วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม 2569

Login
Login

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน

สถานการณ์ฝุ่นพิษ หรือ PM2.5 ที่เข้าขั้นรุนแรงในหลายพื้นที่ของอาเซียน โดยเฉพาะภาคเหนือของไทย ยังไม่มีแนวโน้มเบาบางลง มิหนำซ้ำยังหนักกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ขณะที่นักเคลื่อนไหวและนักวิชาการชี้ เป็นความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งอาเซียน

Keypoints:

  • ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางแห่งอาเซียน ยกระดับการเตือนภัยสถานการณ์ฝุ่นพิษที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งปกคลุมเหนืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด
  • ข้อมูลแผนที่ดาวเทียมแสดงให้เห็นฝุ่นพิษอาเซียนตอนบนเดือน มี.ค.2566 เข้าขั้นวิกฤติมากกว่า เดือน มี.ค.2565 ประมาณ 2-3 เท่า
  • ผอ.ประเทศไทย กรีนพีซชี้ ความตกลงมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนของอาเซียนปี 2545 ล้มเหลวมาโดยตลอด เพราะ “ASEAN Way” (ไม่แทรกแซงเรื่องภายใน)

เมื่อไม่นานนี้ ข้อมูลจาก ศูนย์อุตุนิยมวิทยาเฉพาะทางแห่งอาเซียน (ASEAN Specialised Metroolorical Centre) หรือ ASMC ซึ่งทำหน้าที่เฝ้าระวังมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า สถานการณ์หมอกควันหรือฝุ่นพิษที่ปกคลุมในหลายพื้นที่ทางตอนบนของภูมิภาคในขณะนี้ เข้าขั้น “วิกฤติและเป็นอันตราย” ต่อชีวิตของประชาชน

ขณะเดียวกัน ASMC ได้ยกระดับการเตือนภัยสถานการณ์ฝุ่นพิษที่มีความเข้มข้นสูง ซึ่งปกคลุมเหนืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงให้เป็นระดับ 3 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด (Activation for Alert Level 3 for the Mekong Sub-region)

ทั้งนี้ การเตือนภัยระดับ Alert Level 3 เป็นระดับที่มีความเสี่ยงจากฝุ่นพิษข้ามพรมแดนสูงสุดในระดับภูมิภาค มีจุดความร้อนที่ active ต่อเนื่องและมลพิษทางอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพปกคลุมอย่างต่อเนื่องมากกว่า 2 วันขึ้นไป ความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน และมีการเคลื่อนตัวของกลุ่มฝุ่นพิษที่ส่งผลกระทบต่อประเทศข้างเคียง

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน
- ภาพแผนที่จากดาวเทียมแสดงระยะเวลาการคงอยู่ของฝุ่นพิษ สียิ่งเข้มยิ่งอยู่นาน (เดือน มี.ค.66) -

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน
- ภาพแผนที่จากดาวเทียมแสดงระยะเวลาการคงอยู่ของฝุ่นพิษ สียิ่งเข้มยิ่งอยู่นาน (เดือน มี.ค.65) -

สถานการณ์อันเลวร้ายที่ยังไม่มีแนวโน้มคลี่คลายอย่างเป็นรูปธรรมนี้ ส่งผลให้เกิดกระแสเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐบาลทั้งในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เร่งหาทางออกโดยเร็วที่สุด ขณะที่ประชาชนยังคงได้รับผลกระทบทางสุขภาพอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่ผ่านมา กรีนพีซ ประเทศไทย ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลรักษาการ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาฝุ่นควันที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น

กรีนพีซ ระบุว่า ฝุ่นพิษข้ามพรมแดนอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงนี้ส่งผลให้ประชาชนในเขตภาคเหนือตอนบนของไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ต้องประสบกับผลกระทบทางสุขภาพ รวมถึงอาการหายใจติดขัด แสบตา เจ็บคอ บ้างมีอาการเลือดกำเดาไหล และไอเป็นเลือด จากการรับสัมผัสฝุ่นพิษในระดับที่เป็นอันตราย (hazardous) โดยมีดัชนีคุณภาพอากาศมากกว่า 100 ขึ้นไปต่อเนื่องกันนับสัปดาห์

“นี่คือวิกฤติด้านสาธารณสุขที่ส่งผลอย่างร้ายแรงต่อสังคมในวงกว้างและต้องมีมาตรการรับมืออย่างมีประสิทธิภาพเพื่อปกป้องสุขภาพอนามัยของประชาชนโดยเร่งด่วน”

  • ความล้มเหลวของภาครัฐอาเซียน

นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการประจำประเทศไทย กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุผ่านทวิตเตอร์ @taragraphies ว่า ฝุ่นพิษอาเซียนตอนบนเดือน มี.ค.2566 เข้าขั้นวิกฤติมากกว่า เดือน มี.ค.2565 ประมาณ 2-3 เท่า สะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลทั้งในไทยและอาเซียน

นอกจากนี้ นายธาราชี้ว่า ความตกลงมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนของอาเซียนปี 2545 ล้มเหลวมาโดยตลอด เพราะ “ASEAN Way” ที่หมายถึง ไม่แทรกแซงเรื่องภายในประเทศสมาชิกด้วย

ขณะที่แผน “ASEAN Haze-Free Roadmap by 2020” ซึ่งควรเกิดขึ้นตั้งแต่ภายในปี 2563 นายธาราวิจารณ์ว่า “ยิ่งกว่าความล้มเหลว เพราะตลาดมีอำนาจเหนือรัฐทั้งหลายในอาเซียน”

ส่วนกรณีที่หากเกิดฝนเดือนในเดือน เม.ย. จะช่วยไล่ฝุ่นพิษอาเซียนตอนบนได้หรือไม่นั้น นายธารายืนยันว่า “ไม่” และว่า ในปี 2563-2565 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีลานีญาติดต่อกัน ชี้ให้เห็นว่า ฝุ่นพิษก็ยังลอยอ้อยอิ่งปกคลุมเหนืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอยู่ดี แม้ว่าจะมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเป็นแห่ง ๆ ในเดือน เม.ย. แล้วก็ตาม

  • ฝุ่นพิษเข้าขั้น "มหาวิกฤติ"

ขณะที่ในฟากนักวิชาการ รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน ผู้เชี่ยวชาญงานวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตรชี้ว่า ข้อมูลค่าฝุ่น จุดความร้อน “เข้าขั้นมหาวิกฤติ” ท่ามกลางสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปกคลุมทั่วภาคเหนือและอีสาน ขณะที่การเผาป่าในไทย-ลาว-เมียนมา-กัมพูชา พุ่งทำสถิติใหม่

รศ.ดร.วิษณุ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมาว่า “แผนวาระฝุ่นแห่งชาติปี 2562 ผ่านไปเกือบ 4 ปี แล้ว ทำไมปล่อยให้เผากันได้เละเทะขนาดนี้ สุขภาพพี่น้องภาคเหนือและภาคอีสานน่าเป็นห่วงมาก ๆ มีแต่อากาศสกปรกหายใจกัน ยิ่งเฉยยิ่งป่วยเพิ่ม”

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน

ส่วนสาเหตุหลักของฝุ่นพิษวันนี้ รศ.ดร.วิษณุ ระบุว่า เกิดจากการเผาในที่โล่งแจ้งและปรากฏการณ์ฝาชีครอบต่ำ โดยไทย สปป.ลาว และอาเซียน เผาทำสถิติใหม่ในปีนี้อีกครั้ง

รศ.ดร.วิษณุ ยังกล่าวอีกว่า “ข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยังไม่มีพรรคการเมืองไหน หรือกระทรวงไหนกล้าแตะต้อง น่าเศร้าใจแทนสุขภาพของประชาชนไทยมาก ๆ มาตรการลดการเผาที่มีเป็นเพียง CSR ครอบคลุมพื้นที่ขนาดเล็ก ๆ เมื่อเทียบกับการเผาหลักหลายล้านไร่”

“ส่วนการเผาในภาคป่าไม้วันนี้ก็เพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 3,403 จุด เป็น 4,500 จุด มาตรการในแผนวาระฝุ่นแห่งชาติ 4 ปี ผ่านมานับว่าล้มเหลว ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ นี่มัน 4 ปีแล้ว ไม่ใช่เพิ่งมีแผนปีแรก”

ล่าสุด รศ.ดร.วิษณุ โพสต์เพิ่มเติมเมื่อวันที่ 8 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า “บุฟเฟ่ต์พรีเมี่ยมฝุ่นพิษ PM2.5 แถมมะเร็งยังมีให้สูดดมฟรีอย่างต่อเนื่องในภาคเหนือ! เชียงใหม่ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องไร้คู่แข่ง ส่วนอีสาน กลาง ตะวันตก และใต้ ก็อากาศแย่ต่อเนื่อง หลายจังหวัดมีค่าฝุ่นพิษ PM2.5 สูงเกินค่าแนะนำ 24 ชั่วโมงขององค์การอนามัยโลกสาหัส เช่น 20 เท่าที่แม่ฮ่องสอน!! ยิ่งเฉยยิ่งป่วยเพิ่ม ตราบใดที่ไม่มีกฎหมายอากาศสะอาด คนไทยต้องสูดฝุ่นพิษกันต่อไป”

นอกจากนี้ รศ.ดร.วิษณุ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมใจช่วยชาวภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเข้าไปที่ลิงก์นี้ change.org/CleanAirActTH เพื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาด ภาคประชาชน

'ฝุ่นพิษ' ปี 66 หนักกว่าปี 65 สะท้อนความล้มเหลว รัฐบาลอาเซียน