สถาบันโรคผิวหนัง ยกระดับงานวิจัยทางคลินิกมาตรฐานสากล ผลักดันไทยเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านผิวหนังและความงาม” แก้ปัญหาโรคผิวหนังคนไทย ดึงวิจัยต่างชาติ ทดสอบนวัตกรรมรองรับผิวคนเอเชีย ต่อยอดผลิตภัณฑ์ดูแลผิวไทยสู่ตลาดสากล สร้างเศรษฐกิจสุขภาพ
KEY POINTS
- สถาบันโรคผิวหนังวางเป้าหมายบาลานซ์การรักษา “โรคผิวหนังที่เป็นปัญหาสาธารณสุข” ควบคู่กับ “สุขภาพผิวและความงาม” จัดให้ “สิว” เป็นเข็มมุ่งสำคัญอันหนึ่ง เพราะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก
- ยกระดับศูนย์วิจัยทางคลินิก (Clinical Research Center: CRC) สู่ระดับนานาชาติ รองรับการทำ Clinical Trial ร่วมกับสถาบันในประเทศและทั่วโลก ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
- ผลักดันศูนย์กลางการแพทย์ด้านโรคผิวหนังและความงาม สร้างเศรษฐกิจสุขภาพ ด้วยการต่อยอดผลงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ และเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ลดภาระค่าใช้จ่ายระบบสาธารณสุข
“ปัญหาด้านผิวหนัง” เป็นอีกหนึ่งมิติที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ขณะเดียวกันความต้องการด้านการดูแล “สุขภาพผิวและความงาม” กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ในการตอบโจทย์ทั้ง 2 มิติ สถาบันโรคผิวหนัง กรมการแพทย์ จึงจัดตั้ง “ศูนย์วิจัยทางคลินิก (Clinical Research Center: CRC)” เพื่อยกระดับมาตรฐานงานวิจัยทางคลินิกงานด้านผิวหนังให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
เป้าหมายของงานวิจัย ไม่ได้สิ้นสุดที่การทำวิจัยให้สำเร็จ แต่คือ การเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดคุณค่าต่อผู้ป่วย ระบบสุขภาพ และสังคมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างเครือข่ายความร่วมมือและตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจสุขภาพ ผลักดันไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางทางการแพทย์ด้านโรคผิวหนังและความงาม”
เป้าไทยฮับผิวหนังและความงาม
นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมการแพทย์ ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ปัญหาด้านผิวหนังของประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ
1.โรคผิวหนังที่เป็นภาระสาธารณสุข ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิตของประชาชน
2.สุขภาพผิวและความงาม ซึ่งเป็นภาคส่วนที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
"เป้าหมายของสถาบันโรคผิวหนัง จะเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ทั้งด้านการรักษาโรคผิวหนังและการส่งเสริมสุขภาพผิว ความสวยความงามตั้งแต่ระดับภูมิภาคจนถึงระดับโลก”
การจะก้าวขึ้นไปสู่เป้าหมายที่สถาบันฯวางไว้ จะต้องดำเนินการอย่างน้อย 2 เรื่อง 1.ด้านวิชาการ มีการเรียนการสอนเป็นพื้นฐานอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องต่อยอด คือ งานวิจัยที่ตามมาแต่ต้องมีวิชาการมารองรับตามมาตรฐาน และ2.งานบริการ ปัจจุบันทำบริการด้วยความเป็นเลิศอยู่แล้ว จึงเป็นพื้นฐานไปต่อยอดงานวิจัย
ปักหมุดศูนย์วิจัยทางคลินิกด้านผิวหนัง
การจัดตั้งศูนย์วิจัยทางคลินิก (CRC)ที่ได้มาตรฐานสากลของสถาบันโรคผิวหนัง จะเข้ามาเป็นกลไกหลักในการเป็น “ศูนย์อ้างอิง (Reference Center)ด้านผิวหนังระดับนานาชาติ” เนื่องจากงานบริการทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีงานวิจัยเชิงลึกรองรับด้วย จึงจะเกิดการพัฒนา ได้รับการยอมรับในระดับสากล และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจสุขภาพ
“ศูนยวิจัยนี้จะนำงานวิจัยไปทำให้เกิดประโยชน์จริงแก่ประชาชนและช่วยสร้างเศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ให้กับประเทศ เพราะหากไม่มีงานวิจัยรองรับ การยอมรับในระดับสากลย่อมเกิดขึ้นได้น้อย"
ศูนย์วิจัยทางคลินิกโรคผิวหนัง รองรับนโยบายกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ในการเปิดพื้นที่การวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) มุ่งเน้นการบูรณาการความร่วมมือกับสถาบันวิจัยทั้งในและต่างประเทศ โครงสร้างพื้นฐานของศูนย์มี 3 องค์ประกอบสำคัญ
1.วิชาการและเทคโนโลยี มีองค์ความรู้ เครื่องมือ อุปกรณ์ และระบบสนับสนุนที่ได้มาตรฐานสากล
2.บุคลากรคุณภาพ พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความพร้อมในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับนานาชาติ
3.ประชาชนเป็นศูนย์กลาง งานวิจัยต้องตอบโจทย์สุขภาพของคนไทย แก้ปัญหาได้จริง และนำไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ที่ยอมรับในระดับนานาชาติ
“สถาบันโรคผิวหนังวางเป้าหมายในการดึงงานวิจัยด้านผิวหนังจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงการทดสอบผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมรักษาโรคผิวหนังที่เหมาะสมกับสรีระและลักษณะผิวของคนเอเชีย ซึ่งจะเป็นช่องทางสำคัญในการดึงเม็ดเงินและเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลผิวของคนไทยสู่ตลาดสากล”
“โรคผิวหนัง” พบบ่อยในไทย ต่อยอดเชิงเศรษฐกิจ
ขณะที่มิติของโรคผิวหนังที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย คือ
1.ผิวหนังอักเสบ ซึ่งมีผื่นแพ้ผิวหนังอักเสบหลายแบบ ตั้งแต่แบบเรื้อรังจนถึงแบบฉับพลันแล้วหาย ซึ่งคนไข้เยอะมาก และถ้าประชาชนไม่เข้าใจ ก็อาจทำให้การรักษาเกิดความผิดพลาดและเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาเยอะมากจากการไปซื้อยาใช้เองผิดๆ ถูกๆ ในประเทศ
2.สิว เป็นได้ตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงผู้ใหญ่ ซึ่งสิวมีผลต่อเด็กวัยรุ่นที่เรียนหนังสืออยู่ ทำให้ขาดความมั่นใจและอาจส่งผลต่อการเรียนตามมา สถาบันโรคผิวหนังจัดให้สิวเป็นเข็มมุ่งสำคัญอันหนึ่งที่ต้องจัดการ เพราะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก แต่คนมักมองไม่เห็น เนื่องจากโอกาสเข้าโรงพยาบาลรัฐน้อย มักไปรับการรักษาตามที่ต่างๆ และโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนตามมาก็สูง
และ3.โรคสะเก็ดเงิน ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและการดำเนินชีวิตประจำวัน หากมีอาการรุนแรงก็มีปัญหาเรื่องความพิการ มีภาวะซึมเศร้าร่วมด้วย ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายและความมั่นใจ
“โรคเหล่านี้พบได้บ่อย ติดท็อป 5 ของประเทศ จะมีผลต่อความมั่นใจ ขณะเดียวกันก็มี volume หรือปริมาณการใช้ทรัพยากรค่อนข้างสูงมาก หากสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นของประเทศไทยเองผ่านกระบวนการวิจัยที่ได้มาตรฐานสากล เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ และสามารถส่งออกผลิตภัณฑ์ของไทยสู่ต่างประเทศได้ ซึ่งจะไปเชื่อมโยงต่อกับศูนย์ทดสอบเครื่องสำอางที่กำลังพัฒนาอยู่ ก็จะทำให้เราสามารถผลักดันเศรษฐกิจสุขภาพของไทยได้”
ส่วนโรคติดเชื้อทางผิวหนังพื้นฐาน เช่น กลาก เกลื้อน ยังคงเป็นปัญหาในสังคม โดยเฉพาะถ้าเป็นในร่มผ้าจะไม่ค่อยยอมเปิดเผย แต่ใช้วิธีซื้อยาจามาใช้เอง โดยเฉพาะการได้ยาทาที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์นำมาใช้ผิด เพราะคิดว่าทาสเตียรอยด์แล้วจะหายเร็ว แต่จริงๆแล้วสเตียรอยด์จะยิ่งทำให้เชื้อรา กลากเกลื้อนลุกลามและรุนแรงขึ้น
โรคผิวหนังในผู้สูงอายุ
สำหรับโครงสร้างประชากรที่ประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ และกำลังจะเป็นสังคมสูงวัยโดยสมบูรณ์ โรคผิวหนังในผู้สูงอายุกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการ โดยที่พบมากที่สุด คือ “ผิวแห้ง ตามอายุ” ไม่ได้เป็นโรคเจ็บป่วย แต่เป็นธรรมชาติที่ไขมันใต้ผิวหนังจะหายไปตามอายุ ทำให้มีอาการคันและผิวหนังบางลง ซึ่งเจอในผู้สูงอายุทุกคน ความสามารถปกป้องผิวลดลงเป็นธรรมชาติ
ดังนั้น ผู้สูงอายุต้องดูแลตัวเองได้ ต้องรู้ว่าควรต้องทาครีม และสร้าง Health Literacy ในการดูแลตัวเอง อาจต้องอาศัยผู้ดูแลหรือครอบครัวร่วมด้วย โดยควรเลือกซื้อครีมบำรุงผิวที่ผ่านมาตรฐาน อย. มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ ไม่ควรซื้อครีมตามอินเทอร์เน็ตที่ผลิตขึ้นมาเอง หรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมสมุนไพรบางชนิดซึ่งอาจเกิดอาการแพ้ระคายเคือง เวลาไปเลือกซื้อตามร้านทั่วไป
1) ให้ดูผลิตภัณฑ์ที่มี อย. 2) เลือกความเข้มข้นของมอยส์เจอไรเซอร์ (Moisturizing) ให้เหมาะกับระดับความแห้งของผิวตนเอง และ3)ไม่จำเป็นต้องใช้ของแบรนด์เนมราคาแพง ขอให้มี อย.ไทย และเหมาะสมกับตัวเองก็พอ
“ผิวแห้งโดยไม่ดูแล ผิวจะแพ้ง่ายและอักเสบ จะขยายกลายเป็นแผลเรื้อรังและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อตามมา ทำให้รักษายากขึ้น จึงแนะนำให้อาบน้ำแล้วรีบทาโลชั่นหรือครีมเพิ่มความชุ่มชื้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผื่นแพ้หรือแผลติดเชื้อ"
ปรับโครงสร้างระบบบริการ รับมือ “สังคมสูงวัย”
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยมีแพทย์ผิวหนังจำนวนน้อย จึงส่งผลต่อการเข้าถึงบริการโรคผิวหนังของผู้สูงอายุ ที่ผ่านมาศูนย์วิจัย สถาบันโรคผิวหนัง จึงศึกษาการพัฒนาระบบสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Care) มารองรับ ภายใต้การวิจัยโปรเจกต์ Primary Care ค้นพบว่า เมื่อมีการพัฒนาระบบปฐมภูมิและการสร้างความรู้ที่ถูกต้องแก่ชุมชน อัตราการเกิดโรคผิวหนังซ้ำในผู้สูงอายุลดลงจาก 60% เหลือเพียง 40%
สถาบันฯ ได้ขยายผลแนวคิดนี้ไปสู่ระดับประเทศ ผ่านการผลิตสื่อความรู้ คัดกรองโรค และจัดอบรมถ่ายทอดทักษะแก่ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) และ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)ตัวอย่างเช่น ในพื้นที่ตำบลทับกวาง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งอยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาลศูนย์ 20–30 กิโลเมตร การนำโปรแกรมคัดกรองและเครื่องมือการตรวจเบื้องต้นไปใช้ ช่วยให้บุคลากรปฐมภูมิและ อสม. สามารถคัดกรองและให้คำแนะนำผู้สูงอายุในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องเดินทางไกลเข้ามายังโรงพยาบาลในเมือง
การขับเคลื่อน ศูนย์วิจัยทางคลินิก (CRC) ของสถาบันโรคผิวหนัง จึงไม่เพียงแต่เป็นการยกระดับมาตรฐานการรักษาพยาบาลและการวิจัยทางแพทย์ของไทยให้เป็นสากลเท่านั้น แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการเชื่อมโยง “วิชาการ-การบริการ-นวัตกรรม” เข้าด้วยกัน นำไปสู่รักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และดึงดูดงานวิจัยระดับโลกเข้ามาทดสอบในไทย กลายเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องยนต์สำคัญในการผลักดัน เศรษฐกิจสุขภาพ (Health Economy) ของประเทศไทยให้เติบโต





