สสส. หนุน “ชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx)” พัฒนาระบบบำบัดยาเสพติดครบวงจร จ. บุรีรัมย์ เสริมศักยภาพผู้บำบัด–ชุมชน สร้างระบบติดตามผู้ใช้ยาเสพติดแบบมีส่วนร่วม
เมื่อเร็วๆนี้ ที่โรงแรมบุรีเทล จ.บุรีรัมย์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ (มสวร.) จัดการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพผู้บำบัด เพื่อเสริมความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่วย ยาเสพติดอย่างต่อเนื่องในชุมชนและการอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาศักยภาพชุมชน และอดีตผู้ผ่านการบำบัดเพื่อดูแลผู้ใช้ยาเสพติดอย่างมีส่วนร่วมในชุมชน โดยมีตัวแทน 6 อำเภอเป้าหมาย และ 2 อำเภอภายใต้โครงการอำเภอต้นแบบและขยายผลชุมชนล้อมรักษ์ (CBTx) เข้าร่วม
น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักงานสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สสส. กล่าวว่า การดำเนินงานครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การเสริมความเข้มแข็งกลไกระดับจังหวัดในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ผ่านการบูรณาการของทุกภาคส่วน พัฒนาและขับเคลื่อนรูปแบบการฟื้นฟูผู้ใช้ยาเสพติดในชุมชนตามแนวทาง CBTx ให้สามารถดูแล ติดตาม และสนับสนุนผู้ผ่านการบำบัดอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 1 ปี เพื่อลดการกลับไปใช้ซ้ำและ พัฒนาระบบการสื่อสาร การประสานงาน และแนวทางปฏิบัติร่วมระดับจังหวัด เพื่อให้การบำบัด ฟื้นฟู และติดตามผู้ใช้ยาเสพติดเป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
กม.น้ำเมาเพิ่มโทษขายให้เด็ก-คนเมา เพิ่มความรับผิดทางแพ่งของผู้ขาย
ใกล้ถึงฤดูระบาด 'ไข้หวัดใหญ่' เร่งป้องกันด้วยวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือน
"ยาเสพติด" ปัญหาเรื้อรังวนซ้ำ ชุมชนต้องดูแลใกล้ชิด
โดย สสส. มุ่งพัฒนา พื้นที่ชุมชนที่สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถขยายผลได้ครอบคลุมในจังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่อื่น ๆ โดยใช้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) เป็นศูนย์กลางในการบูรณาการการทำงานของฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ตำรวจ และชุมชน
“ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาเรื้อรังที่วนซ้ำ ผู้ใช้จำนวนมากแม้เข้าสู่กระบวนการบำบัดแล้ว แต่ยังกลับไปใช้ซ้ำ การนำแนวคิด CBTx มาใช้ โดยให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้กำลังใจ การสร้างโอกาส และการพัฒนาอาชีพ จะช่วยยืดระยะเวลาการไม่กลับไปใช้สารเสพติด และทำให้ผู้ผ่านการบำบัดกลับมาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและสังคมได้อีกครั้ง” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว
นายสมบูรณ์ สุธีระกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า สถานการณ์ยาเสพติดเป็นปัญหาสำคัญในหลายพื้นที่ โดยพบการแพร่ระบาดและการลักลอบจำหน่ายอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยในช่วงปี 2568–2569 เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมเครือข่ายค้ายาเสพติดและตรวจยึดยาบ้าได้จำนวนมาก รวมถึงคดีสำคัญที่ยึดของกลางได้กว่า 142,000 เม็ด
ขณะเดียวกัน จ.บุรีรัมย์ได้เร่งบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งฝ่ายปกครอง ตำรวจ ทหาร และภาคประชาชน เดินหน้ามาตรการ “เอกซเรย์ค้นหาผู้เกี่ยวข้อง” เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ควบคู่กับการปราบปรามเครือข่ายผู้ค้าอย่างจริงจัง ซึ่งความท้าทายสำคัญของการแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่ได้อยู่เพียงการนำผู้ป่วยเข้าสู่การบำบัด แต่คือการดูแลต่อเนื่องหลังการบำบัด เพื่อป้องกันการกลับไปใช้ซ้ำ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งบุคลากรผู้บำบัดที่มีทักษะ และการมีส่วนร่วมของชุมชน
"การอบรมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมศักยภาพทั้งสองกลุ่มหลัก ได้แก่ บุคลากรผู้บำบัด ซึ่งต้องพัฒนาทักษะควบคู่ความเข้าใจบริบทผู้ป่วย และภาคีเครือข่ายชุมชน รวมถึงอดีตผู้ผ่านการบำบัด ที่เป็นกลไกสำคัญในการช่วยดูแลและสร้างโอกาสให้ผู้ที่กำลังฟื้นฟู” รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าว
ด้าน นพ.กิตติ โล่สุวรรณรักษ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคูเมือง ระบุว่า ปัญหาจากทำงานที่ผ่านมาในเรื่องยาเสพติด พบว่าแต่ละคนมีปัญหาและความต้องการที่แตกต่างกัน ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีภาระงานประจำค่อนข้างมาก เป็นที่มาของการออกแบบระบบมาปรับใช้ โดยมีทั้งระบบการรับฟังปัญหาและการทดลองใช้
โดยมีหลักการ คือ การออกแบบระบบที่ป้องกันความผิดพลาดจากการทำงานของมนุษย์ โดยออกแบบวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ เช่น การติดตามปัญหาของผู้ป่วยจากยาเสพติดแต่ละกลุ่ม รวมไปถึงการระมัดระวังเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล จึงมีการออกแบบให้เหมาะกับแต่ละพื้นที่เพื่อป้องกันการเกิดข้อมูลรั่วไหล ทั้งความปลอดภัยและสิทธิส่วนบุคคลของผู้ที่มาบำบัด เนื่องจากโรงพยาบาลอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่มีการส่งต่อข้อมูลกับโรงพยาบาล และ รพสต. เนื่องจาก รพสต. ในพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้ออกจากระบบสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้สามารถขอความร่วมมือให้ช่วยติดตามผู้ป่วยได้ เนื่องจากหากให้โรงพยาบาลทำเพียงลำพังอาจไม่สามารถรองรับผู้ป่วยที่มีจำนวนมากได้
“กิจกรรมของ สสส.จะมองเรื่องกระบวนการภายใน ทักษะของผู้บำบัด แต่เมื่อต้องปล่อยเขาออกไปสู่ชุมชนจึงต้องมีระบบที่ไปตามแก้ปัญหาให้เขาด้วย เรียกว่า การสนับสนุนครอบครัวและชุมชนที่อยู่นอกโรงพยาบาล ถ้าเรามีข้อมูลส่วนนี้จะได้ไม่หลงลืมและสามารถตามไปวัดผลได้”นพ.กิตติ กล่าว
ขณะที่ ผู้ใช้เคยผ่านการบำบัด เล่าว่า เขาอยู่ในกระบวนการบำบัดเป็นเวลา 1 ปี 4 เดือน โดยขั้นตอนในการบำบัดเริ่มต้นที่กรมคุมประพฤติให้ไปอบรม เข้าค่าย บำเพ็ญประโยชน์ และส่งตัวไปที่โรงพยาบาลเพื่อติดตามผล หลังจากนั้นก็มีการติดตามผู้บำบัดอีก 1 เดือน สำหรับเขาการเลิกยาขึ้นอยู่กับจิตใจ ครอบครัว และสิ่งแวดล้อม ก่อนเข้ารับการบำบัดเขาเคยทำพลาดให้ครอบครัวเสียใจถึง 3 ครั้ง ทำให้คิดได้ว่าการใช้ยาทำให้ครอบครัวเดือดร้อนจึงตัดสินใจรับการรักษา และหลังจากได้รับการบำบัดชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทำให้ได้เข้าใจถึงความสุขที่แท้จริง จึงอยากฝากคนที่กำลังติดยาเสพติดว่าควรเลิกก่อนที่ชีวิตจะไม่มีอะไรเหลือเลย





