วันอาทิตย์ ที่ 30 สิงหาคม 2569

Login
Login

'อย.Xดอยคำ' รุก ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพ’ เพิ่มมูลค่าผลไม้ เจาะส่งออกปท.กำลังซื้อสูง

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ลงนามบันทึกความเข้าใจกับ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เพื่อยกระดับ วิสาหกิจชุมชน และ SME ผ่านการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรที่ล้นตลาดให้มีมูลค่าสูงขึ้น มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นด้านสุขภาพ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตั้งเป้าหมายในการขยายตลาด ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ที่เป็นผลไม้แปรรูปคุณภาพสูง ไปสู่สากลโดยคำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยและรสนิยมของผู้บริโภคในแต่ละประเทศเป็นหลัก

แก้ปัญหาผลผลิตล้น-ราคาตก

ภญ.สุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า  อย.Xดอยคำ จะร่วมมือในมิติของการช่วยเหลือเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และเอสเอ็มอี เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ โดยการนำผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูป เพื่อช่วยเหลือ ป้องกันไม่ให้ผลผลิตล้นตลาดจนเน่าเสีย และช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร ทั้งนี้ ดอยคำจะเข้าไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ส่วน อย. จะเข้าไปช่วยแนะนำในทุกมิติ ทั้งด้านการพัฒนาสถานที่ผลิต การให้คำปรึกษา การพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ จนถึงการออกเลขทะเบียน อย.  และอนาคตยังครอบคลุมไปถึงการร่วมกันหาตลาดรองรับสินค้าด้วย

ความร่วมมือนี้เปรียบเสมือนการวางรากฐานที่สำคัญของประเทศ เพราะไทยเป็นเกษตรกรรม หากเกษตรกรสามารถเพาะปลูกผักผลไม้แล้วนำมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ก็จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต ซึ่งดอยคำจะเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรตั้งแต่พื้นที่ราบสูงไปจนถึงพื้นที่ราบลุ่ม โดยปัจจุบันมีแผนการดำเนินงาน (Pipeline) ชัดเจนแล้วว่าจะช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกผักหรือผลไม้ชนิดใด ในจังหวัดใดบ้าง

'อย.Xดอยคำ' รุก ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพ’ เพิ่มมูลค่าผลไม้ เจาะส่งออกปท.กำลังซื้อสูง

“เบื้องต้นจะเน้นไปที่ผลผลิตกลุ่มผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งมักจะออกสู่ตลาดพร้อมกันในช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 2-3 เดือน ทำให้เสี่ยงต่อการเน่าเสียได้ง่าย หากขายเป็นผลสดก็จะได้ราคาต่ำ เช่น มะม่วง เป็นต้น”ภญ.สุภัทรากล่าว

ช่วยแก้ปัญหามะม่วง มะพร้าว กล้วย มะปี๊ด

นายชูโชค ศิวะคุณากร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด กล่าวว่า ปัญหาหลักของสินค้าเกษตรในไทยอยู่ตรงที่ ผลไม้ตามฤดูกาลจะล้นตลาดจนทำให้ราคาตกต่ำ วิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการนำมาแปรรูป ตัวอย่างที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว อาทิ

ในช่วงเดือนมีนาคม ที่มีผลผลิตมะม่วงล้นตลาดอย่างหนัก โดยเฉพาะที่ จ.อ่างทอง ซึ่งมะม่วงสดมีราคาตกต่ำเหลือเพียงกิโลกรัมละ 1-2 บาท จนเกษตรกรปล่อยทิ้งคาต้น เพราะไม่คุ้มทุนค่าเก็บเกี่ยว เมื่อทราบเรื่องดอยคำจึงลงพื้นที่เข้าไปให้องค์ความรู้เรื่องการแปรรูปและเทคโนโลยีทันที โดยได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นมะม่วงแผ่นแบบไม่เติมน้ำตาล เพื่อตอบสนองผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและกังวลเรื่องเบาหวาน

นอกจากการพัฒนาสูตรแล้ว ยังได้เข้าไปแนะนำระบบการอบแห้งโดยใช้โดมพลังงานแสงอาทิตย์ ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีคุณภาพดีและรสชาติอร่อย ได้นำมาวางจำหน่ายบนเชลฟ์ของดอยคำรวมถึง ห้างสรรพสินค้าชั้นนำต่าง ๆ ขณะที่ผลผลิตมะม่วงสดส่วนเกินนั้น ได้นำไปเข้ากระบวนการแช่แข็ง (Freezing) ไว้ก่อน เพื่อชะลอการเน่าเสียและทยอยนำออกมาแปรรูปในภายหลัง

ไม่เพียงเท่านี้ ดอยคำยังได้เข้าช่วยเหลือวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่อื่น ๆ เช่น มะพร้าวที่ จ.ราชบุรี ซึ่งในอดีตเคยตกต่ำเหลือลูกละ 2-3 บาท โดยเข้าไปสนับสนุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 30 ราย ช่วยพัฒนาสุขอนามัยในกระบวนการผลิตน้ำมะพร้าวสดให้สะอาด ,เนื้อมะพร้าวแปรรูปที่เรียกว่ามะพร้าวหนึบหรือมะพร้าวแก้วที่มีคุณภาพดีและไม่ใส่น้ำตาล

อีกกรณีที่ “บ่อดินขาว” จ.นครสวรรค์ ซึ่งประสบปัญหากล้วยให้ผลผลิตไม่สม่ำเสมอ เมื่อทีมงานลงพื้นที่ ก็พบว่ากล้วยมะลิอ่องในพื้นที่มีปัญหาการกลายพันธุ์และติดเชื้อโรคพืชลุกลาม เนื่องจากเกษตรกรไม่ทราบข้อมูลและนำหน่อกล้วยที่มีโรคไปปลูกต่อ ดอยคำจึงได้นำต้นพันธุ์กล้วยมะลิอ่องที่แท้จริงและปลอดโรคจากภาคเหนือมาเพาะพันธุ์ส่งมอบให้เกษตรกร พร้อมทั้งช่วยปรับปรุงสภาพดินและส่งเสริมกระบวนการแปรรูปจนเกิดผลิตภัณฑ์กล้วยหลากหลายชนิด

และการแปรรูปมะปี๊ด ที่จ.จันทบุรี ซึ่งดอยคำใช้เวลาพัฒนาสินค้าเพียงไม่เกิน 5 สัปดาห์จนได้เป็นน้ำมะปี๊ดพร้อมดื่ม นำไปวางจำหน่าย และได้รับการตอบรับที่ดีมากจากผู้บริโภคที่นิยมนำไปผสมกาแฟ น้ำ หรือโซดา

'อย.Xดอยคำ' รุก ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพ’ เพิ่มมูลค่าผลไม้ เจาะส่งออกปท.กำลังซื้อสูง

ขยายแผนผลไม้เป้าหมายทุกภาค

แผนงานในระยะต่อไป เป็นการจับมือกับ อย. เพื่อร่วมกันพัฒนาโรงเรือนการผลิตของวิสาหกิจชุมชนให้มีมาตรฐานและขอใบอนุญาต อย. ได้สำเร็จ เพื่อสร้างความเข้มแข็งเชิงโครงสร้างให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ตั้งเป้าที่จะขยายการช่วยเหลือไปยังภาคอื่น ๆ ทั่วประเทศ เช่น ลำไยและลิ้นจี่ในภาคเหนือที่มักประสบปัญหาราคาตกต่ำ สินค้าล้นตลาดในจ.เชียงใหม่และลำปาง

ผลไม้ชนิดอื่น ๆ ในภาคอีสาน ตะวันตก และภาคใต้ เช่น มังคุดและลองกอง โดยใช้กลไกวิสาหกิจชุมชนเป็นหลัก มีดอยคำทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงส่งมอบความรู้และพัฒนาช่องทางตลาดให้ ทั้งผ่าน ร้านดอยคำ เครือข่ายโมเดิร์นเทรด เช่น บิ๊กซี และเตรียมผลักดันการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น

แปรรูปช่วยอัปราคาขึ้น 10-30 เท่า

“การขายผลสดมักถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขของเวลา วันแรกที่ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อยราคาก็อาจจะสูง เช่น มะม่วงกิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่เพียงไม่กี่วันต่อมาเมื่อผลผลิตเริ่มดำ ราคาก็จะดิ่งลงเหลือ 5-10 บาท และลดลงเรื่อย ๆ ดังนั้น หากสามารถนำผลผลิตมาแปรรูปให้ได้มาตรฐานและมีคุณภาพที่ดี จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ตั้งแต่ 10 - 30 เท่า ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและช่วงเวลาที่เหมาะสม ถือเป็นทางรอดที่แท้จริงและยั่งยืนของเกษตรกรไทย”นายชูโชคกล่าว 

ตลาดยังเติบโต แต่เกษตรกรต้องเปลี่ยนพฤติกรรม

นายชูโชค กล่าวอีกว่า  ในอดีตผู้บริโภคมักกังวลกับการรับประทานสินค้าแปรรูปและนิยมบริโภคผลไม้สดมากกว่า ทว่าผลไม้สดมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาลที่ไม่สามารถรับประทานได้ตลอดทั้งปี ยิ่งไปกว่านั้น สินค้าแปรรูปแบบเดิมมักทำให้ผู้บริโภคไม่มั่นใจในเรื่องสุขอนามัยและผลกระทบต่อสุขภาพ แต่หากสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ โดยการควบคุมกระบวนการผลิตให้ถูกสุขลักษณะและรักษาคุณค่าทางสารอาหาร รวมถึงวิตามินของผลไม้ไว้ได้อย่างครบถ้วน สินค้าแปรรูปจะกลายเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์เพราะสามารถเก็บรักษาไว้บริโภคได้ยาวนานขึ้น

“หากภาคการเกษตรของไทยไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากการขายผลสดไปสู่การแปรรูปที่ได้มาตรฐาน ก็คงจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยาก ดังนั้น การมุ่งไปสู่ทิศทางการแปรรูปมาตรฐานสูงจึงเป็นเรื่องจำเป็นที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรกรไทยขึ้นไปอีกขั้น”

เดินหน้าส่งออก แบบตามใจรสนิยมตลาด

สำหรับการส่งออกยังมีข้อจำกัด (Gap)  ประการแรก กลุ่มเกษตรกรรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนส่วนใหญ่ยังขาดศักยภาพในการพัฒนาคุณภาพและปริมาณการผลิตให้ได้มาตรฐานและมีปริมาณสม่ำเสมอ ดอยคำจึงต้องเข้าไปสนับสนุนพร้อมเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรเข้ามาช่วย

'อย.Xดอยคำ' รุก ‘ผลิตภัณฑ์สุขภาพ’ เพิ่มมูลค่าผลไม้ เจาะส่งออกปท.กำลังซื้อสูง

ประการที่สอง เกษตรกรส่วนใหญ่มักผลิตสินค้าตามความคุ้นเคยเดิม โดยไม่ได้ศึกษาความต้องการของตลาดต่างประเทศ ซึ่งในการทำงานร่วมกันกับ อย. ได้สรุปประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา 3 ด้านเพื่อเป็นแนวทางหลักในการส่งออก ได้แก่

1.ความชอบในผลไม้ของแต่ละประเทศแตกต่างกัน เช่น ตลาดตะวันออกกลางชื่นชอบมะม่วง ตลาดจีนนิยมมังคุด หรือตลาดเกาหลีใต้ที่ชื่นชอบมะเขือเทศ เป็นต้น

2.รสนิยมด้านรสชาติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแต่ละประเทศ เช่น ตลาดตะวันออกกลางจะไม่ชอบรสหวานเลย ขณะที่บางประเทศอาจชื่นชอบรสหวาน

3.กฎเกณฑ์และข้อกำหนดด้านกฎหมายของ อย. ในแต่ละประเทศเป้าหมายที่มีความแตกต่างกัน หากยังใช้กระบวนการผลิตแบบเดิม โดยไม่ปรับตัวให้สอดรับกับหลักเกณฑ์ของประเทศนั้น ๆ ก็จะไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้

“เราจึงใช้กลยุทธ์ ตลาดนำการผลิต โดยศึกษาข้อมูลทั้ง 3 ปัจจัยจากประเทศเป้าหมายก่อน จากนั้นจึงนำโจทย์ กลับมาบริหารจัดการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในไทยแบบบูรณาการ เพื่อจับคู่ช่วงเวลาและปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อ”นายชูโชคกล่าว 

เจาะตลาดประเทศกำลังซื้อสูง แต่พื้นที่ปลูกไม่มาก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ดอยคำมีการส่งออกราว 10 %  โดยมุ่งมั่นและพยายามจะผลักดันเพิ่มสัดส่วนการส่งออกให้เติบโตยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต ตั้งเป้าหมายเจาะตลาดในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะประเทศที่มีกำลังซื้อสูง แต่มีข้อจำกัดด้านพื้นที่เพาะปลูก เช่น สิงคโปร์กำลังซื้อสูง ,ไต้หวันที่มีจีดีพีสูง ,ญี่ปุ่นที่มองหาสินค้าเกษตรคุณภาพสูงแต่มีพื้นที่เกษตรค่อนข้างจำกัด และกลุ่มประเทศตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูงมากแต่ไม่สามารถเพาะปลูกผลไม้เหล่านี้ได้เองเนื่องจากสภาพภูมิประเทศ ซึ่งตลาดเหล่านี้จะต้องเข้าไปเจาะเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทย

“ค่อย ๆ ทยอยส่งออกควบคู่ไปกับการศึกษาศักยภาพและกำลังการผลิต ปัจจุบันสินค้าของดอยคำได้เริ่มเดินทางสู่ตลาดต่างประเทศแล้ว โดยสินค้าที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในประเทศ เกาหลีใต้ คือ น้ำมะเขือเทศดอยคำ เนื่องจากมีกระแสคลิปวิดีโอที่เป็นไวรัลในกลุ่มชาวเกาหลีใต้ที่มีดาราอายุ 64 ปีมารับประทานน้ำมะเขือเทศแล้วดูอ่อนกว่าวัยมาก ทำให้ผลิตภัณฑ์น้ำมะเขือเทศดอยคำได้รับความนิยมสูงมากในตลาดเกาหลีใต้”นายชูโชคกล่าว