จาก “กราดยิงหนองบัวลำภู” สู่วิธีฝึกให้เด็ก “เอาตัวรอด” ตามหลักสากล

จาก “กราดยิงหนองบัวลำภู” สู่วิธีฝึกให้เด็ก “เอาตัวรอด” ตามหลักสากล

นาทีนี้ต้องทำ! จากกรณี “กราดยิงหนองบัวลำภู” เด็ก-ครู-ผู้ปกครอง ต้องรู้วิธีฝึกซ้อมเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิงในโรงเรียน ตามหลักสากล “Run Hide Fight” โดยก่อนหน้านี้ โรงเรียนเพลินพัฒนาได้เริ่มฝึกซ้อมให้เด็กแล้ว ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมล้นหลาม

รู้หรือไม่? เมื่อต้นเดือน ส.ค. 65 ที่ผ่านมา “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เคยเปิดเผย “วิธีเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิง มาแล้ว เนื่องจากพบว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเกิดเหตุการณ์กราดยิงขึ้นบ่อยครั้ง เจ้าหน้าที่จึงต้องการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเรียนรู้และฝึกซ้อมวิธี “หนี ซ่อน สู้” ตามหลักสากล เพื่อให้รอดชีวิตจากเหตุฉุกเฉินดังกล่าว

แต่ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากการแนะนำวิธีเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิงได้ไม่นาน เพียงแค่เดือนกว่าๆ กลับเกิดเหตุไม่คาดคิดกรณี “กราดยิงหนองบัวลำภู” ที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กของ อบต.อุทัยสวรรค์ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญครั้งใหญ่ที่คนไทยทั้งประเทศต่างเศร้าสลดใจไปตามๆ กัน

ขณะที่มีหน่วยงานหลายฝ่าย ทั้งกลุ่มวิชาการ องค์กรอิสระ และภาคประชาชน ต่างถกเถียงและวิพากษ์วิจารณ์ถึงประเด็น “การครอบครองอาวุธปืน” ในไทย ที่ดูเหมือนจะทำได้ง่ายเกินไปในยุคสมัยนี้ รวมถึงการถอดบทเรียนเรื่องการฝึกซ้อมแผนเอาชีวิตรอดเหตุกราดยิง ที่สมัยนี้ทุกโรงเรียนและทุกชุมชนต้องหันมาให้ความใส่ใจมากขึ้นกว่าเดิม 

ด้านผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ก็ได้กล่าวถึงเหตุ “กราดยิงหนองบัวลำภู” ครั้งนี้ ผ่านไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ขณะลงพื้นที่ทำงานไว้เมื่อวานนี้ (6 ต.ค. 65) ด้วยว่า

คงต้องมีการทบทวนเรื่องความปลอดภัย และซักซ้อมแผนเผชิญเหตุกราดยิงในโรงเรียนสังกัด กทม. ต้องทำ แม้จะทำหลังเกิดเหตุการณ์ก็ตาม เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิด และอาจจะเกิดขึ้นอีก ต้องมีมาตรการที่เตรียมความพร้อมให้มากขึ้น... เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ ขอแสดงความเสียใจกับผู้ประสบเหตุและครอบครัว เป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้น” 

จาก “กราดยิงหนองบัวลำภู” สู่วิธีฝึกให้เด็ก “เอาตัวรอด” ตามหลักสากล

อย่างไรก็ตาม กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ อยากจะย้ำเตือนถึงวิธีเอาตัวรอดจากเหตุกราดยิง ตามหลักสากล “Run Hide Fight ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้นำมาเผยแพร่ให้ทราบกันอีกครั้ง

สำหรับหลักการเอาตัวรอด “หนี ซ่อน สู้” หรือ “Run Hide Fight” เป็นหลักสากลที่ FBI และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในหลาย ๆ ประเทศ นำมาใช้แนะนำประชาชนในการเอาชีวิตรอดใน “เหตุกราดยิง” โดยมีรายละเอียดที่ต้องรู้และฝึกซ้อม ได้แก่

1. “หนี - Run” 

ให้ทำเมื่อสามารถหาเส้นทางหลบหนีที่พาไปยังพื้นที่ปลอดภัยได้ วิธีการคือ

  • เวลาไปสถานที่ต่าง ๆ ให้จดจำทาง เข้า - ออก และทางออกฉุกเฉินให้เป็นนิสัย
  • เมื่อเกิดเหตุต้องตั้งสติให้ดี และมองหาเส้นทางในการหลบหนี
  • ทิ้งของทุกอย่างที่ไม่จำเป็น
  • ช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่สามารถช่วยได้

2. “ซ่อน - Hide”

ให้ทำเมื่อไม่สามารถหลบหนีออกจากพื้นที่ได้ ให้หาสถานที่ปลอดภัยเพื่อซ่อนตัว วิธีการคือ

  • ล็อกประตูและหาสิ่งที่ของมาใช้กีดขวางคนร้ายเพื่อไม่ให้มาถึงตัว
  • ซ่อนให้พ้นสายตาโดยหลบหลังสิ่งของขนาดใหญ่และแข็งแรง เช่น โต๊ะ กำแพง เป็นต้น
  • ปิดไฟในห้อง และปิดเสียง/ปิดสั่น โทรศัพท์มือถือ
  • อยู่ให้เงียบที่สุด ไม่พูดคุยหรือใช้เสียง 

จาก “กราดยิงหนองบัวลำภู” สู่วิธีฝึกให้เด็ก “เอาตัวรอด” ตามหลักสากล

3. “สู้ - Fight”

เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่สามารถหนีหรือซ่อนตัวจากคนร้ายได้ และคนร้ายกำลังจะเข้ามาถึงตัวหรือโจมตีมาที่ตน วิธีการคือ

  • ร่วมกันสู้สุดกำลัง เพื่อให้มีโอกาสรอด
  • ใช้การซุ่มโจมตีโดยไม่ให้คนร้ายรู้ตัว เพื่อหยุดยั้งคนร้าย
  • ใช้สิ่งของทุกอย่างที่หาได้มาเป็นอาวุธ
  • ใช้ทุกวิธีการที่นึกได้ ในการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด

ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นหรืออยู่ในเหตุการณ์กราดยิง หรือเหตุการณ์ที่มีการใช้อาวุธปืนต่าง ๆ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้าไประงับเหตุ โดยการโทรศัพท์แจ้งเหตุที่หมายเลข 191 จะต้องมั่นใจว่าในขณะที่ทำการโทร ตนเองอยู่นอกระยะการมองเห็นหรือได้ยินของคนร้าย เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายพุ่งเป้าในการโจมตีมาที่ตน

ล่าสุด.. มีรายงานข่าวว่าเมื่อวันที่ 21 ก.ย. ที่ผ่านมา มีโรงเรียนบางแห่งในไทยเริ่มฝึกซักซ้อมแผนเอาตัวรอดกรณีเกิดเหตุกราดยิงแล้ว นั่นคือ “โรงเรียนเพลินพัฒนา” เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ ซึ่งได้รับเสียงชื่นชมอย่างท่วมท้น

จาก “กราดยิงหนองบัวลำภู” สู่วิธีฝึกให้เด็ก “เอาตัวรอด” ตามหลักสากล ที่มาภาพ : edunewssiam-ฝึกเอาตัวรอดในสถานการณ์กราดยิง

โดยเป็นการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริง ฝึกซักซ้อมแผนเอาตัวรอดให้กับนักเรียน ช่วงชั้นมัธยมต้น 7-8-9 ของโรงเรียน ด้าน "ครูฝึก" เป็นทีมผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน ในการฝึกดังกล่าวได้สาธิตให้นักเรียนรู้จักกับอาวุธ เสียงจากอาวุธ และฝึกปฏิบัติในสถานการณ์จำลอง ในการเข้าไปในพื้นที่สาธารณะที่เป็นพื้นที่ปิด เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารสถานที่ต่างๆ หรือแม้แต่โรงเรียน ฯลฯ

ข้อควรรู้และควรฝึกให้เป็นนิสัย คือ การสังเกตสิ่งแวดล้อมรอบตัว โดยเฉพาะบุคคลที่เดินสวนกันไปมา เพราะเหตุการณ์ไม่คาดฝันอาจเกิดขึ้นได้เสมอ เราอาจจะเผชิญกับการก่อการร้าย เช่น การกราดยิง หรือไล่ทำร้ายร่างกายก็เป็นได้ โดยให้ฝึกสังเกต ดังนี้

1. การแต่งกายของคนร้าย ส่วนใหญ่จะสะพายกระเป๋า ใส่เสื้อคลุม ที่ดูปกปิด มิดชิด เพื่อซ่อนอาวุธที่นำมา

2. ท่าทางการเดิน มักเป็นการก้าวระยะสั้นๆ เนื่องจากต้องประคองปืนขณะเดิน

3. สังเกตท่าทางของคนรอบข้าง หากไม่น่าไว้วางใจ ควรอยู่ให้ห่าง และมองหาทางออกไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ ครูฝึกยังสอนเด็กเกี่ยวกับวิธีแจ้งเหตฉุกเฉินด้วยหลัก LCAN ด้วยว่า เมื่ออยู่ในจุดที่สามารถโทรแจ้งเหตุได้ ต้องระบุข้อมูลสำคัญให้เจ้าหน้าที่ปลายสาย ได้แก่ Location บอกจุดตำแหน่งที่อยู่, Condition แจ้งว่าเกิดอะไรขึ้น, Action กำลังเผชิญกับอะไร, Need ต้องการความช่วยเหลือในเรื่องใด

เมื่อเราต้องเผชิญเหตุร้ายที่ไม่คาดคิด อัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจเข้า- ออกจะถี่ขึ้น สูญเสียการได้ยิน เมื่อคิดถึงแต่ภัยจะไม่รับรู้สิ่งรอบตัว ในช่วงเวลานี้ต้องตั้งสติ ไม่ร้องไห้โวยวาย ต้องเงียบที่สุด และหนีให้เร็วที่สุดคือสิ่งที่จะช่วยให้เราเอาตัวรอดได้

-----------------------------------

อ้างอิง : สำนักงานตำรวจแห่งชาติedunewssiamThaiPBSFB ชัชชาติ สิทธิพันธุ์