กรมควบคุมโรคย้ำ เฝ้าระวังโรคฉี่หนูหลังลุยน้ำท่วม เตือนอย่าซื้อยาป้องกันกินเอง ไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด มีอาการเข้าข่ายรีบไปพบแพทย์ แจ้งประวัติสัมผัสน้ำ
KEY POINTS
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า การป้องกันและรักษาโรคฉี่หนู ในพื้นที่ประสบน้ำท่วม โดยขอให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงสวมรองเท้าบูท ถุงมือ ปิดบาดแผลให้มิดชิด และล้างทำความสะอาดร่างกายทันทีหลังสัมผัสน้ำ
การใช้ยา Doxycycline เพื่อป้องกันและรักษาโรค ต้องอยู่ภายใต้ดุลยพินิจของแพทย์ ซึ่งจะพิจารณาใช้เฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูงตามข้อบ่งชี้ และไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด การรักษาผู้ป่วยตั้งแต่ระยะแรกด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและภาวะแทรกซ้อนได้
ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับยา Doxycycline ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่ง ดื่มน้ำตามอย่างน้อยหนึ่งแก้วเต็ม และไม่นอนราบภายใน 30 นาทีหลังรับประทานยา เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร หญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้ที่มีประวัติแพ้ยา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนใช้ยา
อย่างไรก็ตาม หลังสัมผัสน้ำท่วมหากมีอาการ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง หรือตาแดง ควรรีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำทันที แม้จะได้รับยาป้องกันแล้วก็ตาม เพื่อให้ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที
ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้สำรองชุดช่วยเหลือผู้ประสบภัยไว้อย่างเพียงพอ ส่วนกลุ่มยาต้านจุลชีพยังคงมียา Doxycycline 100mg สำหรับรักษาโรคฉี่หนู คงคลังรวม 1,591,783 แคปซูล ชุดยาช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวม 28,877 ชุด และชุดตรวจไข้หวัดใหญ่ 66,163 ชุด ชุดตรวจโรคฉี่หนู (Leptospirosis) 7,979 ชุด
ด้านนพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรมควบคุมโรค เฝ้าระวังและป้องกัน “โรคไข้ฉี่หนู” ในช่วงน้ำท่วม โดยประชาชนควรระมัดระวังการสัมผัสน้ำและดินโคลน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดบ้านหรือพื้นที่อื่น ๆ หลังน้ำลด เพราะเชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำจนเปื่อยยุ่ย รวมถึงเข้าทางตา จมูก และปากได้
การป้องกันตนเอง ระหว่างน้ำท่วม ควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือแช่น้ำโดยไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องลุยน้ำ
1) ควรสวมรองเท้าบูต และหากมีบาดแผลควรปิดด้วยพลาสเตอร์กันน้ำ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องสัมผัสน้ำเป็นเวลานาน เนื่องจากการแช่น้ำตั้งแต่ประมาณ 3 ชั่วโมงขึ้นไป หรือมีบาดแผลและรอยถลอก จะเพิ่มโอกาสที่เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้
2) ควรล้างมือ ล้างขา หรืออาบน้ำด้วยสบู่และน้ำสะอาด หลังลงแช่น้ำ
3) ควรจัดเก็บอาหารและน้ำดื่มให้มิดชิด รวมทั้งจัดการขยะและเศษอาหารไม่ให้เป็นแหล่งอาหารของหนู หลังน้ำลด หากต้องขนย้ายสิ่งของหรือทำความสะอาดบ้าน ควรสวมรองเท้าบูตและถุงมือยาง เพื่อป้องกันการสัมผัสน้ำหรือดินโคลนที่อาจปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงป้องกันการถูกของมีคมบาด
หากมีอาการต้องสงสัยหรือภายหลังได้รับเชื้อ ผู้ป่วยมักเริ่มมีอาการภายใน 5 – 14 วัน แต่อาจนานถึง 30 วัน อาการที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะบริเวณน่อง โคนขา หรือหลัง และตาแดง หากมีอาการดังกล่าวหลังลุยน้ำหรือแช่น้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสน้ำให้ทราบ
มีอาการ หอบเหนื่อย หายใจลำบาก ตัวเหลือง ตาเหลือง หรือปัสสาวะออกน้อย ต้องรีบไปแสดงว่า เข้าขั้นวิกฤตแล้ว ต้องไปโรงพยาบาลทันที ส่วนผู้ที่อยู่ในศูนย์พักพิง หากมีอาการสงสัยโรคไข้ฉี่หนูให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำศูนย์
สำหรับการรับประทานยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนู ต้องอยู่ภายใต้ดุลพินิจของแพทย์ แพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจะเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงเป็นรายบุคคล โดยอาจพิจารณาในผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่ต้องแช่น้ำเป็นเวลานาน อาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม หรือผู้ที่ต้องเก็บขยะและซากสัตว์หลังน้ำท่วม
“การทานยาไม่ได้ป้องกันการติดเชื้อได้ทั้งหมด ประชาชนไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง ควรใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งยาป้องกันโรคไข้ฉี่หนูต้องดื่มน้ำตามมาก ๆ และห้ามนอนทันที อย่างน้อย 30 นาที เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร อีกทั้ง ยาบางชนิดมีข้อห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ หญิงให้นมบุตร เด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี และผู้ที่มีประวัติแพ้ยา”
นพ.มณเฑียร กล่าวย้ำว่า หากใครเดินลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วม แล้วมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หรือตาแดง ขอให้รีบไปพบแพทย์ และแจ้งประวัติการลุยน้ำหรือสัมผัสน้ำท่วมให้แพทย์ทราบ เพราะจะช่วยให้แพทย์วินิจฉัยและรักษาได้รวดเร็ว ที่สำคัญ หากได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะแรกด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม จะช่วยลดความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนของโรค และลดโอกาสการเสียชีวิตได้
ข้อมูลจากระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 23 กันยายน 2569 พบผู้ป่วยแล้ว 3,303 ราย เสียชีวิต 46 ราย อัตราป่วยตาย ร้อยละ 1.39 โดยกลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด ได้แก่ กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป รองลงมาเป็นกลุ่มอายุ 50 – 59 ปี และกลุ่มอายุ 40 – 49 ปี ตามลำดับ พบผู้ป่วยมากที่สุดในกลุ่มอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีโอกาสสัมผัสดิน น้ำ หรือพื้นที่ชื้นแฉะจากการประกอบอาชีพ พื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงกระจายในหลายจังหวัดทั่วประเทศ
จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูง ได้แก่ ระนอง น่าน ตรัง แม่ฮ่องสอน และนครศรีธรรมราช ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จำนวนผู้ป่วยแต่ละสัปดาห์ส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าค่ามัธยฐาน 5 ปีย้อนหลัง และยังพบผู้เสียชีวิตในหลายพื้นที่ จึงจำเป็นต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่องในช่วงที่มีฝนตกและน้ำท่วมขัง
โรคเลปโตสไปโรสิส หรือฏรคฉี่หนู เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชื่อว่า เลปโตสไปร่า (Leptospira) ซึ่งสามารถติดต่อจากสัตว์สู่คนได้ โดยเชื้อจะปนเปื้อนอยู่ในปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ ได้แก่ หนู สุนัข โค กระบือ สุกร แพะ แกะ เป็นต้น เชื้อสามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านทางบาดแผล ผิวหนังที่อ่อนนุ่มจากการแช่น้ำ หรือเยื่อบุตา จมูก และปาก เมื่อประชาชนสัมผัสน้ำ ดิน หรือโคลนที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะการเดินลุยน้ำหรือทำความสะอาดพื้นที่หลังน้ำท่วม จะมีความเสี่ยงต่อการติดโรคนี้เพิ่มขึ้น





