อดีต ผจก.สสส. ยืนยัน “ภาษีเฉพาะ Earmark Tax” ไม่ขัดหลักวิชาการด้านการเงินการคลัง ย้ำเป็นการ “จ่ายตรง”จากบริษัทสุรา-ยาสูบ หากยกเลิกทำเงินสาธาณะหาย 14,000 ล้าน คืนเข้ากระเป๋าอุตสาหกรรมไม่ใช่กรมสรรพสามิต
เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่โรงแรมอัศวิน ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ อดีตผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเปิดรับฟังความคิดเห็นร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ซึ่งจะเป็นการแก้พ.ร.บ.สสส. โดยสาระสำคัญส่วนหนึ่งคือยกเลิกการจัดเก็บภาษีสุราและยาสูบเข้าสู่กองทุน สสส. และให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีว่า การแก้ไข พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ.2544 มีการยกเหตุผลเรื่องวินัยการเงินการคลังเป็นเรื่องหลักนั้น
ทั้งที่มาตรการภาษีแบบ Earmarked Tax หรือภาษีเฉพาะ ไม่ได้อยู่นอกหลักวิชาการด้านการเงินการคลัง แต่อยู่ภายใต้แนวคิดการเงินการคลังเพื่อสังคม และมีการไปศึกษาระบบภาษีเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งมีการใช้กองทุนลักษณะนี้อยู่ทั่วไป
หัวใจของแนวคิดการเงินการคลังเพื่อสังคม คือ Polluter Pays หรือผู้สร้างมลพิษและผู้สร้างผลกระทบทางลบต่อสุขภาพต้องมีส่วนรับผิดชอบ โดยประเทศไทยมีการะบุอุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบสูงต่อสุขภาพ 2 อุตสาหกรรม คือ สุราและยาสูบ ดังนั้น หากตัดส่วนนี้ออกไป อุตสาหกรรมสุราและยาสูบ ก็ไม่มีภาระที่จะต้องจ่าย
“ตรงนี้ยืนยันชัดเจน ไปถามรองนายกฯ เอกนิติ หรือถามใครก็ได้ เพราะมีบางคนยังบิดเบือนอยู่ว่า ก็คืนไปที่กรมสรรพสามิต แต่ไม่ใช่เลย เพราะส่วนนี้เป็นการจ่ายตรงจากบริษัท โดยที่กรมสรรพสามิตเพียงเป็นผู้ได้รับการฝากให้ไปช่วยเก็บมาให้เท่านั้นและนำส่ง เนื่องจากกรมทำหน้าที่เก็บภาษีส่วนใหญ่อยู่แล้ว” ดร.สุปรีดา กล่าว
เงิน 14,000 ล้าน หายไปจากเงินสาธารณะ
ดร.สุปรีดา กล่าวอีกว่า หากยกเลิกมาตราเหล่านี้ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น 1.) กรมสรรพสามิตก็จะเลิกเก็บและเลิกส่งเงินดังกล่าว ทำให้เงินประมาณ 14,000 ล้านบาท หายไปจากเงินสาธารณะและกลับเข้าสู่กระเป๋าของอุตสาหกรรมทั้ง 2 อุตสาหกรรม ซึ่งอาจทำให้มีเงินไปทำการตลาดต่างๆ เพิ่มขึ้น สิ่งแรกที่สูญเสียคือรัฐสูญเสียรายได้ที่จะนำมาทำงานด้านนี้
2.) การจัดเก็บภาษีเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญในการควบคุมปัจจัยเสี่ยง โดยหลักวิชาการชี้ชัดว่ามาตรการทางภาษีมีความสำคัญอย่างมาก ดังนั้น เมื่ออุตสาหกรรมไม่ต้องจ่ายภาษีส่วนดังกล่าว รายได้ของอุตสาหกรรมก็จะดีขึ้น และผลกระทบจากการขึ้นราคาเพื่อควบคุมการบริโภคก็จะลดลง ส่งผลเสียโดยตรงต่อการควบคุมการบริโภคยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
และ3.) หาก สสส.ถูกกำหนดให้เข้าสู่ระบบงบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะเกิดปัญหาเรื่องความไม่แน่นอนของงบประมาณ ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่องค์การอนามัยโลก(WHO)ให้ความสำคัญกับการเงินการคลังที่ยั่งยืนสำหรับการสร้างเสริมสุขภาพ ดังนั้น หาก สสส.ต้องใช้งบประมาณแผ่นดินตามปกติ ก็จะกระทบต่อความต่อเนื่องและการทำงานของ สสส. ซึ่งเป็นงานระยะยาว
รัฐควรเปิดรับฟังความเห็น
ด้านนพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลเปิดรับฟังความเห็นจากหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายต่างๆ เนื่องจากพ.ร.บ. สสส. เป็นนวัตกรรมทางสังคม ที่องค์การอนามัยโลกชื่นชม ซึ่งประเทศไทยได้นำกลไกนี้มาใช้แล้ว โดยระบบของ สสส.ไม่ได้ทำงานเฉพาะเรื่องบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องภาษีสุราหรือยาสูบเท่านั้น แต่ สสส.ทำงานในระบบการสร้างเสริมสุขภาพโดยรวม
“สิ่งสำคัญของคำว่า กองทุน คือมีความแตกต่างจากระบบราชการ เพราะจะพยายามทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและภาคประชาชน เป็นการดึงภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ภาคประชาสังคมดำเนินงานร่วมกับภาครัฐได้เป็นอย่างดี ช่วยให้เกิดความเข้มแข็งเพิ่มขึ้นในการสร้างเสริมสุขภาพ
ดังนั้น การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้น อยากให้มีหน่วยต่าง ๆ ให้ความเห็น ทั้งแนวคิดเชิงกฎหมายและสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น การทำงานของ สสส”นพ.พงศ์เทพกล่าว





