background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ขึ้นทุกอย่างยกเว้นรายได้ “คนรุ่นใหม่” แห่กลับบ้าน ซุกอก “พ่อแม่"

ขึ้นทุกอย่างยกเว้นรายได้ “คนรุ่นใหม่” แห่กลับบ้าน ซุกอก “พ่อแม่"

ของแพง แต่ค่าแรงถูก เป็นเหตุผลให้คนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะวัย “มิลเลนเนียล” ทั่วโลก ยังคงต้องพักอาศัยอยู่กับพ่อแม่ และไม่พร้อมจะมีบ้านเป็นของตนเอง ขณะที่พ่อแม่ที่ควรจะพ้นวัย “ผู้ปกครอง” แล้ว แต่ก็ยังเต็มใจช่วยเหลือเรื่องเงินทอง เพื่อให้ลูก ๆ มีเงินใช้ โดยไม่สนคำครหาว่า “เกาะพ่อแม่กิน”

Key Points:

  • จากอัตราเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น แต่รายได้กลับไม่เพิ่ม ทำให้คนรุ่นใหม่ทั่วโลกที่แม้จะทำงานแล้ว ก็แต่ยังต้องอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ไปจนถึงขอเงินพ่อแม่บ้างเป็นครั้งคราว
  • ผลการสำรวจระบุว่า ฝั่งพ่อแม่เอง ส่วนใหญ่เต็มใจนำเงินเก็บออมหลังเกษียณมาใช้เพื่อช่วยเหลือลูก ๆ
  • ขณะที่คนเจน Y และ เจน Z ชาวไทยยอมรับว่าใช้เงินแบบเดือนชนเดือน ทำให้ยังไม่คิดที่จะซื้อบ้านในตอนนี้ และกังวลว่าเงินจะไม่พอใช้ในแต่ละเดือน

การแพร่ระบาดโควิด-19 ผลักดันให้คนรุ่นใหม่ต้องพึ่งพาการเลี้ยงดูจากพ่อแม่มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนทางด้านการเงิน หลังจากที่ต้องเข้าสู่โลกแห่งการทำงานตามช่วงวัย ทั้งที่ไม่มีประสบการณ์หรือเงินออมสำรอง

จากข้อมูลของสำนักสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐในปี 2565 พบว่าผู้ชายประมาณ 18% และผู้หญิง 12% ที่มีอายุระหว่าง 25-34 ปี ยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 18-29 ปี ราว 48% ยังคงอาศัยอยู่กับผู้ปกครอง ซึ่งเป็นจำนวนที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2515 โดยชาวมิลเลนเนียลส่วนใหญ่กลับสู่อ้อมอกพ่อแม่ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งมีคำที่เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “Boomerang Kids

นอกจากนี้ อัตราเงินเฟ้อ และการปรับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อคนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาที่พักอาศัยอีกด้วย ทำให้พวกเขายังคงตัดสินใจที่จะอยู่กับพ่อแม่ต่อไป

ผลสำรวจล่าสุดของ Pollfish บริษัทจัดทำโพล พบว่า ปัจจุบัน มีชาวมิลเลนเนียลหรือกลุ่มประชากรอายุระหว่าง 18-41 ปีในสหรัฐ ราว 18 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ของตน โดยกว่า 50% ระบุถึงเหตุผลที่กลับไปอยู่กับพ่อแม่เนื่องจาก “ค่าเช่าที่พักสูงขึ้น” ราว 15% ยอมรับว่า พวกเขาต้องเสียเงินไปกับค่าเช่าบ้านเป็นเงินมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้หลังจากหักภาษี

ส่วนเหตุผลอื่น ๆ ที่ทำให้ชาวมิลเลนเนียลตัดสินใจเป็น Boomerang Kids ได้แก่ ต้องการดูแลพ่อแม่ มีปัญหาสุขภาพ และตกงาน โดยที่พวกเขาไม่กลัวว่าจะโดนสังคมตราหน้าว่ายัง “เกาะพ่อแม่กิน” หรือ “ไม่รู้จักโต

  • พ่อแม่พร้อมนำเงินเก็บมาช่วยลูก

ผลการสำรวจของ Savings.com เว็บไซต์เกี่ยวกับการออม เมื่อปี 2022 พบว่า 1 ใน 2 ของผู้ปกครองเด็กที่มีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่บุตรหลานของตนให้มีเงินพอใช้ในแต่ละเดือน โดยเฉลี่ยแล้วคิดเป็น 23% ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือราว 605 ดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าเงินออมเพื่อใช้ในการเกษียณอายุที่ 490 ดอลลาร์

ส่วนใหญ่ของผู้ปกครอง 1,000 คนที่ทำการสำรวจให้เงินบุตรที่มีอายุ 24 ปีหรือต่ำกว่า ขณะที่อีก 17% กำลังช่วยเหลือทางการเงินแก่ลูกหลานที่มีอายุระหว่าง 25-29 ปี และส่วน 19% ยอมรับว่าสนับสนุนทางการเงินให้แก่ลูกที่มีอายุ 30 ปี

นอกจากนี้ การวิจัยยังพบว่า 25% ของผู้ปกครองยินดีที่จะดึงเงินสดออกจากบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีเกษียณของพวกเขา ส่วน 17% จะยอมเป็นหนี้ ส่วน 9% จะยอมยกเลิกแผนการเกษียณอายุก่อนกำหนดเพื่อหาเงินต่อ และ 7% จะรีไฟแนนซ์บ้านเพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยผู้เป็นลูกจะนำเงินไปใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น เช่น ค่าอาหาร ค่าเช่าห้อง แต่ถึงกระนั้นผู้ปกครอง 66% เห็นว่าบุตรหลานใช้เงินของพวกเขาเป็นค่าโทรศัพท์ และ 46% ถูกใช้ในช่วงวันหยุด

  • “มิลเลนเนียลไทย” ใช้เงินแบบเดือนชนเดือน

หากดูสถานการณ์ของสหรัฐแล้ว แทบไม่มีความแตกต่างของประเทศไทยที่คนรุ่นใหม่ยังคงต้อง “ขอเงิน” จากพ่อแม่ แม้ว่าจะเริ่มเข้าสู่วัยทำงานแล้วก็ตาม เนื่องจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ ทั้งฐานเงินเดือนที่ไม่เพียงพอต่อค่าครองชีพ ค่าการเดินทาง และค่าเช่าห้อง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และเมืองหลวง ยังไม่ต้องพูดถึงเงินเก็บ เพราะถึงแม้จะใช้เงินแบบกระเบียดกระเสียด ก็ยังอยู่ในสภาวะ  “เดือนชนเดือน” อยู่ดี 

สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะเห็นว่า คนรุ่นใหม่ “ไม่อิน” กับแนวคิดประเภท “ใช้ชีวิตอย่างประหยัดให้เหลือเงินเก็บ” เนื่องจากแนวคิดดังกล่าว ไม่ได้สอดคล้องกับความเป็นจริงของค่าใช้จ่ายในเมืองหลวง แถมยังเป็นการสั่งสอนและก้าวก่ายการใช้ชีวิตของผู้อื่นอีกด้วย

ผลสำรวจความคิดเห็นของชาวเจน Y และ เจน Z ชาวไทย โดย Deloitte ประเทศไทย บริษัทตรวจสอบบัญชีและที่ปรึกษาทางการเงินเมื่อปี 2565 พบว่า “67% คนไทยกลุ่มเจน Y และ 68% ของชาวเจน Z” ต้องใช้เงินแบบเดือนชนเดือน และกังวลว่าจะไม่มีเงินใช้จ่ายหนี้ต่าง ๆ ในแต่ละเดือน ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลก ที่อยู่เพียง 46% และ 47% ตามลำดับ

เมื่อถามต่อว่าคนรุ่นใหม่กังวลเรื่องอะไรมากที่สุด 36% ของคนเจน Y ระบุว่าเป็นห่วงเรื่องค่าครองชีพมากที่สุด เพราะว่าค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าที่พักนั้นปรับราคาขึ้นสูง ขณะที่ชาวเจน Z 33% เป็นห่วงว่าจะไม่สามารถหางานทำได้ นอกจากนี้ 3 ใน 4 ของทั้งเจน Y และเจน Z ต่างเห็นตรงกันว่า ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ถ่างกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

  • มิลเลนเนียลไทยเกาะพ่อแม่กิน ?

วิธีหนึ่งที่คนรุ่นใหม่มักจะทำให้มีรายได้พอใช้จ่ายในแต่ละเดือน นอกจากจะหารายได้เสริมแล้ว คือจำใจต้องขอเงินจากพ่อแม่ แม้ว่า ค่านิยมรวมถึงความคาดหวังในสังคมไทย ส่วนใหญ่มีชุดความคิดว่า เมื่อลูกหางานทำได้แล้ว ควรต้องส่งเงินให้พ่อแม่และเลี้ยงดูพ่อแม่ แต่ในปัจจุบันแม้ลูกจะมีงานทำแล้ว ก็ยังเอาตัวแทบไม่รอด

จากผลการศึกษาของ รศ.ดร.เดือนเพ็ญ ธีรวรรณวิวัฒน์ และ วศิน แก้วชาญค้า จาก Panel data เรื่อง การเกื้อกูลและโครงสร้างครอบครัวในครอบครัวผู้สูงอายุไทย โดยเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสำรวจ Health, Aging, and Retirement in Thailand (HART) ในปี 2558 และปี 2560 ซึ่งเป็นการศึกษาก่อนยุคโควิด-19 พบว่า 50% ของครอบครัวที่ทำการสำรวจ มีการเกื้อกูลในครอบครัว เช่น พ่อแม่ให้เงินลูก หรือ ลูกให้เงินพ่อแม่ โดย 35.41% ลูกส่งเงินให้แก่พ่อแม่ 

มีเพียงร้อยละ 4.65% เท่านั้นที่พ่อแม่ในวัยสูงอายุยังคงให้เงินลูกใช้ ส่วนอีก 9.94% นั้นมีการเกื้อกูลในครอบครัวทั้ง 2 ทาง แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือพ่อแม่จะให้เงินลูกโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 27,000 บาทต่อปี ส่วนลูกให้เงินพ่อแม่เพียงปีละ 21,600 บาท ซึ่งอนุมานได้ว่าพ่อแม่ที่ให้เงินลูกใช้อยู่มักจะมีฐานะทางการเงินที่ดีกว่า 

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่า ถ้าลูกยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ มีแนวโน้มสูงที่พ่อแม่จะให้เงินลูก แต่ในทางกลับกัน ลูกไม่ได้ให้เงินพ่อแม่ อีกทั้งพ่อแม่ที่อายุเกิน 60 ปีที่ยังให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับลูกที่โตแล้ว จะมีความสัมพันธ์ทางบวกและความสุขในชีวิตมากยิ่งขึ้น เนื่องจากรู้สึกว่าชีวิตของตนเองมีคุณค่าและมีความหมาย เพราะสามารถเป็นที่พึ่งพิงของลูกได้ และยังได้อยู่พร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว รวมถึงมองว่าลูกยังไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ขณะที่ ผลสำรวจของ DDproperty เว็บไซต์ด้านอสังหาริมทรัพย์เมื่อปี 2564 พบว่า ชาวมิลเลนเนียลไทยยังไม่พร้อมที่จะซื้อบ้านเป็นของตนเอง เนื่องจากปัญหาหนี้ครัวเรือน การชะลอตัวทางเศรษฐกิจและการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ถึง 58% ยังไม่มีแผนที่จะย้ายออกจากบ้านของพ่อแม่ในช่วง 1 ปีข้างหน้านี้

ส่วนสาเหตุหลักที่ทำให้ชาวมิลเลนเนียลยังเลือกที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่ เพราะต้องการอยู่ดูแลพ่อแม่สูงถึง 49% ตามมาด้วย ไม่มีเงินเพียงพอในการหาที่อยู่ใหม่ 43% และ อีก 22% ระบุว่าตั้งใจจะรับช่วงต่อบ้านจากรุ่นพ่อแม่อยู่แล้ว

  • การพึ่งพาพ่อแม่เกิดขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม สำหรับบริบท “การอยู่กับพ่อแม่” ของสังคมไทยกับสหรัฐนั้นอาจจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง เนื่องจาก คนรุ่นใหม่ชาวไทย ที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ มีทั้งแบบเต็มใจและไม่เต็มใจ ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ไม่ยอมปล่อยให้ออกไปอยู่ข้างนอก หรือปัญหาค่าใช้จ่ายก็ตาม หรือต้องการดูแลพ่อแม่ เป็นต้น 

ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนแบบนับซ้ำ หรือ SES Panel (Socio-Economic Survey) พบว่า สัดส่วนของครัวเรือนในประเทศไทย กลุ่มที่แต่งงานแล้วและมีลูกโดยอยู่อาศัยร่วมกับพ่อแม่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการมีลูกเล็กวัย 0–5 ปี จะเพิ่มโอกาสการอยู่ร่วมกับพ่อแม่ถึง 32–34% เพราะต้องการให้พ่อแม่มาช่วยเลี้ยงดูลูกของตนเองในช่วงที่ต้องไปทำงาน รวมถึงดูแลบ้าน

ขณะที่สหรัฐนั้นโดยปรกติแล้ว เมื่อลูกเรียนจบระดับมัธยมปลาย หรือ มีงานทำแล้วมักจะย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ ไปใช้ชีวิตตามลำพัง แต่ปัจจุบันเหล่า Boomerang Kids กลับมาเพราะมีปัญหาทางการเงิน รายได้ไม่เพียงพอเป็นหลัก และปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย หรือสหรัฐเท่านั้น แต่กำลังลุกลามไปทั่วโลก 

หลายประเทศในยุโรปที่มีคนรุ่นใหม่ว่างงานหรือไม่ได้ทำงานมาก มีแนวโน้มที่จะอาศัยอยู่กับพ่อแม่นานยิ่งขึ้น โดยค่าเฉลี่ยอายุของคนรุ่นใหม่ที่ย้ายออกจากบ้านพ่อแม่ในสหภาพยุโรปเมื่อปี 2564 อยู่ที่ 26.5 ปี ส่วนคนหนุ่มสาวชาวจีนที่ยังหางานไม่ได้ ยังคงจะต้องอยู่กับพ่อแม่ต่อไปเรื่อย ๆ แต่ต่อให้หางานได้แล้ว พวกเขาอาจจะมีรายได้น้อยกว่าเงินบำนาญของคนรุ่นก่อน ด้วยซ้ำ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นผลกระทบมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันทั้งปัญหาเรื่องการแพร่ระบาดของโควิด-19 สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ อัตราเงินเฟ้อและการปรับอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้คนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะชาวมิลเลนเนียลหรือเจน Z ที่พยายามใช้ชีวิตให้อยู่รอดให้ได้ แต่ยังติดกับดักเงินเดือนที่ไม่สูงพอ ทำให้ต้องกลับไปพึ่งพาพ่อแม่ที่มีฐานะที่ดีกว่า จึงไม่สามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าพวกเขา “ไม่รู้จักโต” หรือ “เกาะพ่อแม่กิน”

 

ที่มา: มนุษย์ต่างวัย, Insider 1, Insider 2, Thairath PlusThe Bangkok Insight, Yahoo