วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม 2569

Login
Login

ถกทิศทาง ‘กำลังคนสุขภาพ’  ชี้จุดอ่อนทำแผน - เร่งวางกรอบ  5 ปี

เวทีถกทิศทางกำลังคนสุขภาพ   สธ.เร่งวางกรอบกำลังคนสุขภาพ 5 ปี บริหารเชื่อมโยง 3 ส่วน ด้านกมธ.สธ.ชี้จุดอ่อนการทำแผน

KEY POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุขเร่งวางกรอบอัตรากำลังคนด้านสุขภาพ 5 ปี (พ.ศ. 2570–2574) เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนและกระจุกตัวของบุคลากร โดยเฉพาะแพทย์ที่มีสัดส่วนต่ำกว่าเป้าหมาย
  • ปรับเกณฑ์การจัดสรรบุคลากรโดยพิจารณาจากภาระงานจริงและงานเชิงรุกในชุมชน ควบคู่กับการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ แทนการดูแค่จำนวนประชากร
  • เน้นมาตรการธำรงรักษาบุคลากรให้อยู่ในพื้นที่ เช่น การปรับปรุงสวัสดิการ ค่าตอบแทน และความก้าวหน้า ควบคู่กับการสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนตั้งแต่การผลิตถึงการใช้งาน
  • ชี้จุดอ่อนของแผนกำลังคนในปัจจุบันว่าขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการจริง จึงเสนอให้พัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อให้บุคลากรและประชาชนมีส่วนร่วม

กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เร่งวางกรอบอัตรากำลังคนด้านสุขภาพปี 2570–2574 โดยเชื่อมโยง 3 ส่วนสำคัญ ปรับเกณฑ์จัดสรรตามภาระงานจริงและเน้นทีมสหวิชาชีพ พร้อมผสานความร่วมมือทุกภาคส่วนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำผ่าน สบช.โมเดล และพัฒนาระบบข้อมูลดิจิทัลเพื่อแก้ปัญหาการกระจายตัวและธำรงรักษาบุคลากรในพื้นที่อย่างยั่งยืน

นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวในการเสวนานโยบาย "ทิศทางการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพสำหรับทศวรรษใหม่"  จัดโดย หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เมื่อเร็วๆนี้ว่า ข้อมูลปัจจุบันแพทย์ที่ยังปฏิบัติงานมีประมาณ 40,000 คน ซึ่งหากพิจารณาตามสัดส่วนก็ยังไม่ถึง 1 ต่อ 1,000 ประชากรตามเป้าหมายที่ต้องการ ปัจจุบันยังอยู่ที่ 0.7 ต่อประชากร 1,000 คน ซึ่งหากเทียบกับต่างประเทศ

 ยกตัวอย่าง ญี่ปุ่น มีสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรมากกว่าไทย 3-4 เท่าตัว พยาบาลมากกว่าไทย 6 เท่า โดยให้ความสำคัญในการผลิตค่อนข้างมาก แต่ปัญหาญี่ปุ่นก็ไม่ต่างจากไทย แม้จำนวนมากแต่ก็มีปัญหากระจายกำลังคนเช่นกัน นโยบายในการแก้ปัญหาก็ไม่แตกต่างจากไทย

การเพิ่มกำลังคนด้านสุขภาพ เป็นความท้าทายที่ไม่ได้มีแค่แพทย์ พยาบาล แต่แทบทุกสาขาทุกวิชาชีพ โดยมีมากกว่าเกิน 60 กว่าสาขาวิชาชีพ ที่ต้องได้รับความเท่าเทียมเหมือนกัน โดยการบริหารกำลังคนต้องเชื่อมโยงคนทำงาน ภารกิจของหน่วยบริการ และประชาชนเข้าด้วยกัน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปรับเกณฑ์จัดสรรควบคู่กัน คือ ทั้งจากการดูตามจำนวนประชากร และการดูตามภาระงานจริง และการเน้นการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพ พร้อมขับเคลื่อนตามนโยบาย One Region One Province One Hospital ในระดับเขตสุขภาพ

บริหารกำลังคนต้องเชื่อมโยง 3 ส่วน

นพ.เอกชัย กล่าวด้วยว่า การบริหารกำลังคนจำเป็นต้องเชื่อมโยงกันใน 3 ส่วน คือ  1.ความจำเป็นที่ยังไม่ปรากฎในจำนวนของผู้มารับบริการ ซึ่งปัจจุบันกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จัดสรรแพทย์ ทั้งตามจำนวนประชากรและดูตามภาระงานควบคู่กัน แต่ก็อาจไม่พอเพียง ซึ่งบางพื้นที่มีผู้เข้ารับการรักษาไม่มาก อาจหมายถึงการเข้าถึงบริการ การเดินทางค่อนข้างยาก หรือหน่วยบริการบางแห่ง คนอาจไม่พอที่จะเปิดบริการได้เต็มที่

“ จัดสรรแพทย์จะใช้เฉพาะภาระงานอาจไม่ครอบคลุมทั้งหมด สธ.จึงต้องดูพื้นที่ที่ระบบบริการและทีมงานไม่พร้อม ทั้งที่ประชาชนต้องการบริการ นี่เป็นสิ่งที่สธ.พิจารณาด้วย” นพ.เอกชัย กล่าว

2.งานที่มีภารกิจประจำ แม้จำนวนผู้ป่วยอาจไม่มาก อย่างรพ.พื้นที่ห่างไกล ยังขาดแคลนทีมแพทย์ วิชาชีพในการดูแลผู้ป่วย  โดยเราต้องให้ความสำคัญพื้นฐาน อย่างการแพทย์ฉุกเฉิน ระบบส่งต่อ การป้องกันโรคการเยี่ยมบ้าน เรื่อง Long Term Care เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งการจัดสรรนั้น เราได้รับเสียงสะท้อนกลับมาว่า ภาระงานไม่ควรมองเฉพาะงานในโรงพยาบาล แต่ต้องมองงานเชิงรุกในชุมชนด้วย ดังนั้น ปี 2570 เราจะมองเรื่องภาระงานที่ลงไปทำในชุมชนด้วยในทุกสาขาวิชาชีพ ไม่ใช่แค่แพทย์เท่านั้น

3.สธ.กำลังมองกำลังคนด้านสุขภาพในรูปแบบสหวิชาชีพ โดยการจัดบริการจริงจะต้องมีสาขาวิชาชีพที่เป็นไปตามความจำเป็น ตามภารกิจในการให้บริการ เพราะหากมีแพทย์ แต่ไม่มีทีมที่ดีก็ทำงานไม่ได้ อย่างหลายแห่ง แม้จะมีแพทย์เฉพาะทาง แต่ถ้าไม่มีทีมวิชาชีพอื่นๆมาช่วยเหลือ ก็ไม่สามารถเปิดห้องผ่าตัดได้

กรอบอัตรากำลังอีก 5 ปี  - ธำรงรักษาไว้

สำหรับการวางกรอบอัตรากำลังปี 2570–2574 ควรถามว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ประชาชนในแต่ละพื้นที่ควรได้รับบริการอะไร และต้องมีทีมขั้นต่ำอย่างไรจึงจะให้บริการได้อย่างมีคุณภาพและปลอดภัย ทำให้ต้องมีการเชื่อมระบบบริการกับกรอบอัตรากำลัง การผลิตต้องผลิตเท่าไหร่

“แต่ยอมรับว่า ผลิตออกมาเท่าไหร่ก็ไม่พอ ถ้าระบบวางแผนไม่สามารถธำรงรักษาไว้ได้”

ในการธำรงรักษาต้องเริ่มตั้งแต่แพทย์ใช้ทุนปีแรก หรือแพทย์เพิ่มพูนทักษะ เพื่อสร้างทัศนคติที่ดีต่อหน่วยบริการและกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  ซึ่งตอนนี้สธ.ก็พยายามทำอยู่ แม้จะมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น สวัสดิการ แพทย์พี่เลี้ยงต้องดี การจัดเวรต้องไม่โหลด ค่าตอบแทน  ความก้าวหน้า เป็นต้น และสิ่งสำคัญ คือ ความร่วมมือทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่แค่สธ.

โดยต้องมาร่วมกันวางแผนกำลังคนในอีก 5-10 ปีข้างหน้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เช่น การวางแผนผลิตกำลังคนรองรับสังคมสูงอายุ เรื่องงบประมาณ และมาตรการธำรงรักษาคน โดยคาดหวังว่าแผนปี 2570–2574 จะช่วยลดการเดินทางที่ไม่จำเป็นของประชาชน ประชาชนได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง และบุคลากรมีความสุขในการทำงานพร้อมความก้าวหน้าในอาชีพ

ถกทิศทาง ‘กำลังคนสุขภาพ’  ชี้จุดอ่อนทำแผน - เร่งวางกรอบ  5 ปี

โฟกัสพุ่งเป้าพื้นที่คนขาดต้องส่งเสริมพิเศษ

ขณะที่ นพ.ชิษณุพงศ์ ตั้งอดุลย์รัตน์ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมสนับสนุนการผลิตพัฒนาแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ (สพพ.)  สำนักงานปลัดกระทรวงสารณสุข(สป.สธ.) กล่าวว่า  โครงการผลิตแพทย์เพิ่มของไทยมี 2 คลัสเตอร์ใหญ่ คือ ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปีละประมาณ 900 คน  และ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ภายใต้โครงการผลิตแพทย์เพื่อชาวชนบท หรือซีเพิร์ด (CPIRD)  ปีละ 1,100 คน ทั้งนี้ ในแพทย์ที่มีอยู่ 7 หมื่นกว่าคน  มีถึง 55% กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดย 45% อยู่ต่างจังหวัด

“การจัดสรรกำลังคนจึงต้องโฟกัสพุ่งเป้า ในพื้นที่ที่ขาดต้องส่งเสริมพิเศษ และการวางแผนผลิตในอนาคตจึงต้องผูกติดกับตำแหน่งรับกลับและการสนับสนุนจากส่วนกลาง ”นพ.ชิษณุพงศ์กล่าว 

สบช.โมเดล "9 หมอ" ยึดสร้างนำซ่อม 

ด้าน นพ.พงษ์พจน์ ธีรานันตชัย ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารการผลิตกำลังคนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สถาบันพระบรมราชชนก (สบช.) กล่าวว่า สบช.ดำเนินการโครงการ 9 หมอ ซึ่งได้รับการจัดสรรงบประมาณปี 2567 จำนวน 37,234.48 ล้านบาท เพื่อผลิตบัณฑิตคืนถิ่นรวม 62,000 คนภายใน 10 ปี ครอบคลุม 9 วิชาชีพสุขภาพ โดยยึดเกณฑ์ตาม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 9,878 แห่ง  ภายใต้  “สบช.โมเดล”ซึ่งยึดหลัก สร้างนำซ่อม และมี 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่

  •  การใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อผลิตบัณฑิตที่เข้าใจบริบทพื้นที่
  • การใช้ระบบคัดกรองปิงปองจราจร 7 สีเพื่อติดตามและปรับเปลี่ยนกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มป่วยให้มีสุขภาพดีขึ้น
  •  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพด้วยหลัก 3อ (อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย) และ 3รส (ลดอ้วน ลดเหล้า ลดบุหรี่)
  •  และการใช้เครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและวิทยาลัยสาธารณสุขทั่วประเทศจัดการเรียนรู้แบบสหวิชาชีพ

ถกทิศทาง ‘กำลังคนสุขภาพ’  ชี้จุดอ่อนทำแผน - เร่งวางกรอบ  5 ปี

นอกจากนี้ สบช. โมเดล ยังวางระบบการจัดการไว้ 3 ระยะ คือ ต้นน้ำ ด้วยการรับคนในพื้นที่มาเรียนและส่งกลับไปปฏิบัติงานใน รพ.สต. อย่างน้อย 3 ปี กลางน้ำ ด้วยการปลูกฝัง DNA ของ สบช. ในการทำงานปฐมภูมิ และ ปลายน้ำ ซึ่งสำคัญที่สุดในการทำให้บุคลากรคงอยู่ในระบบ โดยต้องร่วมมือกับสธ.และองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ผ่านการพัฒนารวม 3 ด้าน ได้แก่ การปรับโครงสร้าง รพ.สต. ให้รองรับบริการที่จำเป็น, การพัฒนาระบบการรักษาและระบบส่งต่อปฐมภูมิ, และการสร้างสวัสดิการ ค่าตอบแทน ตำแหน่งงาน และที่พักอาศัยที่เหมาะสม

จุดอ่อนของการทำแผนกำลังคนสุขภาพ

นายเอกภพ สิทธิวรรณธนะ คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ชี้ให้เห็นถึง  จุดอ่อนของการทำแผนกำลังคนในปัจจุบัน มักถูกกำหนดโดยกลุ่มนักระบบและนักผลิต ทำให้เนื้อหาในแผนขาดการเชื่อมโยงกับความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและบุคลากรหน้างาน เพื่อแก้ไขปัญหานี้ จึงมองว่าการพัฒนา แดชบอร์ด (Dashboard) และระบบข้อมูลดิจิทัล ที่ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่าย เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและบุคลากรหน้างานสามารถเข้ามาตรวจสอบ ทดลองปรับค่าพารามิเตอร์ และร่วมสะท้อนความคิดเห็นเพื่อใช้สร้างวงจรป้อนกลับ (Feedback loop) ในการปรับปรุงนโยบายได้อย่างรวดเร็ว

“การวางแผนที่ต้องครอบคลุมทั้งระบบสุขภาพ โดยนำข้อมูลจากหน่วยงานท้องถิ่น  ระบบการดูแลระยะยาว (Long-term care) และสถานบริการภาคเอกชน ซึ่งมีสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 5 ของระบบ มาร่วมคำนวณในสมการด้วย รวมทั้ง ต้องผลักดัน พรบ.สุขภาพดิจิทัล และกระจายอำนาจการจัดทำแผนกำลังคนไปสู่ระดับเขตสุขภาพและจังหวัด เพื่อให้การบริหารกำลังคนมีความยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”นายเอกกภพกล่าว