนยันว่า การดื่มน้ำมากเกินไปมักไม่ค่อยมีปัญหาสำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง ส่วนผู้ที่เป็นนักกีฬาอาจดื่มน้ำมากเกินไปในบางครั้งเพื่อป้องกันการขาดน้ำ

แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าวันนี้เราดื่มน้ำน้อยเกินไปหรือมากเกินไป?

หนึ่งในวิธีที่ชัดเจนที่สุดคือ การสังเกตสีของ “ปัสสาวะ” โดยปกติจะมีตั้งแต่ “สีเหลืองซีด” ไปจนถึง “สีชา” โดยสีของปัสสาวะเกิดจากจากเม็ดสีของเม็ดเลือดแดงที่เสื่อมตัวและถูกขับออกมาทางปัสสาวะ ซึ่งปะปนมากับของเสียอื่นๆ ซึ่งบ่งชี้ถึงระดับน้ำในร่างกายของคุณได้

  • หากปัสสาวะมีสีใส และเข้าห้องน้ำบ่อยๆ มากกว่า 8-10 ครั้งขึ้นไปต่อวัน แสดงว่าคุณดื่มน้ำมากเกินไปในช่วงเวลาสั้นๆ
  • หากปัสสาวะสีเหลืองอ่อน เข้าห้องน้ำไม่เกิน 6-8 ครั้งต่อวัน แสดงว่าร่างกายปกติ ระดับน้ำเหมาะสม
  • หากปัสสาวะสีเข้ม เข้าห้องน้ำไม่บ่อย ปากแห้ง อาจหมายถึงร่างกายขาดน้ำ และต้องดื่มน้ำเพิ่มขึ้นระหว่างวัน

----------------------------------------

อ้างอิง : Webmed, Mayoclinic.org