วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม 2569

Login
Login

เด็กไทย 65 % ‘อ่านออกแต่จับใจความไม่ได้’ อ่านโพสต์สรุปอินฟลูฯขาดฝึกคิดวิเคราะห์

เด็กไทย 65 % ‘อ่านออกแต่จับใจความไม่ได้’  อ่านโพสต์สรุปอินฟลูฯขาดฝึกคิดวิเคราะห์

ดร.สมเกียรติ  ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวภายในงานประชุมวิชาการ “มหัศจรรย์ อ่าน อาน อ๊าน : แถลงผล SROI สู่กุญแจพัฒนาการเด็กไทยยุค AGI” จัดโดยแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)  ร่วมกับสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) และภาคีเครือข่ายเมื่อเร็วๆนี้ว่า  เมืองไทยมีความท้าทายสำคัญ ที่ต้องอยู่กับโลกยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทั้งสงคราม การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี หรือ AI ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่มาก

65 % อ่านหนังสือออกแต่จับใจความไม่ได้

คนในแต่ละเจนเนอเรชั่นจะต้องมีความพร้อมในการรับมือ แต่เมื่อดูผลการสอบประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (Programme for International Student Assessment หรือ PISA) เด็กอายุ 15 ปี เรื่อง ความสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งดูยิ่งน่าตกใจ โดยใจกลางสำคัญ คือ เรื่องการอ่าน พบว่า 2 ใน 3 ประมาณ 65 % มีทักษะการอ่านต่ำกว่าระดับ 2 คือ การอ่านหนังสือออกแต่จับใจความไม่ได้

หากจะแก้ไขปัญหาด้วยการสอบPISA แล้วติวกันเฉพาะหน้า วิธีเช่นนี้ทดสอบแล้วว่าไม่เคยสำเร็จ จึงต้องย้อนไปช่วงเด็กปฐมวัย เพราะการสร้างรากฐานของเด็กสำคัญอย่างยิ่ง โดยเด็กปฐมวัยเรื่องทักษะสมอง หรือ EF  (Executive Functions) เป็นการลงทุนที่ผลตอบแทนกลับมาสูงมาก ถัดมาเรื่องการสอนให้เด็กได้อ่านอย่างมีความสุข จะฝึกทักษะให้พร้อมเมื่อต้องเข้าสู่วันเรียน และเมื่อเติบโตจะสามารถทำงาน ปรับตัว เรียนรู้ได้ตลอดชีวิตในโลกที่อยู่ยากขึ้นทุกวัน 

“ความสุขจากการอ่านนั้น การเรียนในห้องเรียนโดยเฉพาะวิชาภาษาไทยหลายกรณีแต่ไม่ใช่ทุกกรณี ถือเป็นการฆาตกรรมความสุข ทำให้ความสุขในการเรียนรู้หายไป จากการเน้นท่องจำ  เมื่อเด็กออกมาเจอโลกของออนไลน์ โซเชียลมีเดีย อินฟลูเอนเซอร์ และเอไอกำลังเข้ามา ก็จะเปลี่ยนวิธีการรับข้อมูลเป็นออนไลน์ อยากรู้อะไรก็ถามในออนไลน์”ดร.สมเกียรติกล่าว 

ไม่ได้มีโอกาสฝึกกล้ามเนื้อการคิดวิเคราะห์

ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ข้อมูลจากสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT)  พบว่า ปี 2568 คนไทยอ่าน 113 นาทีต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2561 ที่อ่าน 80 นาทีต่อวัน โดยเป็นพฤติกรรมการอ่านเปลี่ยนเป็นการอ่านผ่านออนไลน์ ได้เสพข้อมูลจริงและข้อมูลที่มาไวมาก

อย่างไรก็ตาม ยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทักษะการอ่านแบบเป็นเล่มหนังสือ เนื่องจากมีความแตกต่างกัน โดยการอ่านไม่ใช่เป็นการเอาข้อมูลอย่างเดียว เพราะถ้าอ่านเอาข้อมูลอย่างเดียวก็จะเป็นการอ่านน้อยที่สุดเพื่อเอาข้อมูลไปทำอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็อาจใช้เอไอสรุปให้ก็มีประโยชน์ระดับหนึ่ง แต่การอ่านงานบางอย่าง ที่ต้องการความลึกซึ้ง ต้องการเข้าใจเจตนาคนเขียนจริงๆ  ต้องการความอิ่มอกอิ่มใจหรือสะเทือนใจ ไม่สามารถใช้เอไอสรุปได้

“การอ่านแบบไวๆ อ่านโซเชียล ไถไปไถมา ได้อ่านตัวหนังสือจริง  แต่เป็นการเสพข้อมูลและการอ่านแบบ Passive มาก โดยเฉพาะหากไม่ได้อ่านเอง คิดเอง แต่ฟังอินฟลูเอนเซอร์แม้มีประโยชน์ แต่จะทำให้เราคอยรับสารจากที่คนอื่นปะติดปะต่อตรรกะให้เพียงอย่างเดียว โดยเราไม่ได้มีโอกาสฝึกกล้ามเนื้อการคิดวิเคราะห์ด้วยตัวเอง  เพราะการอ่านเหมือนเป็นการออกกำลังกายทางสมองให้ได้ฝึกคิดวิเคราะห์”ดร.สมเกียรติกล่าว 

อ่านเล่มหนังสือ ยังจำเป็น ไม่เชย

ดร.สมเกียรติ กล่าวด้วยว่า ห้องสมุดแบบอ่านหนังสืออะนาล็อก ยังจำเป็นและไม่เชย โดยจะดีมากถ้ามีกระบวนกรในการอ่านคอยแนะนำทำให้การอ่าน การเรียนรู้เป็นสิ่งที่สนุก รวมถึง ให้มีการกระจายไปได้ทุกพื้นที่ โดยเด็กสามารถนำหนังสือไปอ่านที่บ้านได้จริง  ที่สำคัญจะต้องทำให้การอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ประชาชนในชุมชนเรียกร้อง แล้วองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ต้องเข้ามาร่วมลงทุนสนับสนุนจัดาในการส่งเสริมการอ่านของชุมชนด้วยการจัดห้องสมุดหรือห้องสมุดสัญจร ทำให้หนังสือไปหาเด็ก ซึ่งถือเป็นผลตอบแทนทางการเมืองที่ดีสำหรับนักการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่แค่ผลตอบแทนทางสังคมเท่านั้น