‘บริษัทสยามไบโอไซเอนซ์’ ผลิตยาชีววัตถุถึง 70 % คุมราคาต่ำกว่านำเข้า ลดพึ่งพิงต่างชาติ ปิดช่องว่างระบบสาธารณสุข สร้างความมั่นคงทางยาพร้อมรองรับ “ยาขาด”ยามโลกวิกฤติ ร่วมอย.ลุยต่อวัตถุเสพติดทางการแพทย์ – ATMPs
นายทรงพล ดีจงกิจ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ”ว่า ปัจจุบันหากวัดตามจำนวนการผลิต ยากลุ่มหลักของบริษัทจะเป็นยาในกลุ่มชีวัตถุ หรือยาที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการผลิต ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 70% ของการผลิตทั้งหมด โดยบริษัทสามารถผลิตตัวยาได้เองแบบครบวงจร ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ทำให้ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบยาจากต่างประเทศ สามารถผลิตเองได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
“กระบวนการผลิตที่ทำได้เองตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ ช่วยแก้ปัญหาเวลาเกิดภาวะยาขาดแคลนได้เป็นอย่างดี อย่างช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาที่โลกมีวิกฤตการณ์การขนส่งและโลจิสติกส์ ทำให้ยาบางตัวในตลาดขาด แต่บริษัทสามารถผลิตยาทดแทนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการลดความรุนแรงของปัญหายาขาดในยามวิกฤติ”นายทรงพล
ราคายาต่ำกว่านำเข้า
ตัวอย่างยาชีววัตถุทีjบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ผลิตอาทิ ตัวยาเพิ่มเม็ดเลือดแดงสำหรับผู้ป่วยโรคไต และยาเพิ่มเม็ดเลือดขาวสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวัตถุเสพติดทางการแพทย์ที่มักจะเกิดการขาดแคลนหากมีความต้องการใช้สูง ซึ่งการที่บริษัทผลิตได้เองภายในประเทศจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลน
นายทรงพล กล่าวด้วยว่า ยาที่บริษัทผลิตอาจจะไม่ได้มีราคาถูกที่สุดในตลาด แต่หากพิจารณาปัจจัยทั้งด้านคุณภาพและราคาร่วมกันแล้ว เชื่อว่าราคายาของบริษัทจะค่อนไปทางต่ำกว่าราคาของยาที่นำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งราคาที่ต่ำกว่านั้นจะขึ้นอยู่กับตัวยาแต่ละประเภท บางตัวยาสามารถทำราคาได้ต่ำที่สุดในตลาด แต่บางตัวยาอาจจะไม่ได้ต่ำที่สุด เนื่องจากมีผู้ผลิตรายอื่นเข้ามาทุ่มตลาด ทว่ากลุ่มยาที่ทุ่มตลาดก็มักจะประสบปัญหายาขาดแคลนเมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤต
ผลิตวัตถุเสพติดทางการแพทย์
ส่วนวัตถุเสพติดทางการแพทย์ นายทรงพล กล่าวว่า ยาในกลุ่มนี้จะเป็นยากลุ่มระงับปวดรุนแรง โดยขอยกตัวอย่างเหตุการณ์จริงในประเทศ 2 เหตุการณ์ที่มีการใช้งานยาดังกล่าวจำนวนมาก ได้แก่ ช่วงที่มีภาวะสงครามและมีการบาดเจ็บต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต้องทำการผ่าตัดฉุกเฉินและต้องใช้ยาระงับปวดอย่างมาก อีกช่วงตอนวิกฤติโควิดที่ผู้ป่วยวิกฤติในห้อง ICU มีความจำเป็นต้องใช้ยานอนหลับขั้นรุนแรงภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด
“ยาในกลุ่มนี้ถือเป็นยาที่ต้องมีการควบคุมขั้นสูงสุด ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤติมักจะขาดแคลน แต่เมื่อเราสามารถผลิตและสำรองสต็อกภายในประเทศได้เอง ก็จะไม่มีปัญหาขาดแคลนเหล่านั้น เช่น ยาบรรเทาปวดรุนแรง ที่เราผลิตมีชื่อตัวยาว่า เฟนทานิล (Fentanyl) ซึ่งประเทศไทยมีระบบการกำกับดูแลตัวยานี้ได้ดีมากเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึง ยานอนหลับ”นายทรงพลกล่าว
ร่วมอย.สร้างความมั่นคงทางยา
ล่าสุด บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัดและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจด้านการผลิตและเพิ่มการเข้าถึงวัตถุเสพติดทางการแพทย์ ยาแผนปัจจุบัน และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง (Advanced Therapy Medicinal Products: ATMPs) เพื่อสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ
นายทรงพล กล่าวว่า บริษัทมีความตั้งใจนำศักยภาพด้านการวิจัย พัฒนา เทคโนโลยี และการผลิต มาสนับสนุนการสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีหรือกำลังการผลิต ซึ่งอุตสาหกรรมยาเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องสร้างความเชื่อมั่น และเน้นผลิตยาที่เป็นยาใหม่ ๆ ซึ่งยาใหม่เหล่านี้จะมีกระบวนการกำกับดูแลที่เป็นไปตามยุคสมัย เมื่อเทคโนโลยีของยามีความทันสมัยมากขึ้น การกำกับดูแลก็ย่อมมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ความร่วมมือกับ อย. จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมองเห็นโจทย์ของประเทศร่วมกันได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ความต้องการของระบบสาธารณสุข เทคโนโลยีที่จำเป็น ไปจนถึงมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพการผลิตของประเทศให้สามารถรองรับทั้งยา วัตถุเสพติดทางการแพทย์ และผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูงได้ในอนาคตจะช่วยสร้างความมั่นใจและความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชน แพทย์ และผู้ใช้ยาในประเทศ
ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นบริษัทผู้ผลิตยาชั้นนำของประเทศไทย และในยามวิกฤติช่วยสร้างความมั่นคงทางยาของประเทศมาโดยตลอด การที่ อย. ลงนาม MOU กับสยามไบโอไซเอนซ์ เพื่อช่วยส่งเสริมในเรื่องการวิจัยและพัฒนายา ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง รวมถึงวัตถุเสพติดทางการแพทย์ เพื่อให้ทางสยามไบโอไซเอนซ์ได้มีโอกาสวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เหล่านี้สำหรับรองรับประเทศไทยในอนาคตทั้งในยามปกติและยามวิกฤติ เพื่อความมั่นคงทางยาของประเทศ
ปิดช่องว่างให้ระบบสาธารณสุข
“สยามไบโอไซเอนซ์มีศักยภาพเป็นบริษัทยาอันดับต้น ๆ ของไทยที่มีเทคโนโลยีทัดเทียมกับต่างประเทศ ดังนั้น MOU จะช่วยต่อยอดในเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ด้านยาให้ดียิ่งขึ้น รวดเร็วขึ้น และมีคุณภาพมาตรฐานยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินการต่าง ๆ ในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่น”ภญ.สุภัทรากล่าว
โจทย์ที่จะเข้ามาใช้สร้างความมั่นคงทางยาของประเทศ มุ่งเน้นไปที่กลุ่มยาทั้งผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ขั้นสูง (ATMP) และวัตถุเสพติดทางการแพทย์ประเภทใหม่ ๆ โดยขณะนี้กำลังให้ทางสยามไบโอไซเอนซ์ดำเนินการพัฒนาอยู่ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มยานวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ยาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ยารักษาโรคมะเร็ง และยามุ่งเป้า ซึ่งล้วนเป็นยาชั้นสูงที่มีราคาแพง หาได้ยาก และต้องใช้นวัตกรรมสมัยใหม่ในการผลิต ซึ่งสยามไบโอไซเอนซ์จะเข้ามาช่วยสนับสนุนประเทศในส่วนนี้
“ ยาในกลุ่มเหล่านี้จะเข้ามาช่วยปิดช่องว่าง (Gap) ในระบบสาธารณสุขของไทย คือ ช่วยให้ประเทศไทยไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ทำให้เราสามารถผลิตได้เอภายในประเทศ และช่วยลดราคาจากการนำเข้ายาเหล่านั้น ที่สำคัญที่สุดในยามวิกฤติ เราจะสามารถผลิตยาใช้เองได้ทันที โดยไม่ต้องเผชิญปัญหาการนำเข้า ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง”ภญ.สุภัทรากล่าว





