กรอบตำแหน่งข้าราชการ “แพทย์” คาดว่าจะเต็มภายในปี 2572 และหากไม่ขยายกรอบจะมีแพทย์ใหม่ที่ไม่มีรองรับสะสมกว่า 5,000 กว่าคนในปี 2583
KEY POINTS
- ภาพรวมจำนวนแพทย์เติบโตสูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยที่โตเพียง 1.49% โดยจำนวนแพทย์ในภาครัฐอื่น ๆ และเอกชน มีอัตราเติบโตสูงถึง 5.5 - 6 % ต่อปี แต่สังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โตไม่เกิน 2% ต่อปี
- ภายใต้ปัจจัยปัจจุบัน กรอบตำแหน่งข้าราชการ “แพทย์” คาดว่าจะเต็มภายในปี 2572 และหากไม่ขยายกรอบจะมีแพทย์ใหม่ที่ไม่มีรองรับสะสมกว่า 5,000 กว่าคนในปี 2583
- 16 % คิดออกจากราชการหรือสังกัดภายใน 3 ปี ปัจจัยการตัดสินใจลาออก พบว่า จากปัญหาความสัมพันธ์ในทีมงาน คุณภาพชีวิต โอกาสการฝึกอบรม และความไม่มั่นคงในการจ้างงานนอกตำแหน่งข้าราชการ
- คณะผู้วิจัยเสนอ 7 ข้อเสนอเชิงนโยบายทบทวนตำแหน่งทุกห้าปี ให้พื้นที่ที่ขาดได้ก่อน-วางแผนผลิตและฝึกแพทย์คู่กับตำแหน่งที่จะรับกลับ -ส่งเสริมการธำรงคนในระบบ
ผลการศึกษาของ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ชี้หากไม่ขยายกรอบอัตรากำลังข้าราชการแพทย์ กรอบสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จะเต็มภายในปี 2572 และ จะมีแพทย์ใหม่สะสมไม่มีตำแหน่งข้าราชการรองรับกว่า 5,000 คนในปี 2583 แม้ภาพรวมการผลิตแพทย์จะเพิ่มขึ้น แต่อัตราสูงในภาครัฐอื่น และเอกชน ส่วนสธ.ยังโตต่ำ เสนอ 7 ทางออกเชิงนโยบาย อาทิ กระจายอัตรากำลังเน้นพื้นที่ขาดแคลน และจัดสรรงบส่วนกลางจ้างงานเพื่อรักษาสมดุลระบบสุขภาพ
10 ปีอัตราแพทย์เพิ่ม 71 %
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ในเวทีนำเสนอผลการศึกษาและเสวนานโยบาย “ทิศทางการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพสำหรับทศวรรษใหม่” โดยหน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หัวหน้าโครงการวิจัย นำเสนอข้อค้นพบจากโครงการผลการสร้างแบบจำลองกำลังคนและข้อเสนอเชิงนโยบายว่า จากการวิเคราะห์ภาพรวมระบบสุขภาพย้อนหลัง 12 ปี พบว่า การผลิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรวิชาชีพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกฐานข้อมูล
โดยข้อมูลการสำรวจในรอบ 10 ปีถึงปี 2568 จำนวนแพทย์เพิ่มขึ้นถึง 71% จาก 26,000 คน เป็น 45,000 คน ขณะที่พยาบาลเพิ่มขึ้น 47% จากประมาณ 130,000 คน เป็นมากกว่า 200,000 คน
แพทย์อัตราโตทันประชากร แต่ไม่ทันความซับซ้อนคนไข้
ทั้งนี้ การวิเคราะห์กำลังคนสาธารณสุขต้องพิจารณาทั้งฝั่งบริการ (Demand) ที่ขยายตัวตามชุดสิทธิประโยชน์ของระบบสุขภาพ และฝั่งการผลิต (Supply) ซึ่งรวมถึงการบรรจุลงตำแหน่งและการรักษาคนไว้ในระบบ โดยเมื่อแบ่งกลุ่มบุคลากรเป็น 3 สังกัด ได้แก่ สังกัดกระทรวงสาธารณสุข, ภาครัฐอื่น ๆ (เช่น โรงเรียนแพทย์ และ อบจ.), และภาคเอกชน พบว่า บุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขมีอัตราเติบโตเพียงไม่เกิน 2% ต่อปี
ส่วนภาครัฐอื่น ๆ และเอกชน มีอัตราเติบโตสูงถึง 5.5% - 6% ต่อปี ภาพรวมเติบโตสวนทางกับอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรไทยที่โตเพียง 1.49% โดยสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรแสนคนในสังกัดสธ.อยู่ที่ 30-40% ทั้งที่ภาพรวมประเทศอยู่ที่ 71.11 ต่อประชากรแสนคน และภาครัฐอื่นๆอยู่ที่ 56.06 %
แต่เมื่อเปรียบเทียบจำนวนแพทย์กับภาระงาน พบว่าการผลิตแพทย์เติบโตทันประชากรและจำนวนบริการผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน แต่ไม่ทันต่อความซับซ้อนและความป่วยหนักของคนไข้ โดยพบติดลบ 20.07 %
41 จังหวัดเคยประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์
เมื่อนับเฉพาะแพทย์กระทรวงสาธารณสุขใน 76 จังหวัดนอกกรุงเทพมหานคร แล้วเทียบด้วยเกณฑ์หกแบบ ตั้งแต่จำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร จำนวนผู้มีสิทธิตามทะเบียนของ สปสช. และประชากรที่ปรับตามอายุ ไปจนถึงจำนวนครั้งที่คนไข้มาตรวจ จำนวนวันที่คนไข้นอนโรงพยาบาล และปริมาณงานรักษาคนไข้ใน มี 41 จังหวัด เคยประสบปัญหาขาดแคลนแพทย์ในมิติใดมิติหนึ่ง และมี 4 จังหวัดที่ขาดแคลนในทุกมิติ
ขณะเดียวกัน เมื่อดูจากภาระโรค พบว่า แม้ผู้สูงอายุจะมีสัดส่วนประมาณ 20% ของประชากร แต่กลับสร้างภาระโรคสูงถึงเกือบ 50 % ของระบบสุขภาพ โดยจ.เชียงใหม่
บางจังหวัดมีแพทย์มากกว่าภาระโรค เช่น จ.เชียงใหม่ แต่บางจ.มีสัดส่วนแพทย์ต่อภาระโรคต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่าเฉลี่ยประเทศ เช่น บึงกาฬ หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ และสระแก้ว
พื้นที่ที่มีพร้อมยิ่งได้เพิ่ม
พื้นที่ที่มีทีมและการฝึกดึงคนเพิ่ม ก็จะไปช่วยขยายบริการและการฝึก ในปีต่อไปจึงยิ่งดึงคนเข้าไปเพิ่ม ทำให้ยังมีการกระจุกอยู่ในบางพื้นที่
- โดยโรงพยาบาลศูนย์กลางมักดึงดูดทรัพยากรและแพทย์เฉพาะทางไปกระจุกตัว ในโรงพยาบาล ท็อป10ดึงดูดแพทย์เฉพาะทางไปมากกว่า 60%
- จังหวัดที่มีแพทย์สูงสุดเทียบกับจังหวัดที่มีต่ำสุดต่างกัน 3 เท่า
- ส่วนรพ.ชุมชนขนาดเล็กมีตำแหน่งว่าง 18.9 % รพ.ศูนย์ 5.6 %
นอกจากนี้ ระบบยังเผชิญภาวะ "ถังน้ำรั่ว" โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีการรับแพทย์เข้าประมาณ 19,000 ครั้ง แต่มีแพทย์ออกถึง 11,000 ครั้ง อัตราไหลออก 50% ส่วนพยาบาล รับเข้า 99,365 ครั้ง ไหลออก 83,706 ครั้ง มีอัตราไหลออกสูงถึง 80%
16 % คิดลาออกภายใน 3 ปี
การสำรวจปัจจัยการตัดสินใจลาออกในผู้ปฏิบัติงาน 734 คน จาก 110 หน่วยบริการ ใน 66 จังหวัด พบว่า 16 % คิดออกจากราชการหรือสังกัดภายใน 3 ปี โดยรายได้และภาระงานสร้างความไม่พอใจแต่ไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้ตัดสินใจลาออก ปัจจัยแท้จริงเกิดจากปัญหาความสัมพันธ์ในทีมงาน คุณภาพชีวิต โอกาสการฝึกอบรม และความไม่มั่นคงในการจ้างงานนอกตำแหน่งข้าราชการ
ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยลดการลาออกได้ถึง 50 - 60 % คือ "การได้ทำงานในจังหวัดบ้านเกิด" เนื่องจากแพทย์ที่จบจากกรุงเทพฯ มักจะตัดสินใจลาออกหลังจากทำงานในต่างจังหวัดได้ 1-3 ปี
ปี 83 แพทย์ยังขาด 26,000 คน
นพ.พีรสิชฌ์ กล่าวอีกว่า การจะบอกว่าแพทย์ขาดขาดเท่าใดต้องกำหนดเป้าหมาย ซึ่งหากกำหนดเป้าจำนวนแพทย์สธ.เป็น 1 ต่อ 1,000 ประชากร และมีผู้เข้าทำงานใหม่ปีละ 2,000 คน เมื่อถึงปี 2583 จะบรรลุเพียง 52% หากคิดเฉพาะสังกัดกระทรวงสาธารณสุข อาจต้องใช้เวลานานถึงประมาณ 80 ปีจึงจะบรรลุเกณฑ์องค์การอนามัยโลก (WHO) และยังขาดแคลนแพทย์ตามเป้าหมายอีกประมาณ 26,000 คน แต่หากนำแพทย์สังกัดภาครัฐอื่นและเอกชนมารวมด้วยตัวเลขจะดีกว่านี้มาก
อีก 3 ปี กรอบอัตราข้าราชการแพทย์เต็ม
เมื่อพิจารณาตามกรอบตำแหน่งข้าราชการของแพทย์ เนื่องจากปัจจุบันมีประเด็นเรื่องของการลดตำแหน่งข้าราชการนั้น เมื่อดูจากตำแหน่งแพทย์ที่มีงบจ้าง 28,925 ตำแหน่ง ว่าง 2,813 ตำแหน่ง รับผู้ปฏิบัติงานเพิ่มได้ราว 2,444 คน
แต่ถ้าไม่เพิ่มตำแหน่งหรือขยายกรอบอัตราข้าราชการ จากการใช้แบบจำลองจะพบว่า ปี 2572 หรืออีก 3 ปี กรอบอัตราจะเต็ม ไม่มีตำแหน่งว่าง จะรับแพทย์ใหม่ไม่ได้ จนถึงปี 2583 แพทย์ใหม่ที่ไม่มีตำแหน่งข้าราชการรองรับสะสม ราว 5,442คน แต่ไม่ได้แปลว่าตกงานทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม แบบจำลองชี้ว่าหากขยายกรอบตำแหน่งที่มีงบจ้าง 5% ทุก 5 ปีหรือปีละ 500-600 ตำแหน่ง จะมีตำแหน่งรวม 4,559 ตำแหน่งใน 15 ปี แล้วนำตำแหน่งใหม่ไปจัดสรรให้แก่ "พื้นที่ขาดก่อน" จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายสัดส่วนแพทย์ได้เร็วกว่า และใช้จำนวนแพทย์น้อยกว่าการจัดสรรตามสัดส่วนเดิมถึง 2 เท่า
ส่วนกลางจ้างแบบลูกจ้างทดแทน
นอกจากนี้ หากลองลดตำแหน่งข้าราชการที่ว่าง แล้วจ้าง “ลูกจ้าง” ทดแทนให้รับคนได้เท่าเดิม โดยถ้าโรงพยาบาลจ้างจากรายได้ของตัวเอง ลูกจ้างจะไปอยู่ที่จังหวัดที่มีบริการมาก ทำให้แพทย์ได้ 39.6 % ของเป้า แต่ถ้าส่วนกลางจ่ายและให้พื้นที่ขาดก่อน จะทำให้แพทย์ได้ 48.8 %ของเป้า ซึ่งเงินจากส่วนกลางจึงเป็นตัวอย่างของกลไกจากภายนอกที่ช่วยให้พื้นที่รายได้น้อยรับคนได้ แทนที่จะปล่อยให้จำนวนคนขึ้นกับรายได้ของโรงพยาบาล
ครอบครัวต้องลาออกมาดูแลผู้สูงอายุ
สำหรับแนวทางลดช่องว่างกำลังคนในอนาคตสามารถทำได้ผ่าน 3 กลไก ได้แก่ การเพิ่มบุคลากรให้เท่ากับบริการ, การลดบริการลงให้เหมาะสมกับกำลังคน, และการย้ายงานบางส่วนให้ผู้อื่นดูแล
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขที่ขาดแคลนน้อยลงอาจเป็นเพราะการย้ายภาระงานบางเรื่องไปยังครอบครัว อย่างเช่น งานดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน โดย 92-94 % ผู้ดูแลหลักของผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงเป็นคนในครอบครัว หรือราว 34,310 คนในครอบครัวลาออกจากงานมาดูแลผู้สูงอายุ แม้ว่าจะมีระบบ Longterm care และCare Giver
7 ข้อเสนอเชิงนโยบาย
คณะผู้วิจัยเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 ข้อที่ต้องทำต่อกัน
1.เจ้าของข้อมูลกับผู้วางแผนตรวจยอดคนให้ตรงกันว่านับใคร สังกัดใด และพื้นที่ใด
2.เทียบทุกแผนด้วยเกณฑ์เดียวกันหลายด้าน ให้เห็นว่าพื้นที่ใดได้คนเพิ่มหรือน้อยลง
3.ทบทวนตำแหน่งทุกห้าปี ให้พื้นที่ที่ขาดได้ก่อนและให้ส่วนกลางจ่ายสำหรับการจ้างนอกตำแหน่ง แล้วจัดแพทย์ใหม่ทุกปีตามตำแหน่งที่ว่างจริง
4. วางแผนผลิตและฝึกแพทย์คู่กับตำแหน่งที่จะรับกลับ
5.ส่งเสริมการธำรงคนในระบบ คือช่วยให้คนทำงานอยู่ต่อ โดยเริ่มจากพื้นที่ทุรกันดาร ผู้ที่การจ้างไม่มั่นคง ทีม โอกาสในการฝึกอบรม และการได้รับการยอมรับ
6.จัดทีมและบริการต่อเนื่อง พร้อมนับงานที่ผู้ดูแลในครอบครัวรับเพิ่ม
7.ทบทวนรายชื่อจังหวัดทุกปีและเปิดเหตุผลให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบและทักท้วงได้ หากฝึกคนแต่ไม่เตรียมตำแหน่ง หรือจ้างแล้วช่วยให้อยู่ต่อไม่ได้ การลงทุนส่วนอื่นก็ได้ผลน้อยลง





