วันศุกร์ ที่ 21 สิงหาคม 2569

Login
Login

รูรั่ว ‘ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน’ เกราะแท้จริงแก้ปัญหา ‘ความรุนแรงในโรงเรียน’ พัง?

วันที่สังคมไทยสั่นสะเทือนด้วย “เหตุการณ์ความรุนแรงขนาดใหญ่ในรั้วโรงเรียน”  ทำให้มาตรการฉุกเฉินอย่าง “ตรวจอาวุธหรือตรวจกระเป๋านักเรียนก่อนเข้าห้องเรียน” ถูกนำมาใช้ แต่อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” และสร้างความตระหนกในระยะสั้นเท่านั้น โดยที่รากเหง้าของปัญหายังไม่ถูกแตะต้อง และ “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน”ยังไม่ถูกดำเนินการอย่างครบถ้วนและยั่งยืน

School Shooting ไม่ใช่เรื่องที่ป้องกันไม่ได้

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ จิตแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า  เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน (School Shooting) แตกต่างจากเหตุการณ์ในพื้นที่สาธารณะ (Mass Shooting) อย่างสิ้นเชิง ในทางวิชาการนั้น Mass Shooting ควบคุมได้ยากเพราะไม่รู้ว่าจะเกิดที่ไหน เมื่อไหร่ หรือใครจะเป็นผู้กระทำ แต่สำหรับ School Shooting เกิดขึ้นในพื้นที่ปิดที่มีระบบชัดเจน มีตัวบุคคลที่ระบุได้แน่นอน ดังนั้น การป้องกันจึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หากโรงเรียนมีระบบการดูแลที่มีประสิทธิภาพ

ปัจจุบันมองปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนแบบ "แยกส่วน" จะแก้ปัญหาหนึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้น  เช่น ปัญหาการใช้อาวุธปืนที่มีราว 10 % ของภูเขาน้ำแข็งที่โผล่ออกมาเท่านั้น แต่อีก 90 % ยังมีเรื่องอื่นๆที่มองไม่เห็นกำลังก่อตัวและเป็นปัจจัยซับซ้อนเชื่อมโยงร่วมกันอยู่ด้วย เช่น ภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตัวเอง ,การกลั่นแกล้งรุนแรง(Bullying) การติดเกม การใช้สารเสพติดและบุหรี่ไฟฟ้า และความสัมพันธ์ที่ห่างเหินในครอบครัว ซึ่งระบบสำคัญที่สุดที่เป็นเกราะป้องกันชั้นดีก็คือ "ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน"

เด็กกลุ่มเสี่ยงราว 6คน/ห้อง

“เฉลี่ยใน 1 ห้องเรียนที่มีนักเรียนประมาณ 30 คน จะมีเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ต้องได้รับการดูแลใส่ใจเป็นพิเศษประมาณ 20 % หรือราว 6 คน เมื่อระบบดีพอ ควรจะรู้ล่วงหน้าว่าใครคือกลุ่มเสี่ยง หากสามารถคัดกรองและให้การช่วยเหลือได้ตั้งแต่ต้น ปัญหาความรุนแรงหรือการฆ่าตัวตายก็จะลดน้อยลง ซึ่งครูนอกจากการสอนหนังสือแล้ว ยังมีหน้าที่ต้องดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้วย”นพ.ยงยุทธกล่าว 

“ขาลง” ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน

นพ.ยงยุทธ เล่าย้อนไปเมื่อราวปี  2542 ว่าเป็น “ขาขึ้น” ของการวางรากฐาน "ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน" ที่ไม่เพียงแต่ป้องกันการฆ่าตัวตายซึ่งเป็นปัญหาในช่วงเวลานั้น แต่เป็นการสร้างระบบดูแลเด็กที่มีปัญหาครอบคลุมทุกด้าน ทั้งเรื่องการบูลลี่ ยาเสพติด และเพศสัมพันธ์

ครูแนะแนวไม่เพียงพอ

แต่ตอนนี้ระบบนี้กำลังเข้าสู่ช่วง "ขาลง" จากการที่สถานศึกษาและสังคมมุ่งเน้นไปที่ ”ความสำเร็จทางวิชาการ” เพียงอย่างเดียว จนละเลยไปว่าอารมณ์และจิตใจของเด็กเป็นรากฐานของความสำเร็จ ทำให้ขาดแคลน "ครูแนะแนว" ซึ่งเป็นเสาหลักของระบบ เมื่อมีครูเกษียณอายุ กลับไม่มีการบรรจุแทนที่ในอัตราที่เหมาะสม ตามมาตรฐานควรมีครูแนะแนว 1 คนต่อเด็ก 500 คน แต่ในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีเด็ก 3,000 คน กลับมีครูแนะแนวเพียง 2-3 คนเท่านั้น ไม่เพียงพอที่จะบริหารจัดการระบบได้

รอยรั่วในชั่วโมงโฮมรูม

 “ครูที่ปรึกษา” จึงต้องมีบทบาทสำคัญ ต้องสามารถคัดกรองและเข้าถึงเด็กกลุ่มนี้ได้ จะช่วยลดโอกาสเกิดปัญหาบานปลายจนถึงขั้นฆ่าตัวตายหรือก่อความรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติ ดูเหมือนว่า การคัดกรองเด็ก กลับกลายเป็นเพียงภาระงานเอกสารหรืองานธุรการที่ "คัดแล้วกอง" ไว้เฉยๆ โดยไม่มีการดำเนินการช่วยเหลือต่ออย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ "ชั่วโมงโฮมรูม" ที่เคยเป็นโอกาสทองในการสร้างสัมพันธภาพระหว่างครูและนักเรียน  โดยครูได้พูดคุยกับเด็กทุกเช้าตลอด 200 วัน กลับถูกลดทอนความสำคัญลง นพ.ยงยุทธ เล่าถึงเสียงสะท้อนจากเด็กนักเรียนว่า ชั่วโมงโฮมรูมกลายเป็นชั่วโมงเสรี  เพราะครูแนะแนวไม่เพียงพอที่จะเข้าสอน
กลายเป็นครูที่ปรึกษาใช้เวลาช่วงนี้ไปกับการ สั่งทำการบ้านหรือตำหนินักเรียน แทนที่จะใช้พัฒนาทักษะชีวิต แม้แต่การประชุมผู้ปกครองในบางแห่งก็ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่น อย่างการตำหนิผู้ปกครอง หรือเรี่ยไรเงิน แทนที่จะเป็นการร่วมมือกันดูแลเด็กระหว่างกันและกัน 

“ตอนนี้ชั่วโมงโฮมรูม กลายเป็นปล่อยให้เป็นชั่วโมงเสรี หรือมาบ่นให้ส่งการบ้าน ส่วนที่ประชุมผู้ปกครอง ก็เป็นพื้นที่ที่ใช้ตำหนิผู้ปกครอง หรือเรี่ยไรเงิน  ทั้งที่ ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนที่ดี จะคุ้มครองและป้องกันเหตุรุนแรงได้ยั่งยืน”นพ.ยงยุทธกล่าว

รีเทรน “ครูที่ปรึกษา”

แนวทางการฟื้นฟู “ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน”  ประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก

1.การรีเทรน (Retrain) ครูที่ปรึกษาซึ่งก็คือครูทุกคน ให้มีทักษะพื้นฐานในการคัดกรองและช่วยเหลือเด็กเบื้องต้น  และ2.การทำให้ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการให้แนวทางที่ชัดเจนแก่ครูในการจัดกิจกรรมโฮมรูม หรือการประชุมผู้ปกครอง เพื่อส่งเสริมการเลี้ยงลูกเชิงบวก เพราะในปัจจุบันครูยังขาดแนวทางที่ชัดเจน เช่น วิธีการแก้ปัญหาการบูลลี่ที่มักจะทำกันไปคนละทิศละทาง หากมีกลไกที่ช่วยให้ครูรู้ว่าเด็กกลุ่มเสี่ยงได้รับการช่วยเหลืออย่างครอบคลุมและต่อเนื่อง จะช่วยให้โรงเรียนดูแลนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระบบส่งต่อในการดูแล

เมื่อระบบในโรงเรียนสามารถค้นเจอและก็ให้ดูแลช่วยเหลือ “เด็กกลุ่มเสี่ยง” ในระดับห้องเรียน ผ่านปฏิบัติการ อาทิ พบผู้ปกครอง เยี่ยมบ้าน  บัดดี้กับเด็กที่เป็นจุดแข็ง ซ่อมเสริมให้กิจกรรมในห้องเรียน ส่งเสริมกิจกรรมชมรม ชุมนุม  และพัฒนา ดูแลต่อเนื่องด้วยโฮมรูมและทำงานร่วมกับผู้ปกครอง  หากไม่ดีขึ้นภายใน 1 เดือน จะมีส่งต่อเพื่อการดูแลระดับเชี่ยวชาญ โดยครูแนะแนว นักจิตวิทยาโรงเรียนที่จะเข้ามาให้คำปรึกษาเชิงลึก จากนั้นหากพบปัญหาที่เกินกำลังของโรงเรียน ก็ส่งต่อดูแลระดับคลินิกในกรณีฉุกเฉิน

“เด็กที่ทำพฤติกรรมเหล่านี้มักเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ต้องการความช่วยเหลือ แทนที่จะพยายามแก้ปัญหาเป็นรายกรณีไป ควรกลับไปให้ความสำคัญกับระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน เพื่อระบุให้ได้ว่าเด็ก 6 คนใน 30 คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงนั้นคือใคร แล้วเข้าไปดูแลช่วยเหลือทั้งตัวเด็กและครอบครัวตั้งแต่เนิ่นๆ” นพ.ยงยุทธกล่าวย้ำ