วันอังคาร ที่ 29 กันยายน 2569

Login
Login

4 จังหวัด ‘แพทย์ขาดแคลน’ ทุกมิติ แม้ภาพรวมประเทศเพิ่มเกือบ 5 หมื่น แต่สธ.โตต่ำ  

4 จังหวัดวิกฤติ แพทย์ขาดแคลนทุกมิติ แม้ภาพรวมประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น แตะเกือบ 5 หมื่นคน แต่สธ.อัตราโตต่ำกว่าเอกชน-รัฐอื่นๆ ขณะที่ความถี่รพ.สธ.ดูแลผู้ป่วยนอกพุ่ง

KEY POINTS

  • ภาพรวมประเทศไทย จำนวนแพทย์เพิ่มขึ้นจาก จาก 26,767 คนในปี 2556 เป็น 45,937  คนในปี 2568 แต่อัตราเติบโตสูงในภาคเอกชนและภาครัฐอื่นๆ เกือบ 6% แต่ในสธ.กลับโตต่ำไม่ถึง 4 % 
  • 4 จังหวัดแพทย์ขาดแคลนทุกมิติทั้งการพิจารณาจากด้านประชากรและด้านบริการ  ขณะที่ความถี่รับบริการผู้ป่วยนอกในรพ.สังกัดสธ.เพิ่มขึ้น แต่รพ.สังกัดอื่นๆกลับแตกต่าง
  • ชูแบบจำลองทำแผนจัดสรรกำลังคนด้านสุขภาพ แต่โจทย์สำคัญต้องร่วมกันตัดสินใจว่าจะใช้ “เกณฑ์” ใดในการพิจารณาชี้วัดความต้องการแพทย์เพิ่มแล้วนำออกมาใช้เชิงนโยบาย

เมื่อเร็วๆนี้  คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ม.มหิดล ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ  “ทางเลือกนโยบายสำหรับอนาคต : การสร้างแบบจำลองบูรณาการสำหรับการวางแผนกำลังคน ครั้งที่ 2” ภายใต้โครงการโครงร่างวิจัย เรื่อง “การพัฒนาแนวทางและนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพโดยใช้แบบจำลองบูรณาการ”

ภาพรวมเพิ่มขึ้น แต่ในสธ.เติบโตต่ำ

นพ.พีรสิชฌ์ สิทธิรัตน์ หน่วยวิจัยนโยบายและระบบสุขภาพคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการวิเคราะห์สถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพ : การพัฒนาแนวทางและนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพโดยใช้แบบจำลองบูรณาการ”ว่า

จากข้อมูลรายงานจำนวนกำลังคนด้านสุขภาพในประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ระหว่าง พ.ศ. 2556–2568 ภาพรวมของประเทศ จำนวนแพทย์เพิ่มขึ้นจาก 26,767 คน เป็น 45,937 คน

เฉพาะในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) จำนวนแพทย์เพิ่มจาก 15,673 คน เป็น 23,883 คน หรือเติบโตเฉลี่ย 3.57% ต่อปี  ขณะที่พยาบาลวิชาชีพเติบโตเฉลี่ย 2.27% เภสัชกร 3.58%ต่อปี และทันตแพทย์ 2.47% ต่อปี

หากพิจารณาแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน เพิ่มจาก 4,838 คนเป็น 9,724 คน การเติบโตอยู่ที่ 5.99% ต่อปี

ที่น่าสนใจคือ ในหน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น โรงเรียนแพทย์และสถานพยาบาลสังกัดภาครัฐอื่น ๆ เพิ่มจาก 6,256 คน เป็น 12,330 คน การเติบโตอยู่ที่ 5.82% ต่อปี ซึ่งใกล้เคียงกับภาคเอกชน

“แม้ประเทศไทยจะมีกำลังคนเพิ่มขึ้น แต่ส่วนต่าง ๆ ของระบบกำลังเติบโตด้วยความเร็วที่ไม่เท่ากัน และกำลังคนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละส่วนนั้นเข้าไปรองรับการดูแลประชาชนกลุ่มใด”

20 ปีกำลังคนสังกัดสธ.ถึงระดับWHO

หากลองวิเคราะห์แนวโน้มของจำนวนแพทย์และพยาบาลทุกสังกัดรวมกันจะมีความหนาแน่นต่อประชากรถึงระดับอ้างอิงขององค์การอนามัยโลกหรือฮู(WHO)ที่ 4.45 คนต่อประชากร 1,000 คน ประมาณ พ.ศ. 2574 แต่หากนับเฉพาะกำลังคนสังกัดสธ. แล้วเทียบกับประชากรทั้งประเทศชุดเดียวกัน การไปถึงระดับความหนาแน่นดังกล่าวจะเกิดขึ้นไม่เร็วกว่า พ.ศ.2589 หรืออีกกว่า 20 ปี

4 จ.แพทย์ขาดแคลนทุกมิติ

เมื่อเปรียบเทียบอัตราส่วนแพทย์ โดยใช้รูปแบบตัวชี้วัด 2 ด้าน ได้แก่ ด้านประชากร ที่มีจำนวนประชากรตามทะเบียนราษฎร์ , ผู้มีสิทธิในทะเบียนสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และประชากรถ่วงน้ำหนักอายุ และด้านบริการ ที่มีจำนวนครั้งผู้ป่วยนอก ,วันนอนรพ. และหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์(AdjRW) ในการจัดกลุ่มจังหวัด แบ่งเป็นกลุ่มได้ดังนี้

  • จังหวัดขาดแคลนทุกมิติ 4 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร  บึงกาฬ  เลย และ อำนาจเจริญ
  • จังหวัดขาดแคลนในมิติประชากร 6 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี   นครพนม  ปทุมธานี  ปัตตานี  ลพบุรี · และสมุทรปราการ
  • จังหวัดขาดแคลนในมิติบริการ 18 จังหวัด ได้แก่ กระบี่  ชุมพร เชียงราย  ตรัง  ตาก  นครปฐม บุรีรัมย์ ประจวบคีรีขันธ์  พัทลุง  เพชรบุรี  ลำพูน  สมุทรสาคร  สุพรรณบุรี  สุรินทร์  หนองคาย  อุดรธานี อุทัยธานี  อุบลราชธานี
  • จังหวัดขาดแคลนทั้งสองมิติ 13 จังหวัด
  • จังหวัดที่ไม่ได้ขาดแคลน 35 จังหวัด

4 จังหวัด ‘แพทย์ขาดแคลน’ ทุกมิติ แม้ภาพรวมประเทศเพิ่มเกือบ 5 หมื่น แต่สธ.โตต่ำ  

สธ.ความถี่บริการผู้ป่วยนอกเพิ่ม แต่สังกัดอื่นลด

จำนวนครั้งบริการขึ้นกับทั้งจำนวนผู้รับบริการและความถี่ที่มารับบริการ โดยรพ.สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) มีจำนวนผู้รับบริการผู้ป่วยนอก (อาจนับซ้ำข้ามสถานพยาบาล) เพิ่มจาก 30 ล้านคน เป็น 31.82 ล้านคนในปี 2568

มีจำนวนครั้งรับบริการผู้ป่วยนอกราว 100 ล้านครั้งในปี 2556 เพิ่มเป็น 134.72 ล้านครั้งในปี 2568
ส่วนครั้งที่รับบริการต่อผู้ป่วยนอก 1 คน  เพิ่มจาก 3.72 ครั้ง เป็น 4.23 ครั้งต่อผู้รับบริการ 1คน  แต่ภาพในรพ.ทุกสังกัดกลับลดลง จาก 4.36 ครั้ง เป็น 4.24 ครั้งต่อผู้รับบริการ 1 คนในช่วงปีเดียวกัน
แสดงว่าความถี่บริการผู้ป่วยนอกเพิ่มขึ้นในโรงพยาบาล สป.สธ. แต่ภาพรวมทุกสังกัดกลับลดลง

สำหรับผู้ป่วยใน จำนวนกรณีผู้ป่วยในรพ.สังกัดสป.สธ. เพิ่มจาก 7 ล้านในปี 2556 เป็น 8.12 ล้านในปี 2568 ส่วนจำนวนครั้งรับไว้รักษาเป็นผู้ป่วยใน เพิ่มจาก 6 ล้านครั้งในปี 2556 เป็น 7.86 ล้านครั้งในปี 2568 และวันนอนรวม เพิ่มจาก 30 ล้านวันในปี 2556 เป็น 32.38 ล้านวัน ในปี 2568

จำนวนครั้งผู้ป่วยนอกต่อแพทย์ลดลง แต่ผลรวม AdjRW ต่อแพทย์เพิ่มขึ้น

ประเด็นปริมาณบริการต่อบุคลากรและเวลาภายใต้สมมติฐาน พบจำนวนครั้งผู้ป่วยนอกต่อแพทย์ลดจาก 7,436 เหลือ 5,939 ครั้งต่อปี แต่ AdjRW ต่อแพทย์เพิ่มจาก 386.8 เป็น 484.0 ถ้าให้ผู้ป่วยนอกใช้เวลา 10 นาทีต่อครั้ง และผู้ป่วยใน 100 นาทีต่อ AdjRW เวลาที่คำนวณจากบริการสองประเภทนี้เท่ากับประมาณ 1,796 ชั่วโมงต่อแพทย์ต่อปี

อัตราส่วนแพทย์เปลี่ยน เมื่อใช้เกณฑ์เปลี่ยน

ความน่าสนใจของข้อค้นพบอยู่ที่ว่า จังหวัดใดควรได้รับบุคลากรเพิ่มกลับขึ้นอยู่กับว่าใช้สิ่งใดเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน จะเป็นด้านประชากรหรือด้านบริการ  เนื่องจากเมื่อใช้เกณฑ์เปลี่ยนไปกลับพบว่า รายชื่อจังหวัดที่ต้องได้รับบุคลากรเพิ่มจะเปลี่ยนไป 

อย่างเช่น จ.ปทุมธานีเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะเมื่อเรียงจากจังหวัดที่มีแพทย์น้อยที่สุดต่อประชากร จังหวัดนี้อยู่ในอันดับที่ 4 จาก 76 จังหวัด แต่เมื่อเทียบกับบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลสังกัดสธ. อันดับกลับเปลี่ยนเป็นที่ 74 เช่นเดียวกับนราธิวาสที่เปลี่ยนจากอันดับที่ 7 เป็นอันดับที่ 75

“จังหวัดเดิมและจำนวนแพทย์เท่าเดิมจึงสามารถปรากฏอยู่คนละปลายของการจัดอันดับได้ เพียงเปลี่ยนว่ากำลังนับความรับผิดชอบจากประชากรหรือบริการ”

4 จังหวัด ‘แพทย์ขาดแคลน’ ทุกมิติ แม้ภาพรวมประเทศเพิ่มเกือบ 5 หมื่น แต่สธ.โตต่ำ  

ทั้งนี้ อัตราส่วนแพทย์เพิ่มขึ้นเมื่อใช้ตัวหารบางชนิด แต่ลดลงเมื่อใช้ตัวหารชนิดอื่น โดยแพทย์สังกัดสธ. ช่วง พ.ศ. 2566–2568  

  • เมื่อคิดต่อประชากร อยู่ที่ 6.95%  เมื่อคิดต่อจำนวนครั้งผู้ป่วยนอกที่แบบจำลองคาดไว้อยู่ที่ 4.80%
  • เมื่อคิดต่อวันนอนที่คาดไว้อยู่ที่ 8.40%
  • เมื่อคิดต่อจำนวนครั้งผู้ป่วยนอกที่รายงานอยู่ที่ -2.76%
  • เมื่อคิดต่อผลรวม AdjRW ที่รายงานอยู่ที่  -6.66%

30 ปีช่องว่างแพทย์ระหว่างจ.ลดลง 50 %

ขณะที่ระยะเวลาที่ช่องว่างกำลังคนด้านสุขภาพระหว่างจังหวัดจะลดลง 50 % นั้น พบว่า ช่องว่างของพยาบาลลดลงเร็วกว่าแพทย์ โดยหากแนวโน้ม พ.ศ. 2556–2568 คงเดิม ทำให้ช่องว่างเชิงสัดส่วนของแพทย์สังกัดสธ.จะลดลงครึ่งหนึ่งในราว 30 ปี ส่วนพยาบาลวิชาชีพราว 14 ปี เภสัชกร ราว 35 ปี และทันตแพทย์ราว 23 ปี 

บุคลากรรับเข้ายังมากกว่าออก

จำนวนบุคลากรเพิ่มขึ้น พร้อมกับเหตุการณ์รับเข้ามากกว่าออกทุกปี ปีงบ 2560–2568

  •  แพทย์รับเข้า 19,744 ครั้ง ออก 11,136 ครั้ง
  • พยาบาลวิชาชีพรับเข้า 99,365 ครั้ง ออก 83,706 ครั้ง
  • เภสัชกรวิชาชีพรับเข้า 5,951 ครั้ง ออก 3,455 ครั้ง
  • ทันตแพทย์วิชาชีพรับเข้า 4,433 ครั้ง ออก 2,987 ครั้ง

ทั้งนี้ อัตราส่วนเหตุการณ์รับเข้า–ออกของบุคลากร พบว่า พยาบาลวิชาชีพมีอัตราส่วนเหตุการณ์ออกต่อรับเข้าสูงกว่าแพทย์ โดยพยาบาลอยู่ที่ 0.84 ส่วนแพทย์อยู่ที่ 0.56
4 จังหวัด ‘แพทย์ขาดแคลน’ ทุกมิติ แม้ภาพรวมประเทศเพิ่มเกือบ 5 หมื่น แต่สธ.โตต่ำ  

ทางเลือกการวางแผนกำลังคน

เมื่อนำข้อมูลกำลังคนและบริการที่เกิดขึ้นจริง แล้วใช้ผลวิเคราะห์กำหนดสมมติฐานและเปรียบเทียบแผนจัดสรรแพทย์  โดยใช้แบบจำลองบูรณาการที่พิจารณาการแบ่งแพทย์ใหม่ให้แต่ละจังหวัด ด้วยการคิดจาก แพทย์ปลายปี = แพทย์ต้นปี − ผู้ที่ออก + ผู้ที่กลับเข้า + แพทย์รับใหม่
ดังนั้น  แต่ละปีมีแพทย์ใหม่พร้อมจัดสรร 2,000 คน ทุกจังหวัดได้รับอย่างน้อย 1 คน และผู้มาใหม่รวมไม่เกิน 10 %  ของแพทย์ต้นปี จะพบว่า

  • จำนวนที่รับใหม่กับจำนวนที่เพิ่มขึ้นสุทธิเป็นคนละปริมาณ โดยจังหวัดที่ได้รับแพทย์ใหม่มากที่สุดยังต้องใช้ส่วนหนึ่งทดแทนผู้ที่ออก จำนวนแพทย์ปลายปีจึงไม่ได้เพิ่มเท่ากับจำนวนรับใหม่
  • งวัดที่มีผู้ที่ออกมาก อาจมีแพทย์ลดลงแม้ยังรับแพทย์ใหม่ อย่างจ.บึงกาฬ มีอัตราออกตามแบบจำลอง 13.4% ต่อปี สูงกว่าเพดานผู้มาใหม่ 10% การรับใหม่จึงทดแทนผู้ที่ออกได้จำกัด

 “แบบจำลองช่วยให้เห็นผลของทางเลือกแผนจัดสรรกำลังคนด้านสุขภาพ แต่ก่อนการนำไปใช้จริงต้องกำหนดเป้าหมายและข้อจำกัดร่วมกับพื้นที่ รวมถึง จะให้ความสำคัญกับประชากร งานบริการ หรือความจำเป็นอ้างอิงเพียงใด และจะประเมินผลด้วยเกณฑ์ใดร่วมกัน”

นพ.พีรสิชฌ์  กล่าวว่า  โครงการวิจัยนี้อาจให้ข้อสรุปเพื่อเสนอทางเลือกเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม แต่สิ่งที่เราต้องการคือการเปิดพื้นที่ให้สังคมได้พิจารณาหลักคิดที่อยู่เบื้องหลังทางเลือกเหล่านั้นมากกว่า เพราะการวิเคราะห์ข้อมูลและแบบจำลองอาจช่วยแสดงภาพภายใต้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ได้ แต่การกำหนดว่าเราต้องการอนาคตแบบใดเป็นเรื่องที่ต้องตัดสินใจร่วมกัน คำถามเก่าที่ยังต้องการคำตอบจึงยังคงอยู่ว่า กระบวนการจัดสรรทรัพยากรที่เราใช้อยู่สามารถปิดโครงสร้างความเหลื่อมล้ำได้มากเพียงใด และเราพร้อมจะเปลี่ยนกติกาใดบ้าง หากพบว่ากติกาเดิมกำลังรักษาโครงสร้างนั้นไว้