"โรงเรียนขนาดเล็ก" ที่มีนักเรียนเพียง 20–50 คน เนื่องจากการอุดหนุนตามจำนวนหัวทำให้โรงเรียนเผชิญภาวะ "การขาดประหยัดต่อขนาด" ส่งผลให้งบประมาณรวมต่อวันต่ำเกินกว่าจะซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพ
KEY POINTS
- "กลุ่มนักธุรกิจจิตอาสา" ร่วม 10 กว่าชีวิต ผู้ร่วมกันตั้งโครงการ "ก่อร่างสร้างครัว" ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ภายใต้กรอบแนวคิดของมูลนิธิที่วางหลักการพัฒนา "ปัจจัย 4 + ครู = 5" โดยแก้ปัญหาอาหารกลางวันโรงเรียนขนาดเล็ก
- "ก่อร่างสร้างครัว" ร่วมกับมศว ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจาก FAO ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าร่วม งาน FAO Global Exhibition: From Seeds to Foods ครั้งที่ 2 ระหว่าง วันที่ 8–12 ตุลาคม 2569 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี
- มศว เตรียมนำงานวิจัยและนวัตกรรมที่โดดเด่น อย่าง ผำ ซูเปอร์ฟู้ดไทยที่มีคุณประโยชน์สูงไปเผยแพร่ในงานระดับสากล เพื่อขยายผล องค์ความรู้จากงานวิจัยออกไปใช้ประโยชน์จริง สร้างคุณค่าให้แก่สังคมในวงกว้าง
อาหารที่ดีเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเติบโตและพัฒนาการของเด็ก เพราะเด็กทุกคนควรได้รับสารอาหารที่เหมาะสม เพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง เรียนรู้ได้อย่างเต็มศักยภาพ และเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ข้อมูลด้านโภชนาการของเด็กไทยอายุ 0–5 ปี แสดงให้เห็นว่า เด็กบางส่วนยังต้องการการดูแลด้านโภชนาการอย่างเหมาะสม ทั้งในเรื่องการเจริญเติบโตและการได้รับสารอาหารที่สมดุล โดยข้อมูลในปี พ.ศ. 2567 พบว่า เด็กมีภาวะเตี้ยร้อยละ 13.3 ภาวะผอมร้อยละ 7.7 และภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนร้อยละ 9.2
ขณะเดียวกัน สัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีการเจริญเติบโตดีและสมส่วนอยู่ที่ร้อยละ 60.3 ในปี พ.ศ. 2567 สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยได้รับอาหารที่มีคุณภาพและมีโภชนาการที่เหมาะสมมากยิ่งขึ้น
เติมเต็มมื้ออาหาร สร้างโอกาสให้โรงเรียนขนาดเล็ก
โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนประมาณ 20–50 คน มีบทบาทสำคัญในการดูแลมื้ออาหารของเด็ก ๆ ให้ได้รับทั้งความอร่อยและคุณค่าทางโภชนาการ แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณและการจัดเตรียมวัตถุดิบ แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์แนวทางใหม่ ๆ ที่เหมาะกับแต่ละโรงเรียน
การพัฒนาระบบอาหารที่ดีจึงไม่ใช่เพียงการจัดเตรียมอาหารในแต่ละวัน แต่คือการสร้างโอกาสให้เด็ก ๆ เข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพ พร้อมส่งเสริมให้โรงเรียน ชุมชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
วัฎจักรความยั่งยืนด้านอาหาร ในโรงเรียนขนาดเล็ก
"โครงการก่อร่างสร้างครัว" ความร่วมมือของนักธุรกิจจิตอาสาและผู้ประกอบการกลุ่ม SMEs โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กๆในโรงเรียนขนาดเล็ก ได้ทานอาหารอิ่มท้อง สารอาหารครบตามหลักโภชนาการ และมีความหลากหลายทางด้านอาหาร พร้อมทั้งวางเป้าหมายระยะยาว เพื่อให้โรงเรียนช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคต ภายใต้การใช้โมเดล “ปลูก ปรุง แปร" เป็นความยั่งยืน
ชาคริต พุทธิเมธี ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ (Founder & CEO) ของแบรนด์ เกี๊ยวใหญ่ประลองยุทธ์ (GyoYai Battle) หนึ่งในนักธุรกิจจิตอาสาและผู้ประกอบการจากโครงการ "ก่อร่างสร้างครัว" และโครงการพัฒน์ PLUS+โดย มูลนิธิดั่งพ่อสอน กล่าวว่าปัญหาอาหารกลางวันของเด็กในโรงเรียนขนาดเล็ก สามารถพบเห็นได้บ่อยครั้ง เพราะต่อให้มีการสนับสนุนงบอุดหนุนรายหัวเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งกลุ่มนักธุรกิจจิตอาสา ได้ร่วมกันเปิดโครงการ ก่อร่างสร้างครัว ที่มุ่งสร้างระบบและกลไกพึ่งพาตนเองในระดับโรงเรียน โดยใช้นวัตกรรมการบริหารจัดการ วางโครงสร้างแหล่งผลิตอาหารในโรงเรียน และสร้างระบบนิเวศความร่วมมือ เพื่อปรับเปลี่ยนสภาวะจิตใจและทัศนคติของโรงเรียน ชุมชน และเด็ก ให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรอาหารได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
“โครงการ ก่อร่างสร้างครัว ได้ดำเนินการผ่านกิจกรรม “ปลูก ปรุง แปร” โดยมีการน้อมนำศาสตร์พระราชา ซึ่งประกอบด้วยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและทฤษฎีใหม่ มาประยุกต์ใช้เป็นฐานคิดในการขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจเพื่อสังคมร่วมสมัย นำเอาโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันมาต่อยอดตลอดห่วงโซ่คุณค่า พร้อมเชื่อมโยงภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจอาหารเพื่อเปลี่ยนวัตถุดิบท้องถิ่น ผลผลิตส่วนเกิน (Leftover Produce) ให้กลายเป็นโภชนาการที่มีคุณภาพสูง และสร้างรายได้หมุนเวียนกลับคืนสู่ระบบ”ชาคริต กล่าว
รู้จักนวัตกรรมเพื่อสังคม "ปลูก ปรุง แปร"
ปัจจุบันโครงการได้ลงมือปฏิบัติการในโรงเรียนขนาดเล็กแล้วจำนวน 5 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคใต้ พร้อมทั้งวางแผนขยายผลเชิงรุกสู่โรงเรียนขยายโอกาสอีกประมาณ 9–10 แห่งในปีถัดไป ทั้งนี้ กิจกรรม “ปลูก” จะเป็นการต่อยอดโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน พัฒนาโมเดลแหล่งผลิตอาหาร วัตถุดิบ และผักสวนครัวภายในพื้นที่ของโรงเรียนและชุมชน สร้างความมั่นคงด้านอาหารในระดับฐานราก ลดภาระค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อวัตถุดิบ และลดขยะอาหาร
ส่วน “ปรุง” บูรณาการองค์ความรู้ด้านโภชนาการเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน หลากหลาย เหมาะสมตามวัย พร้อมดึงแคมเปญ "30 ยังแจ๋ว" ผนึกกำลังเครือข่ายร้านอาหารอายุ 30 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ นำเชฟอาสาเข้ามาช่วยดีไซน์เมนูอาหารที่สร้างสรรค์ ตอนนี้ขับเคลื่อนแล้วใน 20 กว่าจังหวัด และตั้งเป้าครอบคลุม 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดเมนูซ้ำซาก ยกระดับภาวะโภชนาการ สุขภาวะ และพัฒนาการทางร่างกายของเด็กให้แข็งแรงตามวัย
และ “แปร” นำวัตถุดิบและผลผลิตส่วนเกินจากโรงเรียนและชุมชนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า จัดจำหน่ายผ่านกลไกธุรกิจ SE ภายใต้แบรนด์ "ÉLAN" ซึ่งให้บริการด้านการจัดเลี้ยง เกิดระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน นำกำไรจากการจัดเลี้ยงกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน ในระบบ ปลูก ปรุง แปร สร้างอาชีพให้ชุมชน และทำให้โรงเรียนพึ่งพาตนเองได้
จากโครงการเล็กๆ ของผู้ประกอบการสู่เวทีระดับโลก
ล่าสุด องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในฐานะองค์การชํานาญพิเศษของสหประชาชาติ(UN) ได้กําหนดจัด งาน FAO Global Exhibition: From Seeds to Foods ครั้ง ที่ 2 ระหว่าง วันที่ 8–12 ตุลาคม 2569 ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี โดยมีภาคีเครือข่ายภาคการเกษตรนวัตกรรมอาหาร และผู้นําระดับนโยบายจากกว่า 145 ประเทศทั่วโลกเข้าร่วมในการนี้
ทางโครงการ ก่อร่างสร้างครัว ได้รับเกียรติและความไว้วางใจจาก FAO ให้เป็นตัวแทนประเทศไทยในการนําเสนอศักยภาพระบบอาหารไทยใน 3 โซนหลัก ได้แก่ Main Stage (การแสดงวิสัย ทัศน์ความยั่งยืน ) ร่วมขึ้นเสวนาถ่ายทอดประสบการณ์การสร้างระบบอาหารยั่งยืน และการใช้โมเดล "ปลูก ปรุง แปร" ในการแก้ปัญหาสังคม
Regional Pavilion (การจัดแสดงอาหารและผลิตภัณฑ์) จัดแสดงนวัตกรรมอาหารและผลิตภัณฑ์ซูเปอร์ฟู้ด นำวัฒนธรรมอาหารไทยไปโชว์ พร้อมจัดเมนูให้ชิม เช่น ยำทูน่าสไตล์ไทยรสจัดจ้านที่เชื่อมโยงกับวัตถุดิบที่ชาวยุโรปคุ้นเคย และ Food Area (การสาธิตอาหาร Thai Soft Power) สาธิตการทำอาหารไทยเพื่อเผยแพร่ Soft Power 2 เมนูหลัก ได้แก่ หมกเจาะ อาหารพื้นถิ่นของชนเผ่าไท โดยเชฟป๋อง (จิตอาสาแบรนด์ Aon) ,ขนมตาลสูตรโบราณ 90 ปี สืบทอดภูมิปัญญาไทยดั้งเดิม โดยเชฟไก่และเชฟพริก และการปรับโภชนาการอาหารพื้นถิ่น นำองค์ความรู้มาต่อยอดอาหารพื้นบ้านให้มีโภชนาการเหมาะสมสำหรับเด็ก
องค์ความรู้ห้องปฎิบัติการ ออกไปรับใช้ผู้คน
พร้อมร่วมกับทาง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นำเสนอและจัดแสดง นวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร จากคณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร สู่เวทีนิทรรศการระดับนานาชาติ สะท้อนศักยภาพขององค์ความรู้ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์อาหารไทย สู่การสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน
ผศ.ชัยวัชร พรหมจิตติพงศ์ รองอธิการบดีฝ่ายแผนและยุทธศาสตร์เพื่อสังคม มศว กล่าวว่า มศว มุ่งเน้นการดำเนินงานในเชิงรุกเพื่อสังคม ตามวิสัยทัศน์ “มหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้เพื่อสังคม” ซึ่งเปลี่ยนจากการทำงานแบบตั้งรับในอดีตมาสู่การสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายภายนอก ทั้งชุมชนและภาคธุรกิจเอกชน เพื่อนำผลงานวิจัยออกจากหิ้ง มาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดในเชิงพาณิชย์และวงกว้าง
“ความร่วมมือกับทางก่อร่างสร้างครัว คือ ภาพสะท้อนที่เป็นรูปธรรมของการนำองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการออกไปรับใช้ผู้คน ในช่วงเวลาที่กระแสระดับโลกกำลังมุ่งไปสู่เรื่อง Wellness, Health and Well-being สุขภาพไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องชั่วคราวหรือแฟชั่น แต่เป็นความตื่นตัวที่สร้างผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน ซึ่ง มศว ได้สนับสนุนงานวิจัย และนวัตกรรมเด่นของทีมคณาจารย์ และนักศึกษา อย่าง ผำ ซูเปอร์ฟู้ดไทยที่มีคุณประโยชน์สูง โดยมหาวิทยาลัยพัฒนาองค์ความรู้ผ่านโครงการ "Reinventing University" ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นอย่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จนถึงการเตรียมนำออกไปเผยแพร่ในระดับสากล”ผศ.ชัยวัชร กล่าว
อีกทั้ง มศว ยังอยู่ระหว่างการ จัดตั้ง Holding Company เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการช่วยแก้ข้อจำกัดและนำผลงานวิจัยไปร่วมทุนกับภาคธุรกิจได้อย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การแสวงหารายได้ แต่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและสังคม เพื่อช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับชุมชน
ผศ.ชัยวัชร กล่าวต่อว่านักวิจัยจากคณะเทคโนโลยีและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์การเกษตร (Faculty of Agricultural Innovation and Technology) หรือที่เรียกกันว่า คณะ AI มศว ใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีอาหารเข้าไปแปรรูปผำให้อยู่ในรูปของผงชงดื่ม ส่วนผสมในอาหาร และเครื่องดื่มหลากหลายรูปแบบ สร้างปรากฏการณ์เชิงเปรียบเทียบที่ไม่ต่างจากกระแสนิยม “มัจฉะ” หรือ “ชาเขียว” ของประเทศญี่ปุ่นที่ครองใจวัยรุ่นทั่วโลก
"มหาวิทยาลัยอาจมีองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่เราไม่สามารถออกไปทำเองได้ในทุกพื้นที่ มูลนิธิและโครงการก่อร่างสร้างครัว จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวเร่งที่ช่วย มศว ขยายผล นำองค์ความรู้จากงานวิจัยออกไปใช้ประโยชน์จริง เพื่อสร้างคุณค่าให้แก่สังคมในวงกว้าง”ผศ.ชัยวัชร กล่าว
การจะผลักดันให้นวัตกรรมไทยก้าวไปได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องมีการปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนในประเทศ ผศ.ชัยวัชร ได้ฝากมุมมองที่น่าครุ่นคิดถึงบทบาทของ สื่อมวลชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในฐานะตัวกลางสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนค่านิยมทางสังคม
ความร่วมมือของโครงการ "ก่อร่างสร้างครัว" และพันธมิตรวิชาการอย่าง มศว เป็นสะพานเชื่อมให้เห็นว่า "ความยั่งยืนที่แท้จริงไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากงบประมาณมหาศาลหรือการรอคอยความช่วยเหลือจากภาครัฐ" หากเกิดจากการผนึกกำลังของกลุ่มธุรกิจ SME เล็กๆ ที่มีจิตสาธารณะ ร่วมกับภาคการศึกษาที่พร้อมนำองค์ความรู้ลงมือปฏิบัติจริง (Action-oriented)





