WHO รับรองความสำเร็จของประเทศไทยในการกำจัดโรคหัดเยอรมัน ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญโดยเฉพาะต่อหญิงตั้งครรภ์และทารก ทำให้แท้ง ทารกเสียชีวิตในครรภ์หรือพิการแต่กำเนิด จากนโยบายวัคซีนกว่า 40 ปี มุ่งเดินหน้ากำจัดโรคหัดเป็นลำดับต่อไป
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการแสดงความยินดีต่อรัฐบาลไทย ในโอกาสที่ประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นและบรรลุเป้าหมายการกำจัดโรคหัดเยอรมัน และมีการประกาศรับรองความสำเร็จของประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ของ WHO เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา
วัคซีนโรคหัดเยอรมันเป็นหนึ่งในวัคซีนพื้นฐานที่ฉีดให้กับเด็กไทยทุกคน ความสำเร็จของประเทศไทยครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความต่อเนื่องของนโยบายสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค และความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขไทย ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษ
ถือเป็นความสำเร็จของคนทำงานทุกระดับ ทั้งในส่วนกลาง จังหวัด อำเภอ โรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการ สำนักงานป้องกันควบคุมโรค สำนักงานสาธารณสุข อสม. รวมไปถึงโรงเรียน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคีเครือข่าย ตลอดจนพ่อแม่ผู้ปกครองที่พาบุตรหลานมารับวัคซีนอย่างต่อเนื่อง จนทำให้โรคที่ครั้งหนึ่งเคยคุกคามชีวิตและอนาคตของเด็กไทย กลายเป็นโรคที่คนรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันคนไทยจำนวนมากอาจไม่คุ้นเคยกับโรคหัดเยอรมัน เพราะพบผู้ป่วยน้อยลงอย่างมากจากความสำเร็จของการให้วัคซีน แต่ในอดีตโรคนี้เป็นปัญหาสาธารณสุขสำคัญ โดยเฉพาะต่อหญิงตั้งครรภ์และทารก เพราะหากมีการติดเชื้อโดยเฉพาะในระยะแรกของการตั้งครรภ์ อาจทำให้แท้ง
ทารกในครรภ์เสียชีวิตหรือเกิดกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella Syndrome: CRS) ซึ่งอาจทำให้เด็กมีความผิดปกติของหัวใจ การได้ยิน การมองเห็น และความพิการอื่นที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว การกำจัดหัดเยอรมันจึงไม่ใช่เพียงการทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลง แต่คือการป้องกันไม่ให้เด็กต้องเกิดมาพร้อมความพิการจากโรคที่เรามีวัคซีนป้องกันได้
ประเทศไทยเริ่มแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตั้งแต่ปี 2520 และนำวัคซีนที่มีส่วนประกอบของหัดเยอรมันเข้าสู่แผนงานแห่งชาติในปี 2529 เริ่มจากให้ในเด็กหญิงวัยประถมศึกษา ก่อนขยายสู่เด็กทุกคนในปี 2536 จากนั้นได้พัฒนาการให้วัคซีนควบคู่กับระบบเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค ระบบห้องปฏิบัติการ และการตอบโต้การระบาดมาอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านวัคซีนและระบบสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนอนาคตของเด็กและครอบครัวได้จริง
นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ข้อมูลเฝ้าระวังของประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้ป่วยหัดเยอรมันและกลุ่มอาการหัดเยอรมันแต่กำเนิด (CRS) ลดลงอย่างมาก และไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนมาตั้งแต่ปี 2564 ทั้งนี้ การรับรองของ WHO ไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง แต่ต้องมีหลักฐานว่าไม่มีการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลามากกว่า 36 เดือน ควบคู่กับการมีระบบเฝ้าระวังที่มีคุณภาพ สามารถตรวจจับ สอบสวน จำแนกผู้ป่วย และตอบสนองทางสาธารณสุขได้อย่างทันท่วงที
คณะกรรมการระดับภูมิภาคของ WHO ได้ทบทวนหลักฐานของประเทศไทยอย่างรอบด้าน ทั้งข้อมูลระบาดวิทยาและระบาดวิทยาระดับโมเลกุล ระบบเฝ้าระวังโรคหัด หัดเยอรมันและ CRS ระดับภูมิคุ้มกันของประชากร ความครอบคลุมวัคซีน การตอบโต้การระบาด และผลการดำเนินงาน ก่อนลงพื้นที่ตรวจประเมินในเดือนกรกฎาคม 2569
และยืนยันว่า ประเทศไทยสามารถยุติการแพร่เชื้อหัดเยอรมันประจำถิ่นได้ต่อเนื่องมากกว่า 36 เดือน และมีระบบที่มีศักยภาพในการตรวจจับและตอบสนองต่อโรคหัดเยอรมันและ CRS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีความเสี่ยงจากผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศ จึงต้องรักษาระดับภูมิคุ้มกันของประชากรให้สูงอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะความครอบคลุมวัคซีนป้องกันหัดเยอรมัน ปิดช่องว่างในพื้นที่และกลุ่มประชากรที่ยังได้รับวัคซีนไม่ครบ ตลอดจนรักษาความไวของระบบเฝ้าระวังไข้ออกผื่น ระบบห้องปฏิบัติการ และความพร้อมในการสอบสวนควบคุมโรค เพื่อรักษาสถานะการกำจัดหัดเยอรมันให้ยั่งยืน พร้อมทั้งต่อยอดความสำเร็จด้วยการเร่งรัดกำจัดโรคหัดซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญลำดับต่อไปของประเทศไทย
อนึ่ง ประเทศไทยนับเป็น ประเทศที่ 7 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization) หรือ SEARO ที่สามารถกำจัดโรคหัดเยอรมันได้สำเร็จ ต่อจาก ภูฏาน
เกาหลีเหนือ) มัลดีฟส์ เนปาล ศรีลังกา และติมอร์-เลสเต





