วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

'บ้านบางแค'รอคิว 15 ปี เจนY-Z เล็ง 'ซีเนียร์คอมเพล็กซ์' สศช.ชงแนวทางพัฒนาที่อยู่สูงวัย

'บ้านบางแค'รอคิว 15 ปี  เจนY-Z เล็ง 'ซีเนียร์คอมเพล็กซ์' สศช.ชงแนวทางพัฒนาที่อยู่สูงวัย

รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) หรือสภาพัฒน์  สะท้อนเรื่องบ้านพักผู้สูงอายุไทยว่า  สังคมสูงวัยระดับสุดยอดเป็นโจทย์สำคัญ ทั้งด้านสุขภาพ รายได้ รวมถึงที่อยู่อาศัย ซึ่งภาครัฐมุ่งเน้น การสูงวัยในถิ่นที่อยู่ (Aging in Place) อาทิ การปรับปรุงบ้าน การพัฒนาระบบดูแล ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โรงเรียนผู้สูงอายุ

Gen Y & Z ไร้ลูก เล็งSenior Complex

แต่การที่วัยแรงงานย้ายเข้าเมืองเศรษฐกิจ ทำให้ขนาดครัวเรือนเล็กลง ลดทอนศักยภาพการดูแลผู้สูงอายุของครอบครัว โดยข้อสํานักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า  ผู้สูงอายุอาศัยเพียงลำพังเพิ่มขึ้นเท่าตัวจาก 6.3 % ในปี 2545 เป็น 12.9% ใน ปี 2567 ฉะนั้น  Aging in Place อาจไม่ตอบโจทย์ได้ทุกกรณี

ขณะที่การสำรวจความคาดหวัง การวางแผน และการเตรียมตัวของประชากร วัยทำงานต่างรุ่นอายุและรูปแบบการอยู่อาศัยต่อชีวิตในวัยสูงอายุ ของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2565 พบว่า  5.7% สนใจที่พักอาศัยผู้สูงอายุแบบครบวงจร (Senior Complex)  ,1 % คาดว่าจะอยู่ในสถานสงเคราะห์ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะ Gen Y & Z เพราะมีแนวโน้มไม่มีบุตร และ 56.1% ต้องการอยู่บ้านเดิม

บ้านพักผู้สูงวัย เผชิญข้อจำกัด

ฉะนั้น บ้านพักผู้สูงวัย (Residential) สำหรับผู้สูงอายุสามารถช่วยเหลือตนเองได้  ดูจะเป็นหนึ่งช่องทางของผู้สูงอายุ โดยในไทยมีอยู่ 96 โครงการ รองรับ 16,000 คน อัตราการเข้าพักรวม 87.8% หลายโครงการเน้นกลุ่มกำลังซื้อสูง  

ส่วนบ้านบางแค ที่เป็นของภาครัฐนั้น ข้อมูลในปี 2569 ระบุว่า ต้องรอคิวนาน 15 ปี  มีการรอคิวอยู่ประมาณ 6,000 คน แต่รองรับได้ 250 คน

ทว่า บ้านพักผู้สูงวัยยังมีข้อจำกัดสำคัญอยู่ที่  1.กระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่ บางจังหวัดสัดส่วนผู้สูงอายุไม่ได้ทำงาน สูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น นครนายก ภูเก็ต พังงา แต่มีหน่วยบริการรวมกัน 1 % ทั้งประเทศ

 2.แยกตัวออกจากชุมชนเดิมและเครือข่ายทางสังคมที่คุ้นเคย บางกลุ่มไม่สามารถสร้างความสัมพันธ์ใหม่ในที่อยู่อาศัยใหม่ได้ ขาดปฏิสัมพันธ์กับคนต่างวัย ทำให้มีภาวะซึมเศร้า สติปัญญาถดถอย และหากมุ่งเน้นความปลอดภัยทางกายภาพมากเกินไป ก็จะคล้ายสถานพยาบาลมากกว่าบ้าน

ชง 3 แนวทางพัฒนาที่อยู่สูงวัย

สภาพัฒน์ยกตัวอย่าง รูปแบบบริการในต่างประเทศที่น่าสนใจ อาทิ

  • ฝรั่งเศส ครอบครัวอุปถัมภ์ (Famile d'accueil) ผู้สูงอายุพักร่วมกับครอบครัวผู้ดูแล
  • เนเธอร์แลนด์ โครงการ Humanitas Deventer นักศึกษาพักบ้านผู้สูงอายุฟรี แลกกับการใช้เวลาร่วมกัน
  • เยอรมนี บ้านพบปะหลายช่วงวัย พื้นที่ชุมชนให้ทุกช่วงวัย ทำกิจกรรมร่วมกัน
  • ประเทศไทยมี ‘ลำสนธิโมเดล’ จ.ลพบุรี ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้งสาธารณสุข องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) อสม. นักบริบาลชุมชนและครอบครัว  โดยที่ภาคเอกชนและวิสาหกิจเพื่อสังคม(SE)เริ่มมีบทบาทมากขึ้น เช่น  Joy Ride บริการรับส่งผู้สูงอายุ และ เยือนเย็น บริการดูแลผู้สูงอายุระยะสุดท้ายที่บ้าน

นอกจากนี้ ยังเสนอถึงแนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุ 1. การส่งเสริมที่อยู่อาศัยผู้สูงอายุให้หลากหลาย เปิดให้เอกชนและชุมชนมีบทบาท ผ่านมาตรการสนับสนุนที่มีเงื่อนไข อาจนำอาคารที่ไม่ได้ใช้งาน มาพัฒนาเป็นศูนย์ดูแล

2. การพัฒนาเครือข่ายการดูแลในชุมชน มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตให้ครอบคลุมมิติทางสังคมมากขึ้น

3. การสนับสนุน SE ในการพัฒนาระบบที่อยู่อาศัยของคนต่างวัย โดยเฉพาะกรณีผู้สูงอายุที่อยู่ลำพังและมีพื้นที่เหลือใช้ อาทิ ระบบการแบ่งปันที่อยู่อาศัย ที่มี SE เป็นตัวกลางในการบริหาร

จับตานโยบาย“สูงวัยพลัส”รัฐบาล

เมื่อสภาพัฒน์รายงานภาวะสังคมไทย ไตรมาสหนึ่ง ปี 2569 ในเรื่องบ้านพักผู้สูงอายุออกมาเช่นนี้  สังคมจะต้องจับตาดูว่า นโยบาย“ผู้สูงวัย พลัส+” ทักษะดี มีงาน มีเงิน มีคนดูแล ซึ่งพรรคภูมิใจไทย(ภท.)แกนนำรัฐบาลใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะเกิดขึ้นได้จริงแบบ “ตรงโจทย์ โดนใจ” ผู้สูงอายุไทยหรือไม่

เนื่องจากมีการระบุว่า นโยบายนี้เป็นการกำหนดนโยบายเพื่อรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทย ประกอบด้วย จ้างผู้สูงอายุทำงาน (สูงวัยมีรายได้) จ้างงานผู้สูงอายุ นำมาลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า สูงสุด 30,000 บาท ,ผู้สูงอายุที่มีรายได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาทต่อปี ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 50 %

ที่สำคัญการสร้าง “ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทั่วประเทศ” รองรับผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยนำที่ดินรัฐ ที่มีทำเลที่มีศักยภาพ มาเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนลงทุน และสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแบบครบวงจรในระยะยาว  ซึ่งรัฐให้การส่งเสริมการลงทุน (BOI)  ให้ความช่วยเหลือทางด้านภาษี เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้เอกชน ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุลดลง อีกทั้ง ยังเป็นการสร้างงาน สร้างอาชีพ และส่งเสริมการลงทุน